topic.gif (7546 bytes)

               ด้วย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานกลางในการเร่งรัดติดตามส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและ
หน่วยงานอื่นของรัฐ ในกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ทุจริตในทางการเงินเพื่อเป็นการป้องกันและลดปริมาณความ
เสียหายในเรื่องดังกล่าว สำนักตรวจราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงได้ดำเนินการจัดสัมมนาหัวหน้าส่วน
ราชการ และรัฐวิสาหกิจในส่วนภูมิภาคในเขตพื้นที่ 25 จังหวัดภาคกลาง และผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆ จำนวนรวม
ทั้งสิ้นประมาณ 160 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย และ
มาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และมีความรอบคอบในการกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินตลอดจนให้รู้ถึง
ข้อบกพร่องผิดพลาดซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการมีเงินขาดบัญชีและการทุจริตเพื่อร่วมกันรักษาผลประโยชน์เงินของแผ่นดิน
ไว้ให้เกิดประโยฃน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน
                   หน่วยตรวจสอบภายในระดับกระทรวง เป็นผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการเข้าร่วมประชุมสัมมนา   โดยการ
ดำเนินการสัมมนาได้จัดให้มีการบรรยาย การอภิปราย   และการประชุมกลุ่มย่อย โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ จาก
สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามทุจริตแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง
สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี   ได้กำหนดหัวข้อในการ
บรรยายและการอภิปรายในเรื่องต่าง ๆ 4 หัวข้อ ผลการประชุมสัมมนา สรุปได้ดังนี้ คือ


          1. บทบาทหน้าที่และแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการ

              วิทยากร โดยกรมบัญชีกลาง ได้บรรยายให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทราบเกี่ยวกับที่มาตลอดจนบทบาทหน้าที่และ
แนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการ สรุปว่าคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งได้รับการแต่งตั้ง
ตามมติ ครม. เป็นมาตรการอย่างหนึ่งของรัฐบาลในการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบภายในให้เข้มแข็ง ช่วยเหลือ
ให้กลไกการตรวจสอบต่าง ๆ ดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเชื่อมโยงปัญหาต่าง ๆ ในการตรวจสอบ ซึ่งเคย
ถูกจำกัดอยู่เฉพาะภายในกรม ไปสู่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง รัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีแล้วแต่ระดับความสำคัญ
ของเรื่อง เพื่อกระตุ้นเตือนให้ตระหนักถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ของงานโครงการที่สำคัญ ซึ่งอาจเกิดขึ้นและทำให้ทางราชการ
เสียหาย
                การมีคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการ จะอำนวยประโยชน์ให้บุคคลหลายฝ่าย เพราะผู้ได้รับการคัดเลือก
มาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ เป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ มีความเข้าใจในสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมของ
องค์กรเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือจากบุคคลทั่วไป ทำให้สาธารณชนมีความเชื่อถือและมั่นใจในประสิทธิภาพ
ของระบบการกำกับดูแล รัฐบาลก็จะมีระบบการบริหารจัดการที่ดีมีความโปร่งใส มีความมั่นใจในกระบวนการตรวจสอบ
กำกับดูแลการดำเนินงานของส่วนราชการ ผู้บริหารก็จะมีกลไกที่ทำให้เกิดกระบวนการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ และ
สนับสนุนให้การบริหารงาน การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีระบบตรวจสอบได้ ผู้ตรวจสอบภายในไม่ต้องทำงานโดยลำพัง
เพราะคณะกรรมการตรวจสอบภาคราชการจะเป็นผู้เชื่อมโยงข้อมูล เพื่อให้การทำงานของการตรวจสอบต่าง ๆ เกื้อกูล
สนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยกระทรวงจะเป็นผู้ดำเนินการให้มีกลุ่มงานตรวจสอบภาคราชการทุกกระทรวง

             2. การจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการ

                 วิทยากรคือผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและระเบียบกลาง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้บรรยาย
โดยเน้นปัญหาที่ส่วนราชการหารือมายังสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและเป็นปัญหาที่เป็นสาเหตุให้เกิดการทุจริต
กันมาก ตลอดจนกฎหมาย ระเบียบ หรือมาตรการใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างของทางราชการที่หัวหน้าส่วน
ราชการในฐานะที่มีหน้าที่กำกับดูแล และอนุมัติการใช้จ่ายเงินต่าง ๆ ควรรู้ เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ
การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
                   พระราชบัญญัติดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากการดำเนินงานจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมามีการกระทำในลักษณะการ
สมยอมในการเสนอราคา และมีพฤติการณ์ต่าง ๆ อันทำให้มิได้มีการแข่งขันกันเสนอประโยชน์สูงสุดให้แก่หน่วยงาน
ของรัฐอย่างแท้จริงทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ และบางกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของ
รัฐมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนในการทำความผิดหรือละเว้นไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อป้องปรามการกระทำใน
ลักษณะดังกล่าวจึงได้กำหนดลักษณะความผิดและกลไกในการดำเนินการเอาผิดกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและ
เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยกฏหมายดังกล่าวได้กำหนดความผิดทางอาญาแก่บุคคล 4 กลุ่ม คือ
                 1. ผู้เสนอราคา
                 2. เจ้าหน้าที่ของรัฐ
                 3. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
                 4. กรรมการ/อนุกรรมการ

