อีกก้าวหนึ่ง
การจัดการศึกษาในสถานประกอบการ

คัดลอกจากหนังสือพิมพ์มติชน
ฉบับวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๗

    พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา ๑๒ "นอกเหนือจากรัฐ เอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น มีสิทธิ์ในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"
    มาตรา ๑๘ "การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานให้จัดในการศึกษา...(๓) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันการแพทย์ สถานสงเคราะห์และสถาบันสังคมเป็นผู้จัด"
    มาตรา ๒๐ "การจัดการอาชีวศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดในสถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษาของเอกชน สถานประกอบการหรือโดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง"
    พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้กำหนดอะไรต่อมิอะไรมากมายหลายอย่าง จากปี ๒๕๔๒ จนถึงปัจจุบัน(๒๔๔๗) แม้เราจะยังไม่ได้ทำอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายหลายอย่างให้บรรลุเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติก็ตาม
    เมื่อพิจารณาถึงการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เราก็ยังต้องถกเถียง  พูดคุย และดำเนินการต่อไปอีก ปฏิรูปการศึกษาจึงเป็น "กระบวนการ" มากกว่าเป็นเป้าหมายหรือสูตรสำเร็จ กล่าว เฉพาะการจัดการศึกษาในสถานประกอบการซึ่งเป็นการศึกษานอกระบบ นับเป็นแรงผลักดันที่สำคัญแลเป็น "คุณ" สำหรับการพัฒนาแรงงานและพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งการศึกษาจะมิได้ผูกขาดไว้เพียงในโรงเรียนเท่านั้น การจัดการศึกษาในสถานประกอบการโรงงาน บรรษัท บริษัท เบื้องต้นควรพิจารณาเฉพาะการจัดการศึกษาในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นการศึกษานอกระบบ นับเป็นแรงผลักดันที่สำคัญและเป็น "คุณ" สำหรับการพัฒนาแรงงานและพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งการศึกษาจะมิได้ผูกขาดไว้เพียงในโรงเรียนเท่านั้น การจัดการศึกษาในสถานประกอบการ โรงงาน บรรษัท บริษัท เบื้องต้นควรพิจารณาหลักการหรือแนวทางการส่งเสริมให้กว้างและครอบคลุม และพิจารณาถึงฐานปัญหาและฐานพื้นที่ของแต่ละสถานประกอบการด้วย
    มาตรา ๑๒ และ มาตรา ๑๘(๓) ได้เปิดโอกาสไว้สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วน
    มาตรา ๒๐ ได้เปิดกว้างไปถึง "การจัดการอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ"  ซึ่งอาจจะจัดในสถานประกอบการหรือ "โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ" ก็ได้
    ทราบว่าเรื่องนี้ สถานประกอบการหลายแห่งที่เห็นคุณค่าของการพัฒนาการศึกษา พัฒนาแรงงาน และพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ ได้ดำเนินการกันไปแล้ว เรื่องนี้ต้องขอบคุณสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ที่ได้สัมมนาร่วมกับสภาอุตสาหกรรมและสถานประกอบการและนำเสนอแนวทางการส่งเสริมการจัดการศึกษาในสถานประกอบการ แม้จะเริ่มต้นด้วย "ศูนย์การเรียน" สำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในกรอบมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๘(๓) ก็ตาม ถ้าพัฒนาจากข้อมูลในส่วนของแรงงานไทยในสถานประกอบการ การศึกษาเฉลี่ยของแรงงาน ไทย ๗.๘ ปี แรงงานไทยไม่เกินร้อยละ ๔๐ มีการศึกษาต่ำกว่าต่างประเทศ ปัจจุบันมีสถานประกอบการประมาณร้อยแห่ง
    จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับพนักงานร่วม กับ กศน. แรงจูงใจสำหรับการจัดการศึกษาให้กับสถานประกอบ โดยการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมลูกจ้าง เพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานของลูกจ้าง (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับวันที่ ๖๐ ณ.วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๓๙) รวมทั้ง "การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ดำเนินการด้านการศึกษาได้แก่ ยกเว้นภาษีเป็นจำนวนร้อยละ ๕๐ ของรายจ่ายที่ได้จ่ายในการส่งลูกจ้างเข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรมหรือเพื่อส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่ลูกจ้างและยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้ของผู้ดำเนินการฝึกอาชีพ"
    แรงกระตุ้นหรือแรงจูงใจเท่านี้ยังไม่พอรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษา มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน ควรจะได้ช่วยกันกระตุ้นเรื่องนี้ให้มีพลังมากขึ้นในกรณีของสถานศึกษา อาจไปเคาะประตูสถานประกอบการ พูดคุย เสนอความคิดในเรื่องสำนึกทางการศึกษาการพัฒนาประสิทธิภาพของแรงงาน การให้ความร่วมมือทางการศึกษา การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สถานประกอบการเพื่อนบ้านของสถานศึกษานั้น ปัญหาแรงงานไทยวันนี้ มิใช่ปัญหาในเชิงทักษะ(Technical Skill) เท่านั้น แต่เป็นปัญหาการขาดแรงงานบนฐานความรู้หรือทักษะบนฐานความรู้(Knowledge Based Skill) ด้วย
    การพิจารณาในกรอบมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๘(๓) เป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากทุกฝ่ายอย่างจริงใจพร้อมกันนั้น การสนับสนุนและผลักดันในกรอบมาตรา ๒๐ ก็เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนด้วย โดยการขาดแรงงานบนฐานความรู้หรือทักษะบนฐานความรู้ (Knowledge Based Skill) ด้วยการพิจารณาในกรอบมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๘(๓) เป็นเรื่องสำคัญที่ควรไดรับการสนับสนุนและผลักดันจากทุกฝ่ายอย่างจริงใจ พร้อมกันนั้น การสนับสนุนและผลักดันในกรอบมาตรา ๒๐ ก็เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การฝึกอบรมวิชาพื้นฐานความรู้" ซึ่งเป็นการศึกษานอกระบบ
    มหาวิทยาลัยวันนี้ได้พัฒนาตัวตนไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจอุตสาหกรรมมากขึ้น พัฒนาสหกิจศึกษา (Cooperative Education) กำลังเร่งพัฒนาโครงการ UBI (University Business incubator) นอกจากนั้น มหาวิทยาลัยหลายต่อหลายแห่งในขณะนี้กำลังพัฒนาศูนย์ที่เกี่ยวข้องกับการค้นคว้าวิจัย บริการวิชาการ อบรม บ่มเพาะผู้ประกอบการใหม่ รวมทั้งการพัฒนาระบบการศึกษาตลอดชีวิต (Life-long Education) ด้วย
    มหาวิทยาลัยจึงน่าจะเป็นอีกแรงหนึ่งในการร่วมพัฒนา "แรงงานฐานความรู้" ซึ่งเป็นการศึกษานอกระบบให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
   

กลับหน้ากระทรวง


แหล่งข้อมูล/รวบรวม เรียบเรียง : นสพ.มติชน ฉบับวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๗
ปรับปรุงข้อมูล : ๑๘  พฤศจิกายน ๒๕๔๗
พัฒนา และนำเสนอ : น.ส.นิภา แย้มวจี/จิฤมนต์ ผลมะเดื่อ
  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ  ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สป. ศธ.
โทร. ๐๒-๒๘๑๙๘๐๙, ๖๒๘๕๖๔๓-๔  ต่อ ๔๑   โทรสาร ๐๒-๒๘๒๙๒๔๑