HLanch.jpg (6140 bytes)

ดร. อธิปัตย์ คลี่สุนทร
            ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนฯ สป. ศธ.


ที่มา
           
โครงการอาหารกลางวันของกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นโครงการช่วยเหลือ
นักเรียนโดยเฉพาะ ในระดับประถมศึกษา   และก่อนประถมศึกษาที่เริ่ม
ดำเนินการมานาน     แต่ที่เป็นหลักการชัดเจนนั้น เริ่มในช่วงปลายปี
งบประมาณ   ๒๕๓๔ ซึ่งรัฐบาลในเวลานั้นได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ
กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน พ.ศ.๒๕๓๕   ซึ่งกำหนดวงเงิน
งบประมาณ ๖,๐๐๐ล้านบาทโดยรัฐบาลจะจัดงบประมาณเป็นเงินกองทุน
ปีละ ๕๐๐ ล้านบาทให้นำไปก่อดอกผลดำเนิน โครงการอาหารกลางวัน
          ยอดงบประมาณดังกล่าวแต่ละปีไม่เพียงพอต่อการจัดให้เด็กระดับ
ประถมศึกษาและระดับก่อน
ประถมศึกษา จำนวน ๗,๔๖๕,๑๙๖ คน*
(ข้อมูล ณ วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๑)   ได้รับประทานอาหารกลางวัน
ในวันเปิดเรียนประมาณ ๒๐๐ วัน   ได้อย่างทั่วถึง      ปัจจุบันกระทรวง
ศึกษาธิการจึงได้จัดทำ
โครงการส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนได้รับประทาน
อาหารกลางวันอิ่มทุกวัน
  
โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรี (นายบรรหาร ศิลปอาชา)
เป็นประธานคณะที่ปรึกษา กรรมการที่ปรึกษาประกอบด้วยผู้บริหารระดับ
สูง และได้เชิญผู้แทนกรมที่มีสถานศึกษา    ร่วมดำเนินโครงการโดยมี
เจตนาจะส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานศึกษาดังกล่าวหาวิธีการต่างๆ
ทำให้เด็กได้รับประทานอาหารกลางวันอิ่มทุกคนอิ่มทุกวันเหตุการณ์
หนึ่งที่นับเป็นจุดสำคัญมากในการผลักดันเรื่องนี้   คือ  ข้อตกลง
ความร่วมมือกันระหว่าง ๒ กระทรวง และมีการลงนาม เมื่อวันที่ ๒๗
พฤษภาคม ๒๕๔๒   โดยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
( นายปัญจะ เกษรทอง )    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
( นายปองพล อดิเรกสาร )รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
( นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล )**    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร
และสหกรณ์ (นายอนุรักษ์ จุรีมาศ ) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
( นายสุรัฐ ศิลปอนันต์ ) และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
(นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ) หลักการ คือ ทั้งสองกระทรวง
จะดำเนินงานสนับสนุนซึ่งกันและกัน ในส่วนที่จะทำให้เด็กระดับ
การศึกษาดังกล่าวมีอาหารกลางวัน รับประทานอย่างมีคุณค่า
และครอบคลุมทั่วถึงให้มากที่สุดโดยเร็วที่สุด

** ปัจจุบัน ( สิงหาคม ๒๕๔๒ )ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

อิ่มทุกคนอิ่มทุกวัน

           เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ ที่ปรึกษาและผู้ดำเนินการโครงการ
อาหารกลางวันของ กระทรวงศึกษาธิการ  อาทิ   ดร.โกวิท วรพิพัฒน์
นายสุวิช รัศมิภูติ,  นายบรรจง พงษ์ศาสตร นายณรงค์ ปฏิบัติสรกิจ,
ดร.สุวัฒน์ เงินฉ่ำ, ดร.กษมา วรวรรณ ณ อยุธยา, ศ.นพ.อารี วัลยะเสวี,
ศ.นพ.สาคร ธนมิตต์, ศ.ดร.สิรินทร์ พิบูลนิยม, ดร.สุทธิลักษณ์ สมิตะสิระ
และคณะอีก ๔๐  คน ได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนที่จัดทำโครงการอาหารกลางวัน
ครบ ๑๐๐ % จำนวน ๓ โรงเรียน ใน ๒ จังหวัด
           คณะได้ไปที่โรงเรียนแรก คือ โรงเรียนวัดแก้วฟ้า อ.โพธาราม
จ. ราชบุรี เวลาประมาณ ๙.๓๐ น.ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด
ราชบุรีได้ประสาน กับวัดและผู้นำชุมชนซึ่งมีผู้มาร่วมประชุมรวมทั้ง
พระภิกษุสงฆ์ ๔ รูป  เพื่อรับ การเยี่ยมชมประมาณ ๔๐๐ คน
 
