
ด้วย
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานกลางในการเร่งรัดติดตามส่วนราชการ
รัฐวิสาหกิจและ
หน่วยงานอื่นของรัฐ
ในกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ทุจริตในทางการเงินเพื่อเป็นการป้องกันและลดปริมาณความ
เสียหายในเรื่องดังกล่าว
สำนักตรวจราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
จึงได้ดำเนินการจัดสัมมนาหัวหน้าส่วน
ราชการ
และรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคในเขตพื้นที่
25 จังหวัดภาคกลาง
และผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ
จำนวนรวม
ทั้งสิ้นประมาณ 160 คน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย
และ
มาตรการต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
และมีความรอบคอบในการกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินตลอดจนให้รู้ถึง
ข้อบกพร่องผิดพลาดซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการมีเงินขาดบัญชีและการทุจริตเพื่อร่วมกันรักษาผลประโยชน์เงินของแผ่นดิน
ไว้ให้เกิดประโยฃน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน
หน่วยตรวจสอบภายในระดับกระทรวง
เป็นผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมประชุมสัมมนา
โดยการ
ดำเนินการสัมมนาได้จัดให้มีการบรรยาย
การอภิปราย
และการประชุมกลุ่มย่อย
โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จาก
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน
และปราบปรามทุจริตแห่งชาติ
กรมบัญชีกลาง
สำนักงานอัยการสูงสุด
สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ได้กำหนดหัวข้อในการ
บรรยายและการอภิปรายในเรื่องต่าง
ๆ 4 หัวข้อ ผลการประชุมสัมมนา
สรุปได้ดังนี้ คือ
1.
บทบาทหน้าที่และแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการ
วิทยากร โดยกรมบัญชีกลาง
ได้บรรยายให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทราบเกี่ยวกับที่มาตลอดจนบทบาทหน้าที่และ
แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการ
สรุปว่าคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งได้รับการแต่งตั้ง
ตามมติ ครม.
เป็นมาตรการอย่างหนึ่งของรัฐบาลในการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบภายในให้เข้มแข็ง
ช่วยเหลือ
ให้กลไกการตรวจสอบต่าง ๆ
ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยการเชื่อมโยงปัญหาต่าง ๆ
ในการตรวจสอบ ซึ่งเคย
ถูกจำกัดอยู่เฉพาะภายในกรม
ไปสู่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง
รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีแล้วแต่ระดับความสำคัญ
ของเรื่อง
เพื่อกระตุ้นเตือนให้ตระหนักถึงความเสี่ยงต่าง
ๆ ของงานโครงการที่สำคัญ
ซึ่งอาจเกิดขึ้นและทำให้ทางราชการ
เสียหาย
การมีคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการ
จะอำนวยประโยชน์ให้บุคคลหลายฝ่าย
เพราะผู้ได้รับการคัดเลือก
มาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ
เป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์
มีความเข้าใจในสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของ
องค์กรเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากบุคคลทั่วไป
ทำให้สาธารณชนมีความเชื่อถือและมั่นใจในประสิทธิภาพ
ของระบบการกำกับดูแล
รัฐบาลก็จะมีระบบการบริหารจัดการที่ดีมีความโปร่งใส
มีความมั่นใจในกระบวนการตรวจสอบ
กำกับดูแลการดำเนินงานของส่วนราชการ
ผู้บริหารก็จะมีกลไกที่ทำให้เกิดกระบวนการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ
และ
สนับสนุนให้การบริหารงาน
การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีระบบตรวจสอบได้
ผู้ตรวจสอบภายในไม่ต้องทำงานโดยลำพัง
เพราะคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการจะเป็นผู้เชื่อมโยงข้อมูล
เพื่อให้การทำงานของการตรวจสอบต่าง
ๆ เกื้อกูล
สนับสนุนซึ่งกันและกัน
โดยกระทรวงจะเป็นผู้ดำเนินการให้มีกลุ่มงานตรวจสอบภาคราชการทุกกระทรวง
2.
การจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ
วิทยากรคือผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและระเบียบกลาง
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ได้บรรยาย
โดยเน้นปัญหาที่ส่วนราชการหารือมายังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและเป็นปัญหาที่เป็นสาเหตุให้เกิดการทุจริต
กันมาก ตลอดจนกฎหมาย ระเบียบ
หรือมาตรการใหม่ ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการที่หัวหน้าส่วน
ราชการในฐานะที่มีหน้าที่กำกับดูแล
และอนุมัติการใช้จ่ายเงินต่าง ๆ
ควรรู้ เช่น
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ
การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ
พ.ศ. 2542
พระราชบัญญัติดังกล่าว
เกิดขึ้นเนื่องจากการดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมามีการกระทำในลักษณะการ
สมยอมในการเสนอราคา
และมีพฤติการณ์ต่าง ๆ
อันทำให้มิได้มีการแข่งขันกันเสนอประโยชน์สูงสุดให้แก่หน่วยงาน
ของรัฐอย่างแท้จริงทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ
และบางกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของ
รัฐมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนในการทำความผิดหรือละเว้นไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
เพื่อป้องปรามการกระทำใน
ลักษณะดังกล่าวจึงได้กำหนดลักษณะความผิดและกลไกในการดำเนินการเอาผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและ
เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยกฏหมายดังกล่าวได้กำหนดความผิดทางอาญาแก่บุคคล
4 กลุ่ม คือ
1. ผู้เสนอราคา
2. เจ้าหน้าที่ของรัฐ
3. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
4. กรรมการ/อนุกรรมการ
สรุปลักษณะความผิดของบุคคลดังกล่าว
กำหนดโทษทางอาญาไว้ดังนี้
ลักษณะความผิดของผู้เสนอราคา
มาตรา 4 ร่วมกันในการเสนอราคา
(รวมผู้เป็นธุระ) มีโทษจำคุก 1-3 ปี
ปรับ 50%
มาตรา 5 ให้ขอให้รับว่าจะให้
(รวมผู้รับ) มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 50%
มาตรา 6 ข่มขืนใจโดยใช้กำลังประทุษร้าย/ขู่เข็ญ
มีโทษจำคุก 5-10 ปี ปรับ 50%
มาตรา 7 ใช้อุบายหลอกลวง
มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 50%
มาตรา 8 โดยทุจริตเสนอราคาสูง/ต่ำ
แต่ไม่สามารถปฎิบัติตามสัญญาได้
มีโทษจำคุก 1-3 ปี ปรับ50%
ลักษณะความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
มาตรา 10 รู้
ควรรู้
แต่ไม่ยกเลิกการดำเนินการ
มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท
มาตรา 11 ออกแบบกำหนดราคา/เงื่อนไข/ผลประโยชน์ตอบแทน
เพื่อช่วยกีดกันผู้เสนอราคา
มีโทษจำคุก
5-20 ปี ตลอดชีวิต ปรับ 100,000 - 400,000 บาท
มาตรา 12 กระทำการมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
มีโทษจำคุก 7-20 ปี/ตลอดชีวิต ปรับ
100,000 - 400,000 บาท
ลักษณะความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง/กรรมการ/อนุกรรมการ
มาตรา 13
กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้
หรือกระทำการใด ๆ
ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อจูงใจ
จำต้องยอมรับ
การเสนอราคา มีโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20
ปี /ตลอดชีวิต ปรับ 140,000-400,000 บาท
ทั้งนี้
ผู้บรรยายได้เน้นความสำคัญของพระราชบัญญัติดังกล่าว
เพราะมีโทษทางอาญารุนแรง
กำหนดไว้ชัดเจน
โดยคณะกรรมการ ปปช.
จะเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน
ข้อเท็จจริง
เมื่อมีพฤติการณ์ปรากฎหรือมีการกล่าวหาร้องเรียนว่า
การดำเนินการซื้อ การจ้าง
การแลกเปลี่ยน การเช่า
การจำหน่ายทรัพย์สิน
การได้รับสัมปทาน
หรือการได้รับสิทธิใด ๆ
ของหน่วยงานของรัฐครั้งใดมีการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อ
หน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542
ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่
30 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไป
3.
