duty_dare.jpg (24550 bytes)


นำเรื่อง

          ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏฉบับร่างที่รอเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติ มีผลทำให้เกิดมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลในสายการบังคับบัญชาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีพันธกิจสำคัญในการให้การศึกษาส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน วิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ผลิตและส่งเสริมวิทยฐานะครู ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

          มหาวิทยาลัยราชภัฏมีประวัติความเป็นมาที่โดดเด่น มีความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติพันธกิจต่าง ๆ ของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีจุดแข็งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคณาจารย์ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ในการมีปณิธานความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสรรค์สร้างและธำรงรักษาเกียรติคุณชื่อเสียงของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของภูมิภาค โดยทั่วไปแล้วมหาวิทยาลัยราชภัฏมีทำเลที่ตั้งอย่างเหมาะสมในพื้นที่ที่สมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ร่ำรวยด้วยศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีระบบการบริหาร มีคณาจารย์ที่มีศักยภาพสูง ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงในการปรับเปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยปฏิบัติพันธกิจต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ.ใหม่ และมีความพร้อมสูงต่อการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นอิสระในกำกับของรัฐในที่สุด

          ในห้วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางการเมือง ทางวิทยาการก้าวหน้าและทางเทคโนโลยีของชาติและของโลก สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และมีความพร้อมอยู่เสมอในการปรับเปลี่ยน ทั้งเพื่อการอยู่รอดและเพื่อการรักษาระดับความสำเร็จของการสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมตามหน้าที่ภารกิจต่อไป

          คำถามที่สำคัญ คือ มีภารกิจอะไรบ้างที่ท้าทายต่อความสามารถของสถาบันอุดมศึกษา และเราจะมีแนวทางสนองภารกิจที่ท้าทายเหล่านั้นอย่างไร การเขียนครั้งนี้มีความมุ่งหมายที่จะเสนอแนวคิดบางประการที่จะลองตอบคำถามนี้

ภารกิจจากความคาดหวังของสังคม

          สถาบันอุดมศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงจำเป็นต้องรับรู้ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อสถาบัน จำเป็นต้องรับรู้ความต้องการ ความจำเป็น และสภาพการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อจะนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนดำเนินงานให้สนองตอบต่อสังคมตามพันธกิจของสถาบันอุดมศึกษา

          สภาพของสังคมจะเป็นข้อมูลที่เป็นการแสดงโอกาส ที่จะเอื้อต่อการดำเนินงานให้ประสบผลสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันสภาพของสังคมก็อาจเป็นภัยคุกคาม (Threat) ที่บีบคั้นการดำเนินงานได้เช่นกัน โดยปกติทิศทางของการปฏิบัติภารกิจของสถาบันอุดมศึกษามักได้รับอิทธิพลของปัจจัยผลักดัน (Push Factors) และปัจจัยฉุดดึง (Pull Factors) โดยสภาพปัญหา ความจำเป็นและความต้องการของสังคมจะเป็นปัจจัยฉุดดึงทิศทางของการดำเนินงาน ในขณะที่สภาพความพร้อมของตัวสถาบันเองจะเป็นปัจจัยผลักดันว่าสถาบันควรตอบสนองสังคมได้เพียงใดและควรธำรงรักษาปรัชญา ปณิธานความมุ่งมั่นของสถาบันไว้เพียงใด

          ความคาดหวังและสภาพปัญหา ความจำเป็น และความต้องการของสังคม ที่จะกระทบต่อ ภารกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏ มีอยู่ 5 ประการที่สำคัญมากที่สุด