มีการ
รายงานผลการทำงานของจังหวัดและ โดยเฉพาะของโรงเรียน
เรื่องวิธีการที่สามารถทำให้เด็กทุกคนของโรงเรียนวัดแก้วฟ้า
อิ่มทุกคนอิ่มทุกวัน ดร. โกวิท วรพิพัฒน์    ทำหน้าที่ประธาน
การประชุมกล่าวถึงรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา    ผู้ซึ่งสนับสนุนและให้ความสนใจใน
โครงการนี้เป็นอย่างยิ่งนั้น ติดภารกิจเร่งด่วนมาพบที่ประชุมมิได้
และได้กล่าวขอบคุณชุมชนที่ให้ความร่วมมือกับผู้บริหาร ครู - อาจารย์
ของโรงเรียน ทำให้การจัดทำโครงการอาหารกลางวันเป็นไปอย่าง
มีรูปธรรมชัดเจน หลังจากนั้นคณะผู้เยี่ยมชมได้ดูงานโครงการ
อาหารกลางวันดู  การเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ซึ่งกำลังออกไข่แทบทุกกรง
มีสหกรณ์ของโรงเรียน ซึ่งดำเนินการควบคู่ไปกับโครงการเกษตร
ครบวงจร เพื่อเกษตรกรในอนาคต   จุดเด่นของโรงเรียนนี้  คือ   การแบ่ง
ครู-อาจารย์และนักเรียน ( ๕๓๘ คน ) รับผิดชอบผลผลิต ๖ กลุ่ม  คือ
กลุ่มสัตว์น้ำ กลุ่มสัตว์ปีก กลุ่มสุกร กลุ่มพืชผัก กลุ่มไม้ดอกไม้ผล และ
กลุ่มส่งเสริมการผลิต ซึ่งจำหน่ายผลผลิตและงานของทั้ง ๖ กลุ่มช่วยให้
โครงการ อาหารกลางวันเป็นไปอย่างราบรื่นและมีส่วนช่วยเป็นกิจกรรม
ทำจริงเสริมสร้างการเรียนรู้แก่นักเรียน เป็นอย่างดียิ่งด้วย 

        ต่อมาคณะได้เดินทางไปยังโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๖๔ อ.ปากท่อ
ซึ่งรองผู้ว่าราชการจังหวัด ( นายสุพจน์ โพธิ์ทองคำ )   ได้มาร่วมกับ
คณะของผู้บริหารโรงเรียนและชุมชน
กล่าวต้อนรับ นักเรียนหญิง ๒ คน
สรุปการทำงานโครงการอาหารกลางวันฯของคณะครู-อาจารย์   ชุมชน
และคณะนักเรียน หลังจากนั้นคณะผู้เยี่ยมชมได้ดูนิทรรศการประกอบ
การทำจริง เช่น
การสีข้าวซ้อมมือ ด้วยแรงคน การทำขนม ซึ่งทำขายประจำ
มีบ่อปลา รายการนี้มีอาหารกลางวัน ที่ทางโรงเรียนจัดเลี้ยงซึ่งเป็นข้าวกล้อง
ปลาทอด   ไข่พะโล้   แกงส้ม   ผัดวุ้นเส้น   และมี ขนมหวานปิดท้าย
ระหว่างรับประทานอาหารมีนักเรียนขับร้องเพลงไทยเดิมและบรรเลง
เครื่องสายผสมประกอบด้วยโรงเรียนนี้มีจุดเด่นที่มีการบริหารโดยใช้
เครือข่ายที่ให้การสนับสนุน อาทิ มูลนิธิไทยรัฐวิทยา มูลนิธิเอกชนซีพี
มาจัดการให้นักเรียน ๓๕๙ คน ได้มีอาหารกลางวันรับประทานทุกคน
ทั้งในรูปแบบเด็กนำมาจากบ้าน  ขายราคาเยา   และรับประทานฟรี โดย
นักเรียน ครู-อาจารย์   และผู้ปกครองมีส่วนร่วมดำเนินการแทบทุกขั้นตอน