ใช้เงินแผ่นดินอย่างไรไมให้ผิดพลาด
คณะผู้อภิปรายคือ
เลขาธิการคณะกรรมการปปช.
ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินในภูมิภาค
ผู้แทน
กรมบัญชีกลาง
และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
โดยคณะผู้อภิปราย
สรุปประเด็นการใช้จ่ายเงินแผ่นดินไม่ให้
ผิดพลาดจะต้องปฎิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ
กฎ ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี
มาตรการหรือคำสังต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้อง
กับการเงิน
โดยคำนึงถึงจุดอ่อนการควบคุมภายใน
ความเสี่ยงร่วมทั้งสัญญาณในการบอกเหตุการณ์ดำเนินงาน
ทั้งนี้ ผู้
อภิปรายได้เน้นถึงพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างคือพระราชบัญญัติว่าด้วย
ความผิดในการเสนอราคาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ.2542
ว่าเป็นพระราชบัญญัติที่สำคัญมีผลบังคับแล้ว
แต่มีผู้รู้น้อยมาก
ว่ามีบทกำหนดโทษทางอาญาที่รุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมืองผู้มีอำนาจหน้าที่
นอกจากนี้
ผู้อภิปรายได้มีข้อสังเกตว่าปัจจุบันประชาชน
พร้อมที่จะเข้ามาตรวจสอบอำนาจรัฐตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญ
ข้าราชการจึงไม่ควรให้ผู้ใดอาศัยเป็นเครื่องมือในการดำเนินการที่ทุจริต
ไม่โปร่งใส เพราะอาจทำให้
เดือดร้อนได้
ขณะนี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลัง
ซึ่งกำลังพิจารณาร่างระเบียบเพื่อพิจารณา
โทษทางปกครองแก่ผู้บริหารระดับสูงด้วย
นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติที่ถูกลงโทษตามระเบียบกล่าวคือไม่ว่าจะ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน
การบัญชี การพัสดุ
ถ้ามีการตรวจพบว่ารายการใดผิดบ่อยผิดซ้ำ
จะมีคณะกรรมการกำหนดเป็น
โทษปรับทางปกครองขึ้นมา
โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้รวบรวมข้อตรวจพบเสนอคณะกรรมการ
ดังกล่าวให้ดำเนินการต่อหัวหน้าส่วนราชการผู้ควบคุมดูแลหน่วยงานนั้นด้วย
4.
กรณีตรวจพบว่ามีเงินขาดบัญชีแล้วต้องทำอย่างไร
คณะผู้อภิปราย คือ
เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
สำนักงาน
ปปช.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กรมบัญชีกลาง
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
และสำนักงานอัยการสูงสุด
การอภิปรายได้เน้นเนื้อหารายละเอียดและ
แนวทางปฎิบัติกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการ
และรัฐวิสาหกิจจะต้องดำเนินการ
เมื่อพบว่ามีความผิดพลาด
บกพร่องหรือทุจริต
ทางการเงินเกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการตรวจพบโดยการตรวจสอบภายในของส่วนราชการนั้นเอง
หรือตรวจพบโดยการตรวจ
สอบภายนอกของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
ให้ดำเนินการตามมติ คณะรัฐมนตร ี
ที่ นร 0216/ ว 69 ลงวันที่ 24 เมษายน
2539
เรื่องการดำเนินการเร่งรัดติดตามกรณีเงินของกระทรวง
ทบวง กรม เทศบาล
สุขาภิบาลแลรัฐวิสาหกิจขาดบัญชีหรือ
เจ้าหน้าที่ทุจริต โดยเคร่งครัด
ซึ่งได้กำหนดแนวทาการปฎิบัติงานในการเร่งรัดการดำเนินการของหน่วยราชการในการทุจริตทางด้านการเงิน
สรุปได้ดังนี้
4.1
กรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ทุจริตที่ตรวจพบ
โดยการตรวจสอบของสำนักงาานการตรวจเงินแผ่นดิน
ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและต้องแจ้งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ทราบทุกเรื่องที่มีการตรวจพบเพื่อดำเนินการต่อไป
4.2
กรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ทุจริตที่ตรวจพบโดยการตรวจสอบภายในของส่วนราชการที่เสียหายโดย
ตรง
ให้ส่วนราชการเจ้าของเรื่องแจ้งกระทรวงการคลัง
และแจ้งสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี
และสำนักงานการตรวจเงิน
แผ่นดินทราบเพื่อดำเนินการต่อไปตามมติ
ครม.