              สรุปลักษณะความผิดของบุคคลดังกล่าว กำหนดโทษทางอาญาไว้ดังนี้          
              ลักษณะความผิดของผู้เสนอราคา

              มาตรา 4 ร่วมกันในการเสนอราคา (รวมผู้เป็นธุระ) มีโทษจำคุก 1-3 ปี ปรับ 50%
              มาตรา 5 ให้ขอให้รับว่าจะให้ (รวมผู้รับ) มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 50%
              มาตรา 6 ข่มขืนใจโดยใช้กำลังประทุษร้าย/ขู่เข็ญ มีโทษจำคุก 5-10 ปี ปรับ 50%
              มาตรา 7 ใช้อุบายหลอกลวง มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับ 50%
              มาตรา 8  โดยทุจริตเสนอราคาสูง/ต่ำ แต่ไม่สามารถปฎิบัติตามสัญญาได้ มีโทษจำคุก 1-3 ปี ปรับ50%
           
              ลักษณะความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
              มาตรา 10  รู้ ควรรู้ แต่ไม่ยกเลิกการดำเนินการ มีโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท
              มาตรา 11  ออกแบบกำหนดราคา/เงื่อนไข/ผลประโยชน์ตอบแทน เพื่อช่วยกีดกันผู้เสนอราคา มีโทษจำคุก
5-20 ปี ตลอดชีวิต ปรับ 100,000 - 400,000 บาท

              มาตรา 12   กระทำการมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม มีโทษจำคุก 7-20 ปี/ตลอดชีวิต ปรับ
100,000 - 400,000 บาท
             
              ลักษณะความผิดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง/กรรมการ/อนุกรรมการ
             
มาตรา 13 กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อจูงใจ จำต้องยอมรับ
การเสนอราคา มีโทษจำคุกตั้งแต่ 7-20 ปี /ตลอดชีวิต  ปรับ 140,000-400,000 บาท
                ทั้งนี้   ผู้บรรยายได้เน้นความสำคัญของพระราชบัญญัติดังกล่าว เพราะมีโทษทางอาญารุนแรง กำหนดไว้ชัดเจน
โดยคณะกรรมการ ปปช. จะเป็นผู้มีอำนาจสอบสวน ข้อเท็จจริง   เมื่อมีพฤติการณ์ปรากฎหรือมีการกล่าวหาร้องเรียนว่า
การดำเนินการซื้อ การจ้าง การแลกเปลี่ยน การเช่า การจำหน่ายทรัพย์สิน การได้รับสัมปทาน หรือการได้รับสิทธิใด ๆ
ของหน่วยงานของรัฐครั้งใดมีการกระทำอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อ
หน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไป

                3. ใช้เงินแผ่นดินอย่างไรไมให้ผิดพลาด

                คณะผู้อภิปรายคือ เลขาธิการคณะกรรมการปปช. ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินในภูมิภาค ผู้แทน
กรมบัญชีกลาง และผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี โดยคณะผู้อภิปราย สรุปประเด็นการใช้จ่ายเงินแผ่นดินไม่ให้
ผิดพลาดจะต้องปฎิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี มาตรการหรือคำสังต่าง ๆ   ที่เกี่ยวข้อง
กับการเงิน โดยคำนึงถึงจุดอ่อนการควบคุมภายใน ความเสี่ยงร่วมทั้งสัญญาณในการบอกเหตุการณ์ดำเนินงาน ทั้งนี้ ผู้
อภิปรายได้เน้นถึงพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างคือพระราชบัญญัติว่าด้วย
ความผิดในการเสนอราคาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542 ว่าเป็นพระราชบัญญัติที่สำคัญมีผลบังคับแล้ว แต่มีผู้รู้น้อยมาก
ว่ามีบทกำหนดโทษทางอาญาที่รุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมืองผู้มีอำนาจหน้าที่
                 นอกจากนี้ ผู้อภิปรายได้มีข้อสังเกตว่าปัจจุบันประชาชน พร้อมที่จะเข้ามาตรวจสอบอำนาจรัฐตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญ ข้าราชการจึงไม่ควรให้ผู้ใดอาศัยเป็นเครื่องมือในการดำเนินการที่ทุจริต ไม่โปร่งใส เพราะอาจทำให้
เดือดร้อนได้  ขณะนี้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลัง   ซึ่งกำลังพิจารณาร่างระเบียบเพื่อพิจารณา
โทษทางปกครองแก่ผู้บริหารระดับสูงด้วย   นอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติที่ถูกลงโทษตามระเบียบกล่าวคือไม่ว่าจะ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี การพัสดุ ถ้ามีการตรวจพบว่ารายการใดผิดบ่อยผิดซ้ำ   จะมีคณะกรรมการกำหนดเป็น
โทษปรับทางปกครองขึ้นมา โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้รวบรวมข้อตรวจพบเสนอคณะกรรมการ
ดังกล่าวให้ดำเนินการต่อหัวหน้าส่วนราชการผู้ควบคุมดูแลหน่วยงานนั้นด้วย
                 