  1. สังคมต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่จบการศึกษาระดับปริญญาที่มีความเชี่ยวชาญในสาขา ต่าง ๆ อีกมาก เมื่อพิจารณาเชิงปริมาณ สถิติประชากรวัยเรียนของไทยเข้ารับการศึกษาระดับปริญญาเพียง 21 % ในขณะที่ประเทศจีนมีถึง 53 % ระดับการศึกษาของคนในชาติถือเป็นปัจจัยชี้ขาดถึงสมรรถนะความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชาติ อีกทั้งในประเทศไทยจะมีจำนวนผู้จบมัธยมศึกษาตอนปลายปีละประมาณ 1 ล้านคนในช่วงต่อไปที่เป็นผลมาจากการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีไม่เก็บค่าใช้จ่ายตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ภารกิจที่ท้าทายคือเราจะจัดการศึกษาอย่างไรจึงจะให้โอกาสแก่คนจำนวนมากนั้นได้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
  2. ความต้องการกำลังคนในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศทวีจำนวนมากขึ้นตามลักษณะของการเปลี่ยนแปลงทางการผลิตและการบริการของประเทศ ภารกิจที่ท้าทายคือสถาบันอุดมศึกษาจะสร้างสมรรถนะความพร้อมในหลักสูตร คณาจารย์และอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ให้รองรับได้อย่างไร
  3. ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของชาติจำเป็นต้องอาศัยความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น หัวใจสำคัญคือการพัฒนาคน ให้คนไปพัฒนาท้องถิ่น ท้องถิ่นจึงจำเป็นจะต้องมีสถาบันอุดมศึกษาของท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็นขุมทรัพย์ทางปัญญา ชี้นำการนำจุดแข็งของท้องถิ่นมาเป็นปัจจัยในการผลิต ยกระดับความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญของกำลังคนในสาขาที่จำเป็น ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ผ่านกระบวนการวิจัยพัฒนา และได้รับบริการช่วยเหลือในการแก้ปัญหาของท้องถิ่น
  4. ความจำเป็นของโลกาภิวัตน์ทำให้เร่งเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนและการวิจัยให้ก้าวสู่สากลบนพื้นฐานของความเป็นไทย ที่ต้องส่งเสริม ภูมิปัญญาไทยและรักษาศิลปวัฒนธรรมไทย สิ่งนี้จะทำให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดระหว่างการจัดหลักสูตรที่อิงความเป็นมหาวิทยาลัยตามมาตรฐานสากล กับการจัดหลักสูตรที่มุ่งตรงต่อความจำเป็นและความต้องการของท้องถิ่น อะไรคือจุดสมดุล
  5. กระแสความต้องการของผู้เรียนจะมีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษา ในช่วงระยะเวลาหนึ่งคนต้องการวุฒิทางปริญญาเพื่อเป็นใบเบิกทางไปสู่ความก้าวหน้าทางการประกอบอาชีพจนเรียกว่า”สังคมคุณวุฒิ” แต่แก่นแท้ของความอยู่รอดของสังคมคือต้องการ”สังคมคุณภาพ”นั่นคือสถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องกลั่นกรองการเลือกเปิดสาขาวิชาหรือการให้การฝึก อบรมที่เน้นความรู้ความสามารถและทักษะความเชี่ยวชาญที่ตรงกับความจำเป็นความขาดแคลนของท้องถิ่นในระยะยาว แต่จากความจำเป็นที่มาจากกระแสความต้องการและความสนใจของผู้เรียนอาจทำให้สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องละเลยแก่นแท้ของการจัดการศึกษาไปหรือไม่ ผนวกกับการแข่งขันระหว่างสถาบันอุดมศึกษาเพื่อให้มีรายได้เพื่อการอยู่รอดจำเป็นต้องตอบรับกระแสความต้องการ”สังคมคุณวุฒิ”ของคนในท้องถิ่น สิ่งนี้จะเป็นภาพลวงตาหรือไม่ที่ทำให้สถาบันอุดมศึกษาปิติยินดีต่อการมีลูกค้ามารับบริการจำนวนมากในโปรแกรมวิชาอะไรก็ได้ที่ขอให้เรียนจบโดยไม่ยากนักก็แล้วกัน แต่สักระยะเวลาหนึ่งจะกลับตัวได้อย่างไรถ้าพบว่าความอยู่รอดที่ยั่งยืนของสถาบันอุดมศึกษาคือ “ใครเร็ว ใครเก่ง ใครดี ใครมีคุณภาพ”จึงจะอยู่รอด

