
นำเรื่อง
ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏฉบับร่างที่รอเข้าสู่กระบวนการทางนิติบัญญัติ มีผลทำให้เกิดมหาวิทยาลัยราชภัฏที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลในสายการบังคับบัญชาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีพันธกิจสำคัญในการให้การศึกษาส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน วิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ผลิตและส่งเสริมวิทยฐานะครู ทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
มหาวิทยาลัยราชภัฏมีประวัติความเป็นมาที่โดดเด่น มีความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติพันธกิจต่าง ๆ ของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีจุดแข็งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคณาจารย์ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ในการมีปณิธานความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสรรค์สร้างและธำรงรักษาเกียรติคุณชื่อเสียงของการเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของภูมิภาค โดยทั่วไปแล้วมหาวิทยาลัยราชภัฏมีทำเลที่ตั้งอย่างเหมาะสมในพื้นที่ที่สมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ร่ำรวยด้วยศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น และมีระบบการบริหาร มีคณาจารย์ที่มีศักยภาพสูง ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงในการปรับเปลี่ยนสถานะเป็นมหาวิทยาลัยปฏิบัติพันธกิจต่าง ๆ ตาม พ.ร.บ.ใหม่ และมีความพร้อมสูงต่อการเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นอิสระในกำกับของรัฐในที่สุด
ในห้วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางการเมือง ทางวิทยาการก้าวหน้าและทางเทคโนโลยีของชาติและของโลก สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง และมีความพร้อมอยู่เสมอในการปรับเปลี่ยน ทั้งเพื่อการอยู่รอดและเพื่อการรักษาระดับความสำเร็จของการสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมตามหน้าที่ภารกิจต่อไป
คำถามที่สำคัญ คือ มีภารกิจอะไรบ้างที่ท้าทายต่อความสามารถของสถาบันอุดมศึกษา และเราจะมีแนวทางสนองภารกิจที่ท้าทายเหล่านั้นอย่างไร การเขียนครั้งนี้มีความมุ่งหมายที่จะเสนอแนวคิดบางประการที่จะลองตอบคำถามนี้
ภารกิจจากความคาดหวังของสังคม
สถาบันอุดมศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงจำเป็นต้องรับรู้ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อสถาบัน จำเป็นต้องรับรู้ความต้องการ ความจำเป็น และสภาพการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อจะนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนดำเนินงานให้สนองตอบต่อสังคมตามพันธกิจของสถาบันอุดมศึกษา
สภาพของสังคมจะเป็นข้อมูลที่เป็นการแสดงโอกาส ที่จะเอื้อต่อการดำเนินงานให้ประสบผลสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันสภาพของสังคมก็อาจเป็นภัยคุกคาม (Threat) ที่บีบคั้นการดำเนินงานได้เช่นกัน โดยปกติทิศทางของการปฏิบัติภารกิจของสถาบันอุดมศึกษามักได้รับอิทธิพลของปัจจัยผลักดัน (Push Factors) และปัจจัยฉุดดึง (Pull Factors) โดยสภาพปัญหา ความจำเป็นและความต้องการของสังคมจะเป็นปัจจัยฉุดดึงทิศทางของการดำเนินงาน ในขณะที่สภาพความพร้อมของตัวสถาบันเองจะเป็นปัจจัยผลักดันว่าสถาบันควรตอบสนองสังคมได้เพียงใดและควรธำรงรักษาปรัชญา ปณิธานความมุ่งมั่นของสถาบันไว้เพียงใด
ความคาดหวังและสภาพปัญหา ความจำเป็น และความต้องการของสังคม ที่จะกระทบต่อ ภารกิจของมหาวิทยาลัยราชภัฏ มีอยู่ 5 ประการที่สำคัญมากที่สุด
ทิศทางการตอบสนองต่อภารกิจที่ท้าทาย
