ดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์

การปฏิรูปการศึกษา คืออะไร
ปฏิรูปแล้วจะได้อะไร?
ไม่ฝันเฟื่อง ทะเยอทะยานเกินความเป็นไปได้หรือ?
จะใช้ยุทธศาสตร์อะไร โรงเรียนจึงจะมีประสิทธิภาพ
เป็นปฏิรูปสูญเปล่า?
กลไลการปฏิรูป เป็นอย่างไร
การปฏิรูปเริ่มต้นที่จุดใด?
ตัวกำหนดความสำเร็จของการปฏิรูปอยู่ที่ไหน?


การปฏิรูปการศึกษา คืออะไร

คือ การเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งระบบ เป็น systemic change เป็นการรื้อและปรับปรุงครั้งใหญ่ ยกเครื่องกันทั้งระบบเลย ปรับขนานใหญ่ทั้งระบบอันได้แก่ระบบ การบริหาร (คือตั้งแต่กระทรวงลงมาถึงโรงเรียน) หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน วิชาชีพ (ของครูและผู้บริหาร) ที่เราเรียกกันว่าปฏิรูป 4 องค์ประกอบ (Components) ใหญ่ ๆ


ปฏิรูปแล้วจะได้อะไร ? มีเป้าหมายอย่างไร ?

คุณภาพการเรียนได้มาตรฐานสูง ให้เด็กทุกคนที่จบการศึกษาไปไม่ว่า ป.6, ม.3, ปวช., ปวส., หรือปริญญาตรี - โท - เอก จบออกมาโดยมีคุณภาพอย่างดี เรียนต่อที่ไหนก็ฉลุยสมัครงานที่ไหนก็เป็นที่ปรารถนาของนายจ้าง เจ้าของงาน เราต้องทำเด็กของเราให้เป็น..... เด็กเก่งและคนดี ที่ตนเองภาคภูมิใจ พ่อแม่ชื่นชมสมใจ สังคมกระหยิ่ม หัวใจของการจัดการศึกษา คือ การเรียนรู้ของเด็ก ระบบการศึกษามีหน้าที่สร้างประชากรที่มีคุณภาพให้กับประเทศชาติ ที่ผ่านมาแม้พวกเรา จะทำงานหนักและประสบความสำเร็จพอสมควร ก็ยังไม่ถึงขีดที่ต้องการ เราจึงต้องมาเปลี่ยน แปลงกันใหม่หมดทั้งระบบเพื่อให้..... คุณภาพการเรียน (ของเด็ก) ได้มาตรฐาน เราต้องทำให้เด็กทุกคนจบการศึกษาระดับยอด ประเภทพอผ่าน (2.00) สุก ๆ ห่าม ๆ ได้ ๆ ตก ๆ ไม่เอาแล้ว ออกไปก็เดินต่อไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่เป็น มันต้องถึงคุณภาพชั้นยอด คือ เกรด 4 อย่างน้อยควรเป็น 3



ไม่ฝันเฟื่อง ทะเยอทะยานเกินความเป็นไปได้หรือ ?