            โรงเรียนบ้านอ่างศิลา ซี่งตั้งอยู่ที่ตำบลหนองหญ้าปล้อง อำเภอ
หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี นับเป็นโรงเรียนแห่งสุดท้ายตามรายการเยี่ยมชม     โดยมีคณะของผู้อำนวยการการประถมศึกษา จังหวัดเพชรบุรี มาต้อนรับ
โรงเรียนนี้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในตำบลรอบโรงเรียนส่วนใหญ่ทำอาชีพ
เกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ประกอบกับพื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้งประชาชนจึงมี
รายได้ต่ำ    ส่วนใหญ่ไม่สามารถจัดอาหารกลางวันให้เด็กลูกหลานไป
รับประทานที่โรงเรียนได้   ผู้บริหารโรงเรียนจึงใช้โครงการเกษตรผสมผสาน
ตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ดำเนินการโดยวัตถุประสงค์ข้อแรกๆ
เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนอาหารกลางวันได้มีอาหารกลางวัน
และเพื่อลดภาวะทุพโภชนาการ ของนักเรียนด้วย โรงเรียนนี้สถานที่ตั้งดี
มีลำห้วยอยู่ไม่ไกลนัก สามารถสูบน้ำมาใช้ได้ทั้งในการทำบ่อเลี้ยงปลา
และการปลูกพืชผักผลไม้ โรงเรียนจัดที่ดิน ๒๑ ไร่ ๒ งาน เป็นสัดส่วน
๓๐ : ๓๐ : ๓๐ : ๑๐ โดยทำให้เป็นแหล่งน้ำเพื่อใช้บริโภค เลี้ยงปลา
แหล่งปลูกพืชไร่ ไม้ผล  ผักสวนครัว  แหล่งปลูกข้าว และแหล่งอยู่อาศัย
เลี้ยงสัตว์และสวนเกษตร    ที่โรงเรียนนี้นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเพชรบุรี
( นางดวงกมล พูลศิริ ) แจ้งคณะเยี่ยมชมว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ให้การ
สนับสนุนโครงการนี้ และนอกเหนือจากนั้นกำลังจัดทำโครงการรถจักรยาน
ให้นักเรียน เพื่อใช้เป็นพาหนะเดินทางไป-กลับโรงเรียนได้สะดวกขึ้นด้วย
น่าชื่นใจที่ พระภิกษุ   เจ้าคณะตำบล  คณะครู ๘ คน   นักการ ๑ คน
ผู้ปกครองหลายสิบคนกับนักเรียน ๑๒๕ คน ได้ช่วยกันทำให้โรงเรียนมีนา
ข้าวสีเขียว มีปลาตัวโตในบ่อ มีเห็ดฟางกำลังจะออกดอก ถั่วฝักยาวกำลัง
ออกฝักกล้วยกำลังออกเครือ   อยู่ตามพื้นที่กำหนดไว้ และมีขนมกล้วย
ฝีมืออาจารย์และผู้ปกครองที่ อร่อยมาก

ความแตกต่างและความเหมือน
               โรงเรียนทั้ง ๓ แห่ง ที่คณะกรรมการที่ปรึกษาได้ไปเยี่ยมชมมี
ความแตกต่างกันหลายเรื่อง (รายละเอียดศึกษาได้จากเอกสาร
ที่ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีคิดทำโครงการ
การจัดการและการดำเนินการดังกล่าวไว้แล้วบางเรื่องในห้วข้อที่ผ่านมา
และโดยสรุปใคร่เสนอข้อมูล บางประการเพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้

