culture.jpg (17099 bytes)

ผม ได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้แนวคิดแก่นักวิจัยของกรมวิชาการเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าสถานศึกษามี วัฒนธรรมสภาพแวดล้อมและค่านิยมอย่างไรจึงทำให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง เป็นคนดี เป็นคนมีความสุข

ความจริง  วัฒนธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความประพฤติและการปฏิบัติตนของสมาชิกในสังคมกลุ่มคนในสถานศึกษา เพราะวัฒนธรรมเป็นความเชื่อ ความคิด ค่านิยม และวิถีปฏิบัติ ที่ทุกคนร่วมกันยึดถือ

ปัจจุบัน   คนส่วนใหญ่ในบ้านเมืองเรามีความเข้าใจตรงกันมานานแล้วว่าคุณภาพของผู้เรียนจะเป็นคนเก่ง คนดี คนมีความสุข ต้องอาศัยปัจจัยร่วมกันหลายอย่าง เช่น ได้ผู้บริหารที่เป็นผู้นำทุ่มเทจัดกลไกการบริหารที่มุ่งสู่ผลลัพธ์ที่ผู้เรียน มีครูมืออาชีพที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่แท้จริง รักเมตตาผู้เรียน ถือว่างานสอนเป็นงานที่สำคัญที่สุด ตั้งใจคิดค้นแสวงหากระบวนการเรียนรู้ที่ดีช่วยเหลือให้ผู้เรียนแต่ละคนเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพตามแนวทางยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ และสถานศึกษามีปัจจัยความพร้อมทางสื่อ อุปกรณ์ เครื่องมือ เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะช่วยการเรียนรู้ของ ผู้เรียน

เป็นสิ่ง   ที่แน่นอนว่าถ้าสถานศึกษามีวัฒนธรรมการทำงานที่ดีก็จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของปณิธานความมุ่งมั่น และพลังการปฏิบัติของผู้บริหาร ครู และบุคลากรทุกคนได้มากขึ้น

ในขณะที่กรมวิชาการกำลังศึกษาหาวัฒนธรรมที่จะส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน ผมมีความคิด ว่าเราน่าจะมาสำรวจค้นหาวัฒนธรรมการทำงานที่ควรปรับแก้ เพราะบางส่วนของวัฒนธรรม การทำงานที่ไม่เหมาะสมจะเป็นตัวฉุดรั้งความสำเร็จของคุณภาพการศึกษา

ประการที่หนึ่ง ควรแก้วัฒนธรรมที่ยึดระเบียบข้อบังคับเป็นที่ตั้งแล้วมุ่งทำงานให้สอดคล้องกับระเบียบ ซึ่งวัฒนธรรมใหม่ควรยึดเอาผลลัพธ์เป็นเป้า แล้วคิดวิธีการทำงานให้ได้ผลลัพธ์โดยเร็ว และประหยัด ถ้าในวิธีทำงานนั้นมีระเบียบใดเป็นอุปสรรคค่อยคิดปฏิบัติไม่ให้ผิดระเบียบ หรือ คิดปรับปรุงแก้ไขระเบียบให้ทำงานได้ราบรื่นขึ้นโดยยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นหลัก มีผู้กล่าวว่าคงมีแต่ประเทศไทยที่เวลาจะคิดทำอะไรก็จะต้องค้นหาว่ามีระเบียบข้อบังคับใดกำหนดให้ทำได้จึงจะทำ แต่ชาติอื่นเวลาจะคิดทำอะไรก็จะลงมือทำทันทีถ้าไม่มีระเบียบข้อบังคับห้ามทำ สองแนวคิดนี้น่าจะเป็นวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ผลดีต่างกัน

ประการที่สอง ควรเปลี่ยนวัฒนธรรมที่มีการวางแผนทำงานโดยยึดถือธรรมเนียมที่เคยทำกัน มาหรือเคยบอกกล่าวกันมา แต่หันมาคิดออกนอกกรอบความคิดเดิม ๆ บ้างถ้าจะทำให้บรรลุผลลัพธ์ได้ดีขึ้น หลายครั้งที่เมื่อมีผู้เสนอเรื่องใหม่ให้ทีมงานพิจารณา ก็จะพบธรรมเนียมประหลาด ที่จะมีผู้ยกมือพูดคัดค้านอ้างเหตุผลสารพัดว่ามีอุปสรรคทำได้ไม่สำเร็จ แทนที่จะเสนอว่าเราจะ จะช่วยกันหาวิธีการอย่างไรจึงจะทำได้สำเร็จ ธรรมเนียมการวางแผนทำงานที่ควรปรับแก้ อีกอย่างหนึ่ง คือ การคิดว่าจะใช้งบประมาณไปทำอะไร สิ่งที่ควรจะเป็น คือ การคิดว่าจะใช้งบประมาณไปทำให้บังเกิดผลอะไร ประเพณีการรายงานโครงการก็ควรปรับเปลี่ยนเพราะมัก รายงานว่าทำอะไร ทั้ง ๆ ที่ควรรายงานว่า ได้ผลลัพธ์อะไรมากน้อยเพียงใด ตรงตามเป้าหมาย ที่ต้องการหรือไม่