ทิศทางการตอบสนองต่อภารกิจที่ท้าทาย

          การตอบสนองต่อปัจจัยฉุดดึงและปัจจัยผลักดันที่กล่าวข้างต้นจำเป็นต้องมาจากการคิดไตร่ตรองอย่างแหลมคมตลอดเวลา ข้อเขียนครั้งนี้คงเสนอได้เพียงกรอบความคิดบางประการเป็นเบื้องต้นดังนี้

1. ดำรงรักษาความเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การศึกษาเสรีที่เปิดโอกาสกว้างให้มีสถาบันอุดมศึกษาหลากหลาย คาดว่าสถาบันอุดมศึกษาจำนวนหนึ่งจะหลงทางแข่งขันกันเป็นมหาวิทยาลัยที่ถอดแบบมาจากมหาวิทยาลัยสากลในนานาชาติทั่วไป แต่มหาวิทยาลัยราชภัฏจะสามารถสร้างความโดดเด่นเฉพาะตัวได้เหนือกว่ามหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วยการดำรงรักษาความเป็นมหาวิทยาลัยของท้องถิ่น ของภาค หรือของจังหวัด คล้ายกับมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ (State University) ในสหรัฐอเมริกา ใช้ความร่ำรวยในต้นทุนภูมิปัญญาไทย ต้นทุนศิลปวัฒนธรรม และต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติ มาเป็นต้นทางของการกลั่นกรองกำหนดสาระสำคัญของหลักสูตรการเรียนการสอน มุ่งตอบสนองต่อแนวโน้มความจำเป็นและความต้องการในด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลทั้งในวัยเรียนและคนที่กำลังทำงาน ในสาขาวิชาที่เป็นจุดแข็งของท้องถิ่น เช่น ศาสตร์เกี่ยวกับอัญมณี ศิลปาชีพท้องถิ่น อุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีเกษตรกรรมพืชไร่พืชสวน เทคโนโลยีอุตสาหกรรมพลังงานปิโตรเลียม ศูนย์การศึกษาและธุรกิจการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

เหนือสิ่งอื่นใด มหาวิทยาลัยจะเป็นแกนนำสร้างพลังขับเคลื่อนในประชาสังคม เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาองค์กรส่วนท้องถิ่น ช่วยสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ชี้ทางที่ควรจะเป็นของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ส่งสัญญาณเตือนภัยแก่ท้องถิ่นในสิ่งที่จะเกิดขึ้น พร้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกันในท้องถิ่นเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ปรารถนา

จุดชนะของมหาวิทยาลัยในการดำเนินงาน ไม่ใช่อยู่ที่ผลการประเมินจัดอันดับคุณภาพ (Rating) ทัดเทียมมหาวิทยาลัยแบบสากล แต่มีจุดชนะอยู่ที่การครองใจชาวบ้านว่าเราเป็นมหาวิทยาลัยที่รู้เรื่องท้องถิ่นดีที่สุด เป็นที่พึ่งของท้องถิ่นได้ดีที่สุด และสร้างคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นได้มากที่สุด

2.การรักษามาตรฐานคุณภาพการศึกษา

ในขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมีศักยภาพสูงในการเปิดโอกาสให้มวลชนได้รับการศึกษาอบรมอย่างกว้างขวาง คุณภาพของผลผลิตและการบริการจำเป็นจะต้องธำรงรักษาไว้อย่างเข้มงวด จนมีคำกล่าวที่น่าภูมิใจว่า “มหาวิทยาลัยราชภัฏเข้าเรียนได้ง่าย เรียนสนุก แต่จบการศึกษาได้ยากถ้าไม่มีความรู้ความสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐาน” ในด้านมาตรฐานของผลผลิตมีผู้กล่าวถึง คุณภาพของบัณฑิตที่พึงปรารถนาไว้ 7 ประการ คือ