4.3
กรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ทุจริตที่ตรวจพบโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและกรณีนั้นสำนักงาน
ตรวจเงินแผ่นดินได้มีการชี้ข้อมูลความผิดแล้ว
ให้ส่วนราชการของรัฐที่เสียหายเร่งรัดดำเนินการ
ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และ
ทางวินัย ให้เป็นไปตามกฎหมาย
ระเบียบ ข้อบังคับและมติ ครม.
ที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหา
ข้อเท็จจริงอีก
เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ทางราชการอันอาจเกิดขึ้น
เนื่องจากคดีขาดอายุความและอื่น
ๆ
4.4
กรณีเงินขาดบัญชีเจ้าหน้าที่ทุจริตเกิดขึ้น
เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย
ให้มี
การพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้บังคับบัญชาตามควรแก่กรณีด้วย
ในการนี้
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
จะเป็นผู้ทำหน้าที่รายงานกรณีเงินขาดบัญชี
หรือเจ้าหน้าที่ทุจริต
ของส่วนราชการต่าง ๆ
รวมทั้งผลการเร่งรัดติดตามเพื่อให้มีการชดใช้คืน
หรือมีการดำเนินการทางแพ่ง
ทางอาญา ทางวินัย
แก่ผู้กระทำผิดให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยต่อเนื่องทุก
3 เดือน
อนึ่ง
คณะผู้อภิปรายได้ชี้แจงกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ทุจริต
ซึ่งต้องแจ้งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น
หมายความรวมถึงกรณีการรับจ่ายเงิน
การเก็บรักษา
การใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นของส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหรือหน่วย
งานอื่นของรัฐ
รวมทั้งเงินนอกงบประมาณ
การจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียม
และรายได้อื่นของส่วนราชการ
รัฐวิสาหกิจหรือ
หน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
ระเบียบ ข้อบังคับ
หรือมิตคณะรัฐมนตรี
รวมทั้งข้าราชการลูกจ้างกระทำการ
อันเป็นการละเมิดหรือผิดกฎหมายเกี่ยวกับเงินหรือทรัพย์สินอื่นของส่วนราชการ
รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย
นอกเหนือจากการบรรยาย
อภิปรายตามหัวข้อต่าง ๆ
ดังกล่าวมาแล้วได้มีการประชุมกลุ่มย่อย
เพื่ออภิปราย
ปัญหาต่าง ๆ
รวมทั้งการให้ข้อเสนอแนะในการรักษาผลประโยชน์เงินของแผ่นดิน
จากผู้เข้าร่วมสัมมนา
ซึ่งบางกลุ่มมี
ข้อเสนอแนะ
ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการว่าเพื่อปลูกฝัง
คุณธรรม
ปลุกจิตสำนึกในการรักษาผลประโยชน์ของ
ประเทศชาติ
ควรได้มีการให้ความรู้
ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่เด็ก
ซึ่งเห็นควรให้กระทรวงศึกษาธิการ
พิจารณา
กำหนดหลักสูตรการเรียน การสอน
ให้มีวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมตั้งแต่ระดับอนุบาลหรือประถมศึกษาเป็นต้นไป
และให้กำหนดคะแนนไว้ให้สูงด้วยเพื่อให้เห็นความสำคัญของวิชาดังกล่าว
ทั้งยังเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ของ
สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถด้วย
Copyright &
copy; 1999 MOENet Thailand Service
ที่มาของข้อมูล :
กลุ่มงานตรวจสอบภายในระดับกระทรวง
รวบรวม
เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ :
นางสาวสุนันทา ศรีดากุล ( 25 ก.ย 2543)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล
กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809, 628-5643, 628-5644 Fax. 281-8218
website@emisc.moe.go.th