|
|
|
๑. รับทราบนโยบายการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ของนายกรัฐมนตรี ที่ให้กระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำให้ผู้บริหารสถานศึกษาทุกระดับ จะต้องรับผิดชอบการป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา หากพบว่าผู้บริหารสถานศึกษา ละเลย ปล่อยให้สถานศึกษาเสพยา ค้ายา ในสถานศึกษาให้ถือเป็นความผิด ถ้าผู้บริหารสถานศึกษาใด สามารถทำให้สถานศึกษาปลอดยาเสพติด ให้ถือเป็นความดี ความชอบ จึงขอให้หน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด กำชับเน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดรับทราบ และดำเนินการ ตลอดจนให้เน้นในเรื่องการจัดกิจกรรมทางเลือกต่างๆ เช่น กีฬา ศิลปหัตถกรรม การทัศนศึกษา การทำประโยชน์ให้กับชุมชน กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด เข้ามาช่วยในการดำเนินงาน ๒. รับทราบภาพรวมการดำเนินงานประกาศสงครามเอาชนะยาเสพติด ในระดับประเทศ โดยรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นางจรวยพร ธรณินทร์) ได้รายงานสถานการณ์ยาเสพติด ในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ ๑ ก.พ. - ๓๑ มี.ค. ๔๖ ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จะจัดทำรายงานสรุปผลการดำเนินงานในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน เป็นรูปเล่ม เสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ๓. รับทราบข้อสังเกต ของที่ประชุมอำนวยการต่อสู้เอาชนะยาเสพติดในเรื่อง แบบสำรวจสภาพการใช้สารเสพติด ในสถานศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งข้อมูลไม่ละเอียดเพียงพอ จึงขอให้กระทรวงศึกษาธิการ ใช้แบบฟอร์ม ของคณะอนุกรรมการกลุ่มแก้ปัญหาผู้เสพ ผู้ติด ซึ่งมีรองนายก รัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นประธาน เพื่อใช้ในการสำรวจครั้งที่ 2 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะได้มีการประชุมปรึกษา หารือปรับปรุงแบบสำรวจต่อไป ๔. รับรองรายงานการประชุมครั้งที่ ๒๒๕๔๖ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ ๕. รับทราบความคืบหน้าโครงการ TO BE NUMBER ONE โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จะเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดตัวโครงการ ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๖ ณ สนามอินดอสเตเดี้ยม หัวหมาก กรุงเทพมหานคร ๖. มอบฝ่ายเลขานุการ ดำเนินการให้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามโครงการ TO BE NUMVER ONE โดยให้ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายสมเกียรติ ชอบผล) เป็นประธานคณะทำงาน ผู้แทนทั้งในและนอกสังกัดที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นกรรมการ ๗. รับทราบข้อมูลการสำรวจสภาพการใช้สารเสพติดในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ข้อมูล ณ วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๖ )โดยให้สำนักงานกิจการพิเศษ ดำเนินการปรับปรุง แก้ไข ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ ในเรื่อง ของการปรับกลุ่ม อาทิเช่น กลุ่มที่เคยใช้สารเสพติด (เลิกใช้แล้ว) และกลุ่มที่ใช้สารเสพติด (ยังใช้ยาอยู่) โรงเรียนยังคงมีความสับสนในการเก็บข้อมูล และให้ประสานทบวงมหาวิทยาลัยเก็บข้อมูลในครั้งต่อไปด้วย ๘. รับทราบบัญชีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ของกระทรวงศึกษาธิการจำนวน ๑๔๓ คน (ข้อมูล ณ วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๖) ๙. ให้หน่วยงานในสังกัดที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเจ้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เร่งรัดดำเนินการ สอบสวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖ ๑๐. รับทราบความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ ตามโครงการพัฒนาองค์ความรู้และขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต และป้องกันปัญหายาเสพติด ในสถานศึกษา โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้พิจารณาส่งครู อาจารย์ เข้ารับการอบรมเป็นวิทยากรดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและป้องกันปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา ๑๑. ให้ความเห็บชอบเพิ่มจำนวนกลุ่มเป้าหมายของผู้แทนกรมในสังกัดกรมละ ๑ คน ผู้แทนเขตการศึกษา ๆ ละ ๑ คน รวม ๑๒ คน ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และผู้แทนศูนย์ประสานงานกลางองค์กรภาคเอกชนต่อต้านยาเสพติด จำนวน ๒ คน เข้าร่วมโครงการอบรมตามโครงการพัฒนาองค์ความรู้และขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและป้องกันปัญหายาเสพติด ในสถานศึกษา ๑๒. รับทราบ สรุปผลการดำเนินงานของจังหวัดในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ในระหว่างเดือนกุมภาพันธุ์ เมษายน ๒๕๔๖ ๑๓ รับทราบพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นกฎหมายที่นำระบบบังคับบำบัดมาใช้ เน้นการบังคับให้ผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด เข้ารับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพโดยให้กรมในสังกัดนำพระราชบัญญัติดังกล่างว แจ้งสถานศึกษาในสังกัดด้วย ๑๔.รับทราบมติของคณะรัฐมนตรี ในการป้องกันดูแลปัญหายาเสพติดระบาดในสถานศึกษา โดยให้กระทรวงศึกษาธิการ ประสานสถานศึกษาในสังกัด ขอความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดแนวทางตรวจตรา ตรวจค้น ประสานกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการออกกำลังกาย ๑๕. เห็นชอบในหลักการ ด้านยุทธศาสตร์ ด้านการกำกับติดตาม และการลงโทษและการให้รางวัล โดยให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาปรับด้านยุทธศาสตร์ ด้านกำกับติดตาม และการลงโทษ การให้รางวัล ให้มีความละเอียด ครอบคลุม และชัดเจนยิ่งขึ้น โดยได้เชิญ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานต์ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาดังกล่าวด้วย ๑๖. ให้ความเห็นชอบหลักการในการคัดกรอง นักเรียน นักศึกษา
โดยการตรวจปัสสาวะ
โดยโรงเรียนสามารถดำเนินได้ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของโรงเรียน
ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ จะเป็นลักษณะการตรวจสุขภาพเด็ก ม.
๑ เข้าใหม่ทุกคนทั่วประเทศส่วนกรมสามัญศึกษา กรมอาชีวศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนให้ตรวจเฉพาะกลุ่มเสี่ยง โดยขอความร่วมมือจาก
สาธารณสุขจังหวัดเพื่อประสานชุดตรวจ |
ที่มาของข้อมูล
: สำนักงานกิจการพิเศษ สป.ศธ. |