ไม่ใช่ฝันเฟื่อง แต่เป็นความใฝ่ฝันที่เป็นไปได้ไม่ยากนัก หลายประเทศได้พิสูจน์มาแล้ว ทำสำเร็จ หลายชาติกำลังเดินไปใกล้ปลายทาง เมื่อปีที่แล้วผมเป็นประธานมอบเกียรติบัตรแก่ครูดีเด่นที่อุบล เสร็จแล้วก็ได้ดูนิทรรศการผลงาน ของท่านเหล่านี้ น่าทึ่งจังเลย ทุกวันนี้ครูบาอาจารย์มีความคิดสร้างสรรค์แหลมคมน่านิยมจริง ๆ อาจารย์ โรงเรียนเบญจมะฯอุบล ได้รางวัลสร้างสื่อการสอนวิชาพิมพ์ดีด แจ๋วทีเดียว รู้เร็ว เป็นเร็ว สัมผัสแม่น ประสิทธิภาพสูงจนได้รางวัลนั่นแหละ ผมถามถึงเกรด (คะแนนเฉลี่ย) ของเด็กรุ่นล่าสุดที่เรียนกับเขาก็ได้ ความว่ากระจายแบบปรกติ (normal distributed) คือได้ตั้งแต่ 4 ลงมาถึง 1 กลุ่มสูงและต่ำน้อย ส่วนใหญ่อยู่แถว ๆ 2 เมื่อถามว่าเด็กที่ได้เกรด 1 ซึ่งตก กับเด็กที่ได้เยี่ยมเป็น 4 ต่างกันตรงไหน เขาตอบทันทีว่า เด็กที่ได้ 4 ฝึกซ้อมมาก ชำนาญ เด็กที่ตกไม่ได้เข้าห้องฝึกเท่าที่ควร พอถามว่าถ้าเด็กตกมีเวลาฝึกเท่า ๆ กับคนได้ 4 ก็ต้องอาจเท่าและทำคะแนนได้ 4 เหมือนกันได้ใช่ไหม อ๋อ แน่นอนเลย เขาควรตอบสวนคำถามทีเดียว เห็นหรือยังว่า การทำให้เด็กเรียนได้ดีเยี่ยมทุกคนทั้งชั้นนั้น ไม่ใช่เรื่องลึกล้ำเกินฝีมือครูบาอาจารย์ อะไรเลย แม้แต่วิชาที่ซับซ้อนมีลักษณะเป็นนามธรรมมาก เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็ไม่เกินฝีมือ วิชาชีพของครูไปได้ เพียงแต่ครูบาอาจารย์อาจต้องใช้เทคนิคหลากหลายใช้สื่อเพิ่มขึ้นบ้าง ปรับเปลี่ยน ความเชื่อและวิธีการบางอย่างแตกต่างจากเดิมไปบ้าง ก็หมายความว่า ถ้าเราปฏิรูปการสอนแต่ละวิชาในแต่ละชั้นจนเป็นเลิศ คือเด็กทุกคนเรียนได้ คุณภาพ มีมาตรฐานสูงก็จะได้ห้องเรียนชั้นเยี่ยมทุก ๆ ห้องเป็นเยี่ยมเราก็จะได้โรงเรียนชั้นเยี่ยม เมื่อเป็นเยี่ยมเป็นเลิศ...... จากห้องเรียน ถึง ห้องเรียน จากโรงเรียน ถึง โรงเรียน จากโรงเรียน ถึง จังหวัด การศึกษาทุกจังหวัดเป็นเยี่ยม ประเทศเราก็ได้ชื่อว่ามีคุณภาพการเรียนได้มาตรฐานสูง (เป็นเลิศ)