การตอบสนองต่อปัจจัยฉุดดึงและปัจจัยผลักดันที่กล่าวข้างต้นจำเป็นต้องมาจากการคิดไตร่ตรองอย่างแหลมคมตลอดเวลา ข้อเขียนครั้งนี้คงเสนอได้เพียงกรอบความคิดบางประการเป็นเบื้องต้นดังนี้
1. ดำรงรักษาความเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น
ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การศึกษาเสรีที่เปิดโอกาสกว้างให้มีสถาบันอุดมศึกษาหลากหลาย คาดว่าสถาบันอุดมศึกษาจำนวนหนึ่งจะหลงทางแข่งขันกันเป็นมหาวิทยาลัยที่ถอดแบบมาจากมหาวิทยาลัยสากลในนานาชาติทั่วไป แต่มหาวิทยาลัยราชภัฏจะสามารถสร้างความโดดเด่นเฉพาะตัวได้เหนือกว่ามหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วยการดำรงรักษาความเป็นมหาวิทยาลัยของท้องถิ่น ของภาค หรือของจังหวัด คล้ายกับมหาวิทยาลัยแห่งรัฐ (State University) ในสหรัฐอเมริกา ใช้ความร่ำรวยในต้นทุนภูมิปัญญาไทย ต้นทุนศิลปวัฒนธรรม และต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติ มาเป็นต้นทางของการกลั่นกรองกำหนดสาระสำคัญของหลักสูตรการเรียนการสอน มุ่งตอบสนองต่อแนวโน้มความจำเป็นและความต้องการในด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลทั้งในวัยเรียนและคนที่กำลังทำงาน ในสาขาวิชาที่เป็นจุดแข็งของท้องถิ่น เช่น ศาสตร์เกี่ยวกับอัญมณี ศิลปาชีพท้องถิ่น อุตสาหกรรมอาหาร เทคโนโลยีเกษตรกรรมพืชไร่พืชสวน เทคโนโลยีอุตสาหกรรมพลังงานปิโตรเลียม ศูนย์การศึกษาและธุรกิจการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น
เหนือสิ่งอื่นใด มหาวิทยาลัยจะเป็นแกนนำสร้างพลังขับเคลื่อนในประชาสังคม เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาองค์กรส่วนท้องถิ่น ช่วยสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ชี้ทางที่ควรจะเป็นของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ส่งสัญญาณเตือนภัยแก่ท้องถิ่นในสิ่งที่จะเกิดขึ้น พร้อมที่จะเรียนรู้ร่วมกันในท้องถิ่นเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ปรารถนา
จุดชนะของมหาวิทยาลัยในการดำเนินงาน ไม่ใช่อยู่ที่ผลการประเมินจัดอันดับคุณภาพ (Rating) ทัดเทียมมหาวิทยาลัยแบบสากล แต่มีจุดชนะอยู่ที่การครองใจชาวบ้านว่าเราเป็นมหาวิทยาลัยที่รู้เรื่องท้องถิ่นดีที่สุด เป็นที่พึ่งของท้องถิ่นได้ดีที่สุด และสร้างคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นได้มากที่สุด
2.การรักษามาตรฐานคุณภาพการศึกษา
ในขณะที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมีศักยภาพสูงในการเปิดโอกาสให้มวลชนได้รับการศึกษาอบรมอย่างกว้างขวาง คุณภาพของผลผลิตและการบริการจำเป็นจะต้องธำรงรักษาไว้อย่างเข้มงวด จนมีคำกล่าวที่น่าภูมิใจว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏเข้าเรียนได้ง่าย เรียนสนุก แต่จบการศึกษาได้ยากถ้าไม่มีความรู้ความสามารถผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ในด้านมาตรฐานของผลผลิตมีผู้กล่าวถึง คุณภาพของบัณฑิตที่พึงปรารถนาไว้ 7 ประการ คือ
ผู้จบการศึกษาในยุคต่อไป จะต้องเป็นมนุษย์ปัญญา มนุษย์คุณธรรม และมนุษย์ที่สามารถสร้างการปรับเปลี่ยนทั้งตนเองและสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่พึงปรารถนา
3. การส่งเสริมคณาจารย์ที่รักคุณภาพ
ศาสตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยที่ท่านเป็นนิสิตคณะแพทยศาสตร์นิสิตจะเรียกผู้สอนทั่ว ๆ ไปว่าอาจารย์ แต่เมื่อค้นพบว่าอาจารย์ท่านใดเป็นคนเก่งในการสอน เป็นคนดีที่รักเมตตาศิษย์ รับผิดชอบสูงต่อการพัฒนาตนเองและพัฒนาศิษย์ นิสิตจะเรียกอาจารย์ผู้นั้นว่าครูที่นิสิตรักเคารพผูกพันกันไปตลอดกาล
อาจารย์ที่รักคุณภาพ คืออาจารย์ที่ตั้งใจทำหน้าที่ครู เป็นผู้กล้ารับประกันว่าศิษย์ทุกคนจะต้องได้รับการพัฒนาให้เรียนรู้ได้ครบถ้วนตามมาตรฐานคุณภาพที่ควรจะเป็น เป็นอาจารย์ที่มี ความสามารถสูงในลักษณะต่าง ๆ เช่น