    1. ต้องมีองค์ความรู้ในวิชาชีพของตน ที่มีความลุ่มลึกเพียงพอที่เริ่มปฏิบัติงานระดับมืออาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ
    2. ต้องมีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อพัฒนาตนเองและความเป็นเลิศในวิชาชีพ
    3. ต้องเป็นนักแก้ปัญหา ที่สามารถประยุกต์ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ การคิดเชิงเหตุผล และการคิดเชิงสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน
    4. ต้องมีทักษะในการจัดการ สามารถปฏิบัติงานด้วยตนเองโดยอิสระและปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ
    5. ต้องสามารถติดต่อสื่อสารด้วยภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ อย่างมี ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานวิชาชีพและการสื่อสารกับประชาคมโลก
    6. ต้องสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและแหล่งความรู้ในการปฏิบัติงานและการพัฒนาความรู้ด้วยตนเอง
    7. ต้องยึดมั่นในหลักคุณธรรมและจรรยาบรรณในวิชาชีพ มีความรับผิดชอบต่อสังคม ยึดมั่นในจริยธรรมและค่านิยมที่ดีงาม เช่น ซื่อสัตย์ โปร่งใส กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่เลือกปฏิบัติ มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน เป็นต้น

ผู้จบการศึกษาในยุคต่อไป จะต้องเป็นมนุษย์ปัญญา มนุษย์คุณธรรม และมนุษย์ที่สามารถสร้างการปรับเปลี่ยนทั้งตนเองและสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่พึงปรารถนา

3. การส่งเสริมคณาจารย์ที่รักคุณภาพ

          ศาสตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่ท่านเป็นนิสิตคณะแพทยศาสตร์นิสิตจะเรียกผู้สอนทั่ว ๆ ไปว่า”อาจารย์” แต่เมื่อค้นพบว่าอาจารย์ท่านใดเป็นคนเก่งในการสอน เป็นคนดีที่รักเมตตาศิษย์ รับผิดชอบสูงต่อการพัฒนาตนเองและพัฒนาศิษย์ นิสิตจะเรียกอาจารย์ผู้นั้นว่า”ครู”ที่นิสิตรักเคารพผูกพันกันไปตลอดกาล

          อาจารย์ที่รักคุณภาพ คืออาจารย์ที่ตั้งใจทำหน้าที่ครู เป็นผู้กล้ารับประกันว่าศิษย์ทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาให้เรียนรู้ได้ครบถ้วนตามมาตรฐานคุณภาพที่ควรจะเป็น เป็นอาจารย์ที่มี ความสามารถสูงในลักษณะต่าง ๆ เช่น

          สังคมต้องการอาจารย์ที่เป็น”ครูอาชีพ” มากกว่าผู้มี”อาชีพครู” เพราะผู้มีอาชีพครูจะถือว่าตนเองควรทำหน้าที่สอนให้ครบตามหลักสูตรครบชั่วโมงเท่านั้น ในขณะที่ครูอาชีพจะมีจิตวิญญาณความเป็นครูดีมุ่งมั่นเพียรพยายามจนสุดกำลังในการทำให้ศิษย์เรียนรู้ได้ครบถ้วนทุกคน จะวิตกกังวลเป็นทุกข์ถ้าพบว่าศิษย์เรียนรู้ได้ไม่ดีพอ จะไม่เหน็ดเหนื่อยในการคิดค้นแสวงหาวิธีการที่จะส่งเสริมการเรียนของศิษย์

          บทบาทของการบริหารงานบุคคลในมหาวิทยาลัยคงต้องมุ่งรักษาคณาจารย์ที่รักคุณภาพในทิศทางข้างต้น โดยเพิ่มความพิถีพิถันในการรับคณาจารย์ใหม่ จัดระบบที่ส่งเสริมขวัญกำลังใจคณาจารย์ที่เป็นครูอาชีพ ทั้งในสวัสดิการ ปัจจัยอำนวยความสะดวก ทุนการวิจัย การยกย่องเชิดชูเกียรติ ฯลฯ