จะใช้ยุทธศาสตร์อะไร โรงเรียนจึงจะมีประสิทธิภาพ

เราจะใช้ยุทธศาสตร์ 5 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน คือ 1. การกระจายอำนาจ (ในการบริหาร) 2. การใช้แผนยุทธศาสตร์ (เป็นเครื่องมือปรับปรุงโรงเรียน) 3. การมีส่วนร่วม (ของทุกฝ่ายที่มีประโยชน์ได้เสียกับโรงเรียน) 4. การประเมินผลและการรายงาน 5. การประกันคุณภาพ ก่อนนี้อะไร ๆ ก็ต้องสั่งจากกรมต้องบัญชาการจากกระทรวงในกรุงเทพฯ เด็กในโรงเรียนซึ่งเป็น ผลผลิตปลายทางห่างไกล จึงไม่ได้รับการหล่อหลอมเอาใจใส่ได้ระดับนักคุณภาพการเรียนย่ำแย่ก็จับมือ ผู้รับผิดชอบที่แท้จริงไม่ได้สถาบันการศึกษาจึงผลิต ประกาศนียบัตรลดราคาออกมาเยอะ (ทำงานที่ไหนเขา ก็ไม่บรรจุเต็มอัตราตามวุฒิ) ต่อไปนี้ต้องกระจายอำนาจการบริหารให้ผู้อยู่ติดกับเด็ก คือ โรงเรียนคิดเอง ทำเอง วางแผนเอง บริหารเอง แก้ไขปัญหาเอง ตัดสินใจเอง และต้องรับผิดชอบต่อผลการเรียนของเด็กเองด้วย ขณะเดียวกัน ก็ให้ผู้มีประโยชน์ได้เสียร่วมกัน อันได้แก่ ตัวนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ครู - อาจารย์ ผู้บริหารสถาน ศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและมีส่วนรับผิดชอบด้วยกัน แต่ละโรงเรียนจะต้องใช้แผนยุทธศาสตร์ อันเป็นแผนปรับปรุงพัฒนาเฉพาะของแต่ละโรงเรียน เป็นเครื่องมือทำงานแต่ละช่วงเวลาอย่างมีเป้าหมายชัดเจน แก้ปัญหาเฉพาะของตนเอง มีจุดเน้นและ แนวทางปรับปรุงพัฒนาเป็นการเฉพาะโรงเรียนอย่างแน่นอน มี Teaching Focus เมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ปฏิรูปกันมาก เช่น สร้างห้องปฏิบัติการภาษา อุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และการทำโรงเรียนให้เป็นปัจจุบัน แม้กระทั่งการประกาศเป็นโรงเรียน ปฏิรูป เป็นเรื่องเดียวกับปฏิรูปขณะนี้หรืออย่างไร? เป็นการปฏิรูปการศึกษาในแนวหนึ่ง ตามวิธีของผู้รับผิดชอบในช่วงนั้นเป็นการปฏิรูปตามแบบ การใช้นวัตกรรม (Innovation แนวความคิดใหม่) การปฏิรูปเป็นการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น อะไรที่ผู้รับผิดชอบคาดว่าการศึกษาจะดีขึ้นก็จับใส่เข้าไป ในระบบการศึกษา เช่นเห็นว่าโรงเรียนมีสภาพใหม่ มั่นคงปลอดภัย สีสันงดงามจะทำให้เด็กเรียนได้ดี ก็ทำกันใหญ่ ทำให้เป็น " โรงเรียนปัจจุบัน " เห็นว่าเด็กไทยอ่อน วิทยาศาสตร์ ก็โถมเครื่องไม้เครื่องมือ สื่ออุปกรณ์เข้าไป เทคโนโลยีข่าวสารเช่น คอมพิวเตอร์อย่างดีราคาแพง ก็ล้วนคิดว่าเป็นนวัตกรรม (แนวความคิดใหม่) ที่จะช่วยให้เด็กสร้างคุณลักษณะของคนทันสมัยทันเหตุการณ์ และมีคุณภาพการเรียน ดีขึ้น ไม่มีเงินเพื่อการเหล่านี้ไว้ก่อนก็ปรับเปลี่ยนงบประมาณแผ่นดินโปะเข้าไปหลายพันล้าน จนมีคนโวย เรื่องความโปร่งใสเข้าไปถึงสภาผู้แทน หลายสิบประเทศในโลกก็ปฏิรูปการศึกษาของตน โดยยุทธศาสตร์นวัตกรรม (innovation approach) ดังกล่าว คือ ใส่แนวความคิดใหม่เข้าไปในระบบการศึกษา ไม่ว่าเรื่องบริหารหลักสูตร วิธีการสอน เครื่องมือ การประเมินผล แม้กระทั่งปรัชญาการศึกษา หรือ กระบวนการสร้างแรงจูงใจ ครูบาอาจารย์ และอื่น ๆ อีกมากมายหลายแนวคิด ผมไม่เห็นด้วยกับกลยุทธแบบนี้เพราะเป็นการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงเป็นจุด ๆ เป็นเรื่อง ๆ ไม่เป็นกระบวนการ ไม่ครบวงจรเป็นการปฏิรูปจากบน(สั่งลง) มาล่าง จึงไม่ได้ผลตามที่ควร แม้จะมีการ เปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้นก็ไม่ยั่งยืน เปลี่ยนแปลงแต่พื้นผิว ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ถาวร ที่ทำมาแล้วนั้น จึงเหมือนการปฏิรูป " ความพร้อม " ซึ่งเป็นตัวป้อน (Input) ทางการศึกษาเหมือนจัดให้ได้เครื่องมือ และเทคโนโลยีจับปลาที่ล้ำยุค แต่จับปลาไม่ได้ผล หรือการได้อุปกรณ์พร้อม วัตถุดิบปรุงอาหารครบครัน ทันสมัย แต่เสร็จแล้วไม่ได้อรรถรส ลูกค้าเบ้หน้า เพราะขาดบางส่วนในกระบวนการ ไป ๆ มา ๆ ครูบาอาจารย์และผู้คนในสังคมก็ลืมเลือน เหลวเป๋ว รังแต่ทำให้การปฏิรูปเสียชื่อ