รายการ

โรงเรียน

นักเรียน

  ครู  
     อาจารย์    

    พื้นที่   

   อิ่มทุกวัน   
ร้อยละ

หมายเหตุ

วัดแก้วฟ้า

๕๓๘

 ๒๖ 

๑๘ ไร่  ๒ งาน

๑๐๐

อยู่ใกล้ชุมชนใหญ่และอยู่ในที่วัด
แบ่งงานเป็น ๖ กลุ่ม

ไทยรัฐวิทยา ๖๔

๓๕๙

 ๑๙ 

๑๔ ไร่
  ๑ งาน

๑๐๐

ติดชุมชนขนาดกลาง
มีเครือข่ายชุมชน มูลนิธิ

บ้านอ่างศิลา

๑๒๕

 ๘ 

๒๑ ไร่  ๒ งาน

๑๐๐

อยู่ติดห้วย ชุมชนฐานะไม่ค่อยดี
ใช้แนวเกษตรทฤษฎีใหม่

           บนความแตกต่างดังกล่าวเหล่านั้น มีความเหมือนที่เป็นหลักอยู่
ประการหนึ่ง คือ นักเรียนใน โรงเรียนลูกหลานของชุมชนนั้น อิ่มทุกคน
และอิ่มทุกวัน

ตัวร่วมของความสำเร็จ
        จากความแตกต่างในรูปแบบดังกล่าว หากมีคำถามถามว่าความ
สำเร็จที่เกิดขึ้นใน ๓ โรงเรียนนั้น มีอะไรเป็นปัจจัยหลัก คำตอบที่น่าจะไม่ผิด คือ
                ( ๑ ) ความตั้งใจมั่นของผู้บริหารสถานศึกษา และครู-อาจารย์
                ( ๒ ) การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้ปกครองและชุมชน และ
                ( ๓ )ความเข้าใจและความขยันหมั่นเพียรของนักเรียน
ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำโครงการนี้
  
              ในเรื่องแรกความตั้งใจของผู้บริหารสถานศึกษานั้นหมายรวมถึง
การจัดการเรื่องการเงินการลงทุน การทำบัญชี การจัดสรรทรัพยากรและ
ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคนานาประการ ที่เกิดขึ้นในทุกกิจกรรม ในส่วน
ของการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้ปกครองและชุมชนหมายรวมถึง
องค์กรเอกชน และมูลนิธิที่จะเกื้อหนุน คือ ลงทั้งทุนทรัพย์ ความชำนาญ
และกำลังกาย  ที่จะให้ลูกหลานได้  รับประทาน อาหารกลางวัน  ทุกคน
อย่างอิ่มทุกวันที่มาโรงเรียน ในเรื่องที่สามเด็กนักเรียนต้องเข้าใจและบากบั่น
แบบที่ชาวบ้าน เรียกว่า หนักเอาเบาสู้ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก   หิ้วน้ำ  ขุดดิน
ทนความเปรอะเปื้อน ทนกลิ่น  (จากปุ๋ย คอกปุ๋ยหมัก ) รวมทั้งต้องจดจำ
คำแนะนำของครู-อาจารย์ผู้รู้ในชุมชน เพื่อซึมซับสิ่งที่ทำจริงได้นั้น   ไปใช้
ประโยชน์ในอนาคต
                ดังนั้นตัวร่วมดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยหลักของความสำเร็จ หากจะ
ถามต่อไปว่าโรงเรียนอื่น ๆ ปัจจัย เหล่านี้จะเป็นปัจจัยหลักหรือไม่ คำถามนี้
น่าจะเป็นเรื่องที่ควรหาคำตอบต่อไป
ผลสืบเนื่องที่เป็นการบ้าน
           