4. จัดกลไกให้มีกระบวนการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์

สถาบันอุดมศึกษาควรมีความสามารถในกระบวนการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ (Contingency Adaptive Capability) ซึ่งหมายถึงการมีกลไกปรับปรุงการกำหนดนโยบาย การวางแผน การปรับหลักสูตร การปรับกิจกรรมการเรียนการสอน และการบริหารจัดการให้ทัน เหตุการณ์ ทันเวลา มีความฉับไวในการปรับตัวเองให้สนองต่อปัญหา ความจำเป็น และความต้องการของสังคมได้อย่างทันท่วงที ไม่ไปผูกติดอยู่กับระเบียบ ข้อบังคับหรือประเพณีการปฏิบัติใด ๆ ที่ฉุดรั้งความว่องไวในการปรับเปลี่ยน

ตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนได้ทันสถานการณ์ เช่น การหลีกหนีความหมายของหลักสูตรแบบดั้งเดิมที่เน้นตัวเอกสารสิ่งพิมพ์ มาเป็นการใช้หลักสูตรที่แท้จริงที่หมายถึงกิจกรรมการเรียนการสอนจริงในมหาวิทยาลัย ที่อาจารย์สามารถกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ให้มุ่งเสริมสร้างความรู้ความสามารถที่ตรงกับความต้องการของการใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงปัจจุบันและอนาคต ปรับเนื้อหาสาระ ให้ครอบคลุมสถานการณ์จริงในสังคม ปรับกิจกรรมการเรียนรู้และเงื่อนไขเวลาเรียนให้เอื้อประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ ผ่านทางการวิจัยที่ชี้นำจุดหมายและหลักการของการทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ

กลไกการปรับเปลี่ยนเช่นนี้จะเป็นวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน เป็นการทำงานที่ไม่ต้องรอสูตรสำเร็จหรือเอกสารเป็นทางการจากหน่วยเหนือ เพราะบรรดาแผนงานและเอกสารทั้งปวงที่จัดทำไว้ล่วงหน้านั้น จะล้าสมัยทันทีที่จัดทำเสร็จ เนื่องจากสังคมเปลี่ยนเร็วจนตามไม่ทัน แต่กลไกการปรับเปลี่ยนจะมีลักษณะ”สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเรียนรู้วิธีการเปลี่ยนแปลง” (Learn How to Change) เป็นการติดอาวุธให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกได้อย่างรวดเร็ว

วัฒนธรรมใหม่เช่นนี้จำเป็นต้องปรับความคิดให้ออกนอกกรอบประเพณีการปฏิบัติเดิม ๆ อยู่มาก เช่น

5. การเพิ่มความแข็งแกร่งในทรัพยากรเพื่อการศึกษา

          มหาวิทยาลัยราชภัฏจำเป็นต้องเตรียมปรับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ที่เรียกว่าการออกนอกระบบ ซึ่งเป็นระบบที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่งในการเป็นอิสระจากระบบราชการ ทำให้หลุดพ้นจากพันธนาการกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติภารกิจที่ท้าทาย ทำให้มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการด้วยตนเอง ทำให้มหาวิทยาลัยมีความคล่องตัวสูงในการปฏิบัติพันธกิจต่าง ๆ ที่เป็นปณิธานความมุ่งมั่นของตน

          สิ่งที่เป็นข้อจำกัดของการดำเนินงานอย่างอิสระโดยไม่หวังพึ่งงบประมาณจากราชการ คือ การขาดทรัพยากรเพื่อการลงทุนและเพื่อการดำเนินงาน อาจทำให้เป็นข้อจำกัดด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ เงินตอบแทนคณาจารย์ การวิจัย และความพร้อมทางเทคโนโลยี

          การบริหารมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมของฐานมวลชน จาก ผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่น ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ในการคิดค้นแสวงหาแหล่งทรัพยากรเพื่อการลงทุนและการดำเนินงาน