เป็นปฏิรูปสูญเปล่า ?

ก็ไม่สูญเสียทีเดียวหรอก เราทำถูกจุดแล้วแต่ไม่ถูกวิธีที่มีประสิทธิภาพ เราต้องปฏิรูปทั้งระบบ (Systemic change) เหมือนที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ ปรับเปลี่ยนอย่างดีมีจุดเน้น (Focus) ด้วยยุทธศาสตร์ที่แยบคาย มีเป้าหมายที่เป็นจริง (realistic) ถึงยิ่งด้วยความผูกพันทางการเมือง (Political commitment) ต่อเนื่องด้วยการ ปฏิรูปวิชาชีพของครูบาอาจารย์เป็นที่สุด เพื่อให้ได้ห้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ ในโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อผลิตคุณภาพเรียน ที่ได้มาตรฐานสูง เราจะต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลงทุกเรื่องทุกระบบย่อยภายในระบบการศึกษา (องค์ประกอบ) ทั้งระบบ ในทุกระดับตั้งแต่บุคคล ห้องเรียน โรงเรียน อำเภอ-จังหวัดและ ในกระทรวง

กลไกการปฏิรูป เป็นอย่างไร

รัฐบาล (โดยคณะรัฐมนตรี) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ (ในระดับชาติ) ปฏิรูปการศึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน มีคณะกรรมการที่จะออกแนวปฏิรูปองค์ประกอบ ซึ่งเป็นระบบหลัก ๆ ในระบบการศึกษาทั้งระบบ คือ 1. คณะกรรมการปฏิรูปการบริหาร 2. คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตร 3. คณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน 4. คณะกรรมการปฏิรูปวิชาชีพ 5. คณะกรรมการปฏิรูปการประกันคุณภาพ 6. คณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน 12 ปี 7. คณะกรรมการอำนายการปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้จัดการศึกษาพื้นฐาน 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ให้เสร็จภายในปี 2545 ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง มีงานต้องทำมหาศาลและใช้เงินมาก กระทรวงจึง ได้ตั้งคณะกรรมการมาวางแผนปฏิรูปเรื่องนี้ โดยเฉพาะเป็นคณะที่มีศาสตราจารย์ น.พ. เกษม วัฒนชัย เป็นประธาน ทั้งหมดนี้มีคณะกรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา เป็นคณะที่ 7 คอยกำกับ ดูแล การดำเนินการปฏิรูปการศึกษาทั้งกระทรวง โดยมีสำนักงานปฏิรูปการศึกษา รองรับการประสานงาน งานก้าวหน้าไปมาก คืองานของคณะปฏิรูปการบริหารที่ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นประธานกับคณะของศาสตราจารย์ ดร.เกษม วัฒนชัย

การปฏิรูปเริ่มต้นที่จุดใด ?