ประการที่สาม ควรเปลี่ยนวัฒนธรรมการครอบงำความคิดแบบเผด็จการของผู้มีอำนาจใช้ อิทธิพลให้เห็นด้วยกับคำตอบเดียวหรือความคิดเดียว ปิดโอกาสการคิดโต้แย้งที่แตกต่างไป ซึ่งทำให้ขาดโอกาสการร่วมคิดแสวงหาทางเลือกที่หลากหลายอย่างมีเหตุผลนั่นคือ ควรส่งเสริมการ มีส่วนร่วม ตามครรลองประชาธิปไตย นอกจากนี้การออกข้อสอบที่มีคำตอบถูกเพียงคำตอบเดียว หรือครูใจร้อนให้คำตอบแก่ผู้เรียนในเรื่องต่าง ๆ แทนที่จะให้ผู้เรียนได้ลองคิดค้นแสวงหา วิเคราะห์ข้อมูลเสนอคำตอบในแง่มุมต่าง ๆ ก็จะเป็นการทำลายวัฒนธรรมของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สนใจใฝ่รู้ เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างน่าเสียดาย วัฒนธรรมการใช้อารมณ์ความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผล และวัฒนธรรมเกรงการเสียหน้าถ้าแพ้เหตุผลของผู้อื่นจนเกิดวัฒนธรรมเกรงใจกัน ยอมกันไปโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของส่วนรวมก็เป็นสิ่งที่ควรปรับเปลี่ยน ความคิดนี้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องให้คนรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าแสดงความแตกต่างอย่างมีเหตุผล และกล้าที่จะยืนหยัดอยู่กับความคิดที่ถูกต้องตามเหตุผลหลักการ

ประการที่สี่ ควรเปลี่ยนวัฒนธรรมการปล่อยวางปัญหาขององค์กร การโยนกลองกล่าวโทษว่าเป็นความบกพร่องของผู้อื่น การถือว่าองค์กรไม่ใช่ของตนแต่เพียงผู้เดียวจึงไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ควรต้องหันมาสู้ปัญหายอมรับความจริง และหาหนทางแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยเร็ว หลายครั้งที่ ครูพบปัญหาการเรียนของผู้เรียนแต่ก็ปล่อยปละละเลย รอให้มีคำสั่ง รอให้มีสูตรสำเร็จจากหน่วยเหนือรอการมีคู่มือแนะนำการแก้ปัญหาจึงจะแก้ปัญหาได้ ควรมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมมาเป็นการกล้าคิด กล้าลอง คิดค้น ลงมือแก้ปัญหา แม้จะแก้ได้ไม่สำเร็จในทันทีแต่เมื่อได้ลองทำไป ประเมินผลไป ปรับปรุงไปก็จะพบความสำเร็จได้ในไม่ช้า บางครั้งจะพบวัฒนธรรมการซื้อเวลาด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาปัญหา หาทางเลือกแก้ปัญหา เสนอการแก้ปัญหา ซึ่งหลายครั้งปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข แต่ความรู้สึกของกลุ่มคนอาจรู้สึกไม่เป็นปัญหาตามเวลาที่ผ่านเลยไป เพราะทุกคนเริ่มคุ้นเคยกับสภาพปัญหาไปแล้ว การละเลย การแก้ปัญหาของส่วนรวมบางครั้งมาจากวัฒนธรรมที่บางคนคิดว่าจะได้อะไรตอบแทนเป็นส่วนตัวถ้าเสียสละทำงานให้ดีขึ้น ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมเห็นแก่ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน คิดให้มากว่า "เราจะทำอะไรให้กับสถานศึกษา"แทนที่จะคิดว่า "เราได้อะไรจากสถานศึกษา" น่าจะทำให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษาพบความสำเร็จได้มากขึ้น

ประการที่ห้า ควรแก้วัฒนธรรมการทำงานที่ทำงานไปตามหน้าที่แลกกับเงินเดือนไปวัน ๆ หนึ่งปรับเปลี่ยนมาเป็นวัฒนธรรมที่สนใจใฝ่เรียนรู้ หาความรู้ความคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อนำความรู้ความคิดใหม่ ๆ มาพัฒนาตน พัฒนางาน ปรับเปลี่ยนตนให้ทำงานได้ดีขึ้น และปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้มีสภาพที่พึงปรารถนายิ่งขึ้น มีผู้กล่าวว่า ถ้าท่านสนใจใฝ่เรียนรู้ สิ่งต่าง ๆ รอบข้างก็เป็นครูของท่านได้หมด วัฒนธรรมใฝ่รู้ ใฝ่ดี จะส่งเสริมวัฒนธรรมรักการทำงาน พอใจที่จะทำงานให้บังเกิดผลดีที่สุด และพอใจที่จะพัฒนาการทำงานให้บังเกิดประสิทธิภาพอยู่เสมอ

สรุปส่งท้าย วัฒนธรรมการทำงานที่ดีงามจะมาจากสองส่วน คือ มีระบบการทำงานที่ดี และมีคนเก่งคนดีอยู่ในระบบเพื่อร่วมรักษาระบบให้ยั่งยืน หัวใจสำคัญคงอยู่ที่การบริหารบุคคลว่าจะสามารถกลั่นกรองหาคนเก่งคนดีมาเข้าระบบงานได้ดีเพียงใด และมีระบบที่ส่งเสริมคนเก่งคนดี ให้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในการทำงาน ในขณะเดียวกันก็ควบคุมคนไม่ดีอย่าให้มีอำนาจรับผิดชอบบริหารงาน น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของการมีวัฒนธรรมที่พึงปรารถนา

 ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔

 

Bar_ob.jpg (2875 bytes)
Back_blue.jpg (4507 bytes)
Bar_ob.jpg (2875 bytes)

Copyright @2001  Ministry of Education, THAILAND.
ที่มาของข้อมูล : ดร.สงบ   ลักษณะ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
รวบรวม จัดเตรียมข้อมูล  พัฒนา และนำเสนอ : นางสายพิณ เชื้อน้อย (10 ส.ค.  2544)
หน่วยงาน :    กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643  โทรสาร  281-8218   

ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th

Bar_ob.jpg (2875 bytes)