          มีความจำเป็นต้องคิดเพิ่มค่าของงานบริการวิทยาการ ผลการประดิษฐ์คิดค้น ผลการวิจัยพัฒนาต้นแบบต่าง ๆ ของการผลิต ให้ตอบสนองความต้องการขององค์กรที่มีเงินทุนตอบแทน ถ้ามหาวิทยาลัยสามารถมีความเชี่ยวชาญระดับสูงของคณาจารย์ในสาขาวิชาต่าง ๆ ก็จะเป็นที่มา ของการดึงดูดความสนใจของแหล่งเงินทุน ทำให้สามารถจัดทำโครงการวิจัยพัฒนา ทำโครงการบริการต่าง ๆ ให้เป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย

          การสร้างระบบพันธมิตรในการดำเนินงาน (Partnership) ร่วมกับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME : Small and Medium Enterprises) และองค์กรต่าง ๆ ในท้องถิ่น จะเป็นที่มาของการลงทุนร่วมกัน หรือดำเนินงานร่วมกัน เป็นพันธมิตรที่สามารถใช้กำลังคน ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ร่วมกัน มุ่งประโยชน์ร่วมกันในการผลิตกำลังคน ในการพัฒนาบุคลากร ในการวิจัยพัฒนา และการบริการต่าง ๆ การเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานการศึกษาขั้นพื้นฐานในการพัฒนาครูเป็นตัวอย่างหนึ่งของโครงการร่วมที่เป็นแหล่งรายได้ของมหาวิทยาลัย

          การสร้างระบบเครือข่าย (Network) กับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศและต่างประเทศจะช่วยเพิ่มทรัพยากรด้านวิทยาการความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นที่มาของการเรียนรู้ร่วมกัน ใช้ทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีร่วมกัน เป็นที่มาของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาคณาจารย์ การแลกเปลี่ยนคณาจารย์ และการแลกเปลี่ยนนักศึกษา

          การสร้างระบบเครือข่ายกับสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาค จะทำให้เกิดความร่วมมือในการขจัดความซ้ำซ้อนในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน ช่วยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏจัดการศึกษาที่สนองจุดเด่นจุดแข็งของตนเอง ลดการแข่งขันหรือกีดกันจากมหาวิทยาลัยอื่นลงไป และยังอาจได้กำลังคณาจารย์และเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยอื่นมาช่วยเสริมกำลังได้อีกด้วย

ผู้ได้รับผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ คือประชาชนในท้องถิ่น

บทสรุป

          ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยราชภัฏในการสนองตอบต่อภารกิจที่ท้าทายจะขึ้นกับวัฒนธรรมในการทำงานที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดประโยชน์สูงสุด วัฒนธรรมการทำงานที่ดีงามจะมาจากสองส่วน คือ การมีระบบการทำงานที่ดี และการมีคนเก่งคนดีอยู่ในระบบ หัวใจสำคัญคงอยู่ที่การบริหารว่าจะสามารถกลั่นกรองสรรหาคนเก่งคนดีมาเข้าระบบการทำงานได้เพียงใด และการบริหารสามารถสร้างระบบการทำงานรองรับได้ดีเพียงใดในการธำรงรักษาคนเก่งคนดีให้มีความสุขในการทำงาน ให้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในการทำงาน และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีโอกาสทำความเสียหายให้แก่งานของมหาวิทยาลัย

คำตอบสุดท้ายคงอยู่ที่การบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยราชภัฏกระมังครับ

21 สิงหาคม 2544

 

Bar_ob.jpg (2875 bytes)
Back_blue.jpg (4507 bytes)
Bar_ob.jpg (2875 bytes)

Copyright @2001  Ministry of Education, THAILAND.
ที่มาของข้อมูล : ดร.สงบ   ลักษณะ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
รวบรวม จัดเตรียมข้อมูล  พัฒนา และนำเสนอ : นางสายพิณ เชื้อน้อย (23  ส.ค.  2544)
หน่วยงาน :    กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643  โทรสาร  281-8218   

ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th

Bar_ob.jpg (2875 bytes)