เริ่มต้นในห้องเรียน ความปรารถนาหรือเป้าหมายเบื้องสุดของการปฏิรูป คือคุณภาพการเรียนของเด็กได้ มาตรฐานสูง หากครูบาอาจารย์ ปฏิรูปกระบวนการสอนของตนและกระบวนการเรียนของเด็กให้มี ประสิทธิภาพ ลูกศิษย์ทุกคนก็จะจบวิชานั้น ๆ ในปลายเทอมได้อย่างดีเยี่ยม เห็นไหมครับ สิ้นเทอมนั้นทุกห้องเรียนเป็นเยี่ยม เราได้แต่ครูศิษย์เกรดเอรอง ๆ ก็มี ทั้งโรงเรียนก็เป็นเยี่ยม โรงเรียนของเราก็กลายเป็นโรงเรียนชั้นเยี่ยมโดยอัตโนมัติ ถ้าทุกโรงเรียนในจังหวัดเคลื่อนไหวแบบเดียวกัน เราก็จะเป็นจังหวัดการศึกษามี มาตรฐานสูง

ตัวกำหนดความสำเร็จของการปฏิรูปอยู่ที่ไหน ?

สามตัว การสื่อสาร การฝึกอบรม และ เวลา เราต้องเปลี่ยนแปลงจากภายในจึงต้องใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ ต้องเปลี่ยนแปลงจาก " หัวใจของครู " ครูบาอาจารย์จะต้องตระหนักว่า ศตวรรษที่ 21 ยุคโลกาภิวัฒน์ ลูกหลานของเราต้องเป็น " คนไทยรุ่นใหม่ " กระแสแห่งศตวรรษ คลื่นโลกาภิวัฒน์ รุนแรงและฉับพลันเหลือเกิน คนไม่เก่นไม่แกร่งจริง เอาตัวไม่รอด คนสุก ๆ ห่าม ๆ จะไม่มีทางเลย เราจะปล่อยให้ลูกเราหลานเราและสถาบันแห่งชาติเราถูกกระแสคลื่นประลัยกัลป์ชัดตาย อย่างนั้นหรือ เราจึงต้องมี " กึ๋น " เปลี่ยนเถอะครับ ปรับเสียเถิดมา....มาเคลื่อนไหวด้วยกัน เพียงแต่เราปรับเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ หรือหลักการบางอย่าง และสอนสั่งนำทางลูกศิษย์ ของเราตามแนวทางวิชาชีพครูที่ร่ำเรียนมาเท่านั้น เอาชนะได้ สำเร็จได้ การสื่อสารให้ครูบาอาจารย์และบุคลากรทุกฝ่ายได้รู้ เข้าใจ ในเรื่องราวที่จะต้องปรับเปลี่ยน ต้องทำ ให้ตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลง รวมทั้งผลประโยชน์ที่จะพึงได้จากการเปลี่ยน แปลง ตลอดจนรู้วิธีทำที่จะให้ได้ผล จึงเป็นกุญแจสำคัญยิ่ง ให้ทุกคนรู้ - ตระหนักจากภายในหัวใจ ของตนและถือปฏิบัติเป็นปกติวิสัย ก็เรียกได้ว่า เป็นการปฏิรูปแล้ว และเป็นการปฏิรูปอย่างยอดเยี่ยม ด้วย ปฏิรูปที่หัวใจ อาจมีบางอย่างที่ครูผู้สอน และผู้บริหารโรงเรียนและผู้บริหารหน่วยงาน ต้องเพิ่มความ ชำนาญ ก็ต้องผ่านการฝึกอบรมกันบ้าง เราจะได้คิดถูก ทำเป็น แถมอยากทำด้วยทุกอย่างก็จบ แต่กว่าจะได้ห้องเรียนชั้นเยี่ยม ในที่มีประสิทธิภาพทุกแห่งทั่วประเทศ ก็ต้องอาศัยเวลา กันหน่อย หลายชาติที่ผ่านพ้นการปฏิรูปสำเร็จแล้ว ใช้เวลาเป็น 10 ปี


Copyright & copy ; 1998 MOENet Thailand Service พัฒนาระบบโดยกลุ่มระบบสารสนเทศ ศูนย์สารสนเทศ สป.ศธ. โทร.281-9809,628-5643,628-5644 Fax 281-8218 website@emisc.moe.go.th