จากการเยี่ยมชมโรงเรียน ๓ แห่งการศึกษาจากเอกสารที่ได้รับแจก
การได้พบปะพูดคุยกับ ครู-อาจารย์ ผู้ปกครองและการได้ปรึกษากับคุณหมอ
หลายท่านในคณะที่ไป พบว่าถึงแม้โรงเรียน ๓ แห่ง ได้ใช้วิธีการแตกต่างกัน
เพื่อนำไปสู่ความเหมือนกันคือ อาหารกลางวัน ๑๐๐ % แต่การบ้านที่คงยัง
ต้องทำ น่าจะยังคงมีอีกหลายข้อ เช่น
            ( ๑ ) เด็กลูกหลานอิ่มทุกคนอิ่มทุกวันเฉพาะวันโรงเรียนเปิด
๒๐๐ วัน แล้วอีก ๑๖๕ วัน จะทำอย่างไรจึงจะมีอาหารกลางวัน
รับประทาน ( ถ้าที่บ้านฐานะไม่ค่อยดี )
            ( ๒ ) เด็กอิ่มทุกคนอิ่มทุกวันแล้วน้ำหนักส่วนสูงได้มาตรฐานตามอายุ
ตามวัยหรือไม่ หากรูปร่างไม่สมส่วนจะเสริมเติมแต่งสูตรอาหารสำหรับเด็ก
บางคนอย่างไร
            ( ๓ ) เด็กอิ่มทุกคน อิ่มทุกวัน เรียนดีขึ้น ทั้งโดยส่วนตัว และโดย
ส่วนรวมหรือไม่
            ( ๔ ) ทำอย่างไรจึงจะสร้างสุขนิสัยที่เกี่ยวข้องกับการรับประทาน
อาหาร เช่น การแปรงฟัน ให้ได้อย่างน้อยวันละ ๒ ครั้ง  ( เช้าและก่อนนอน )
การล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกมื้อ การเลือกรับประทานอาหาร
ที่มีคุณค่าพอสมควร ให้เป็นสุขนิสัยถาวร
            ( ๕ )จะมีวิธีการใดที่จะทำให้ผู้ปกครอง ครู-อาจารย์ และผู้ที่
เกี่ยวข้องทุกคนเห็นความสำคัญและช่วยสนับสนุนโครงการนี้
ให้แพร่หลายกว้างขวางไปทั่วประเทศ
บทสรุป
        การเยี่ยมชมโครงการอาหารกลางวันอิ่มทุกคน อิ่มทุกวัน ของคณะ
ที่ปรึกษาฯ ที่ ๓ โรงเรียน ใน ๒ จังหวัด ดังกล่าว สิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึงยังมี
อีกมาก   เช่น เด็กน้อย ป.๖    ตอบคำถามว่าการที่ไก่จิก ขนไก่ข้างกรง
เพราะขาดธาตุอาหารบางอย่าง เด็กน้อย ป. ๕ อีกคนหนึ่งอธิบายวิธี
ให้อาหารปลาอย่างฉาดฉาน คุณลุงคนหนึ่งซึ่งมิได้เป็นครู-อาจารย์
หรือนักการภารโรง   แต่รักโรงเรียนราวชีวิตจิตใจช่วยทุกกิจการ พระภิกษุ
หลายรูปเกื้อหนุนโรงเรียนทุกรูปแบบ    ด้วยเห็นแก่เด็กและโรงเรียนที่
อยู่ใกล้ท่าน การใช้เวลา ๑ วัน ๓ โรงเรียนนั้น    เป็นเพียงดูได้อย่าง
ค่อนข้างผิวเผิน    สิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึงเพราะไม่รู้ ไม่ได้สัมผัสนั้นยังมี
อีกมากแต่ที่แน่นอน ในความแตกต่างของความเหมือนที่นำไปสู่
ความสำเร็จ คือ อิ่มทุกคน อิ่มทุกวัน นั้น ยังมีผู้อยู่เบื้องหลังอีกมาก
ไม่ว่าจะเป็นระดับนโยบาย    ระดับประสานงาน และระดับปฏิบัติ
ที่ต้องได้รับเกียรติในกิจการนี้ตามสมควรเช่นกัน



Copyright & copy ; 1999 MOENet Thailand Service
พัฒนาระบบและนำเสนอบทความโดย นางสาวพรรณลดา ลีตะชีวะ (28 กันยายน 2542)
กลุ่มระบบสารสนเทศ ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809,628-5643,628-5644 Fax 281-8218


website@emise.moe.go.th