สังคมต้องการอาจารย์ที่เป็นครูอาชีพ มากกว่าผู้มีอาชีพครู เพราะผู้มีอาชีพครูจะถือว่าตนเองควรทำหน้าที่สอนให้ครบตามหลักสูตรครบชั่วโมงเท่านั้น ในขณะที่ครูอาชีพจะมีจิตวิญญาณความเป็นครูดีมุ่งมั่นเพียรพยายามจนสุดกำลังในการทำให้ศิษย์เรียนรู้ได้ครบถ้วนทุกคน จะวิตกกังวลเป็นทุกข์ถ้าพบว่าศิษย์เรียนรู้ได้ไม่ดีพอ จะไม่เหน็ดเหนื่อยในการคิดค้นแสวงหาวิธีการที่จะส่งเสริมการเรียนของศิษย์
บทบาทของการบริหารงานบุคคลในมหาวิทยาลัยคงต้องมุ่งรักษาคณาจารย์ที่รักคุณภาพในทิศทางข้างต้น โดยเพิ่มความพิถีพิถันในการรับคณาจารย์ใหม่ จัดระบบที่ส่งเสริมขวัญกำลังใจคณาจารย์ที่เป็นครูอาชีพ ทั้งในสวัสดิการ ปัจจัยอำนวยความสะดวก ทุนการวิจัย การยกย่องเชิดชูเกียรติ ฯลฯ
4. จัดกลไกให้มีกระบวนการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์
สถาบันอุดมศึกษาควรมีความสามารถในกระบวนการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ (Contingency Adaptive Capability) ซึ่งหมายถึงการมีกลไกปรับปรุงการกำหนดนโยบาย การวางแผน การปรับหลักสูตร การปรับกิจกรรมการเรียนการสอน และการบริหารจัดการให้ทัน เหตุการณ์ ทันเวลา มีความฉับไวในการปรับตัวเองให้สนองต่อปัญหา ความจำเป็น และความต้องการของสังคมได้อย่างทันท่วงที ไม่ไปผูกติดอยู่กับระเบียบ ข้อบังคับหรือประเพณีการปฏิบัติใด ๆ ที่ฉุดรั้งความว่องไวในการปรับเปลี่ยน
ตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนได้ทันสถานการณ์ เช่น การหลีกหนีความหมายของหลักสูตรแบบดั้งเดิมที่เน้นตัวเอกสารสิ่งพิมพ์ มาเป็นการใช้หลักสูตรที่แท้จริงที่หมายถึงกิจกรรมการเรียนการสอนจริงในมหาวิทยาลัย ที่อาจารย์สามารถกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ให้มุ่งเสริมสร้างความรู้ความสามารถที่ตรงกับความต้องการของการใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงปัจจุบันและอนาคต ปรับเนื้อหาสาระ ให้ครอบคลุมสถานการณ์จริงในสังคม ปรับกิจกรรมการเรียนรู้และเงื่อนไขเวลาเรียนให้เอื้อประโยชน์สูงสุดต่อการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ ผ่านทางการวิจัยที่ชี้นำจุดหมายและหลักการของการทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพ
กลไกการปรับเปลี่ยนเช่นนี้จะเป็นวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน เป็นการทำงานที่ไม่ต้องรอสูตรสำเร็จหรือเอกสารเป็นทางการจากหน่วยเหนือ เพราะบรรดาแผนงานและเอกสารทั้งปวงที่จัดทำไว้ล่วงหน้านั้น จะล้าสมัยทันทีที่จัดทำเสร็จ เนื่องจากสังคมเปลี่ยนเร็วจนตามไม่ทัน แต่กลไกการปรับเปลี่ยนจะมีลักษณะสร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเรียนรู้วิธีการเปลี่ยนแปลง (Learn How to Change) เป็นการติดอาวุธให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกได้อย่างรวดเร็ว
วัฒนธรรมใหม่เช่นนี้จำเป็นต้องปรับความคิดให้ออกนอกกรอบประเพณีการปฏิบัติเดิม ๆ อยู่มาก เช่น
5. การเพิ่มความแข็งแกร่งในทรัพยากรเพื่อการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏจำเป็นต้องเตรียมปรับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ที่เรียกว่าการออกนอกระบบ ซึ่งเป็นระบบที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่งในการเป็นอิสระจากระบบราชการ ทำให้หลุดพ้นจากพันธนาการกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติภารกิจที่ท้าทาย ทำให้มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการด้วยตนเอง ทำให้มหาวิทยาลัยมีความคล่องตัวสูงในการปฏิบัติพันธกิจต่าง ๆ ที่เป็นปณิธานความมุ่งมั่นของตน
สิ่งที่เป็นข้อจำกัดของการดำเนินงานอย่างอิสระโดยไม่หวังพึ่งงบประมาณจากราชการ คือ การขาดทรัพยากรเพื่อการลงทุนและเพื่อการดำเนินงาน อาจทำให้เป็นข้อจำกัดด้านอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือเครื่องใช้ เงินตอบแทนคณาจารย์ การวิจัย และความพร้อมทางเทคโนโลยี
การบริหารมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมของฐานมวลชน จาก ผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่น ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ในการคิดค้นแสวงหาแหล่งทรัพยากรเพื่อการลงทุนและการดำเนินงาน
มีความจำเป็นต้องคิดเพิ่มค่าของงานบริการวิทยาการ ผลการประดิษฐ์คิดค้น ผลการวิจัยพัฒนาต้นแบบต่าง ๆ ของการผลิต ให้ตอบสนองความต้องการขององค์กรที่มีเงินทุนตอบแทน ถ้ามหาวิทยาลัยสามารถมีความเชี่ยวชาญระดับสูงของคณาจารย์ในสาขาวิชาต่าง ๆ ก็จะเป็นที่มา ของการดึงดูดความสนใจของแหล่งเงินทุน ทำให้สามารถจัดทำโครงการวิจัยพัฒนา ทำโครงการบริการต่าง ๆ ให้เป็นรายได้ของมหาวิทยาลัย
การสร้างระบบพันธมิตรในการดำเนินงาน (Partnership) ร่วมกับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม กลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง (SME : Small and Medium Enterprises) และองค์กรต่าง ๆ ในท้องถิ่น จะเป็นที่มาของการลงทุนร่วมกัน หรือดำเนินงานร่วมกัน เป็นพันธมิตรที่สามารถใช้กำลังคน ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ร่วมกัน มุ่งประโยชน์ร่วมกันในการผลิตกำลังคน ในการพัฒนาบุคลากร ในการวิจัยพัฒนา และการบริการต่าง ๆ การเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานการศึกษาขั้นพื้นฐานในการพัฒนาครูเป็นตัวอย่างหนึ่งของโครงการร่วมที่เป็นแหล่งรายได้ของมหาวิทยาลัย
การสร้างระบบเครือข่าย (Network) กับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศและต่างประเทศจะช่วยเพิ่มทรัพยากรด้านวิทยาการความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นที่มาของการเรียนรู้ร่วมกัน ใช้ทรัพยากรบุคคลและเทคโนโลยีร่วมกัน เป็นที่มาของการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาคณาจารย์ การแลกเปลี่ยนคณาจารย์ และการแลกเปลี่ยนนักศึกษา
การสร้างระบบเครือข่ายกับสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาค จะทำให้เกิดความร่วมมือในการขจัดความซ้ำซ้อนในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน ช่วยให้มหาวิทยาลัยราชภัฏจัดการศึกษาที่สนองจุดเด่นจุดแข็งของตนเอง ลดการแข่งขันหรือกีดกันจากมหาวิทยาลัยอื่นลงไป และยังอาจได้กำลังคณาจารย์และเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยอื่นมาช่วยเสริมกำลังได้อีกด้วย
ผู้ได้รับผลประโยชน์ไปเต็ม ๆ คือประชาชนในท้องถิ่น
บทสรุป
ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยราชภัฏในการสนองตอบต่อภารกิจที่ท้าทายจะขึ้นกับวัฒนธรรมในการทำงานที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดประโยชน์สูงสุด วัฒนธรรมการทำงานที่ดีงามจะมาจากสองส่วน คือ การมีระบบการทำงานที่ดี และการมีคนเก่งคนดีอยู่ในระบบ หัวใจสำคัญคงอยู่ที่การบริหารว่าจะสามารถกลั่นกรองสรรหาคนเก่งคนดีมาเข้าระบบการทำงานได้เพียงใด และการบริหารสามารถสร้างระบบการทำงานรองรับได้ดีเพียงใดในการธำรงรักษาคนเก่งคนดีให้มีความสุขในการทำงาน ให้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในการทำงาน และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีโอกาสทำความเสียหายให้แก่งานของมหาวิทยาลัย
คำตอบสุดท้ายคงอยู่ที่การบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยราชภัฏกระมังครับ
21 สิงหาคม 2544
Copyright
@2001 Ministry of Education, THAILAND.
ที่มาของข้อมูล : ดร.สงบ
ลักษณะ
รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
รวบรวม
จัดเตรียมข้อมูล พัฒนา
และนำเสนอ : นางสายพิณ
เชื้อน้อย (23 ส.ค.
2544)
หน่วยงาน :
กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 โทรสาร 281-8218
ติดต่อผู้ดูแลระบบ
: website@emisc.moe.go.th
![]()