                4. กรณีตรวจพบว่ามีเงินขาดบัญชีแล้วต้องทำอย่างไร

                    คณะผู้อภิปราย คือ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ปปช.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
กรมบัญชีกลาง   สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงานอัยการสูงสุด การอภิปรายได้เน้นเนื้อหารายละเอียดและ
แนวทางปฎิบัติกรณีที่หัวหน้าส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจจะต้องดำเนินการ เมื่อพบว่ามีความผิดพลาด บกพร่องหรือทุจริต
ทางการเงินเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจพบโดยการตรวจสอบภายในของส่วนราชการนั้นเอง หรือตรวจพบโดยการตรวจ
สอบภายนอกของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ดำเนินการตามมติ คณะรัฐมนตร ี ที่ นร 0216/ ว 69 ลงวันที่ 24 เมษายน
2539   เรื่องการดำเนินการเร่งรัดติดตามกรณีเงินของกระทรวง ทบวง กรม เทศบาล สุขาภิบาลแลรัฐวิสาหกิจขาดบัญชีหรือ
เจ้าหน้าที่ทุจริต โดยเคร่งครัด
                   ซึ่งได้กำหนดแนวทาการปฎิบัติงานในการเร่งรัดการดำเนินการของหน่วยราชการในการทุจริตทางด้านการเงิน
สรุปได้ดังนี้
                   4.1   กรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ทุจริตที่ตรวจพบ โดยการตรวจสอบของสำนักงาานการตรวจเงินแผ่นดิน
ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและต้องแจ้งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทราบทุกเรื่องที่มีการตรวจพบเพื่อดำเนินการต่อไป
                   4.2   กรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ทุจริตที่ตรวจพบโดยการตรวจสอบภายในของส่วนราชการที่เสียหายโดย
ตรง ให้ส่วนราชการเจ้าของเรื่องแจ้งกระทรวงการคลัง และแจ้งสำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี และสำนักงานการตรวจเงิน
แผ่นดินทราบเพื่อดำเนินการต่อไปตามมติ ครม.
                 4.3   กรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ทุจริตที่ตรวจพบโดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินและกรณีนั้นสำนักงาน
ตรวจเงินแผ่นดินได้มีการชี้ข้อมูลความผิดแล้ว ให้ส่วนราชการของรัฐที่เสียหายเร่งรัดดำเนินการ ทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และ
ทางวินัย ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหา
ข้อเท็จจริงอีก เพื่อป้องกันความเสียหายแก่ทางราชการอันอาจเกิดขึ้น เนื่องจากคดีขาดอายุความและอื่น ๆ
                 4.4   กรณีเงินขาดบัญชีเจ้าหน้าที่ทุจริตเกิดขึ้น เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้บังคับบัญชาปล่อยปละละเลย ให้มี
การพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้บังคับบัญชาตามควรแก่กรณีด้วย
                   ในการนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ทำหน้าที่รายงานกรณีเงินขาดบัญชี หรือเจ้าหน้าที่ทุจริต
ของส่วนราชการต่าง ๆ รวมทั้งผลการเร่งรัดติดตามเพื่อให้มีการชดใช้คืน หรือมีการดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา ทางวินัย
แก่ผู้กระทำผิดให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยต่อเนื่องทุก 3 เดือน
                    อนึ่ง คณะผู้อภิปรายได้ชี้แจงกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ทุจริต ซึ่งต้องแจ้งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น
หมายความรวมถึงกรณีการรับจ่ายเงิน การเก็บรักษา การใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นของส่วนราชการรัฐวิสาหกิจหรือหน่วย
งานอื่นของรัฐ รวมทั้งเงินนอกงบประมาณ การจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียม และรายได้อื่นของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือ
หน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมิตคณะรัฐมนตรี รวมทั้งข้าราชการลูกจ้างกระทำการ
อันเป็นการละเมิดหรือผิดกฎหมายเกี่ยวกับเงินหรือทรัพย์สินอื่นของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐด้วย
                    นอกเหนือจากการบรรยาย อภิปรายตามหัวข้อต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วได้มีการประชุมกลุ่มย่อย เพื่ออภิปราย
ปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งการให้ข้อเสนอแนะในการรักษาผลประโยชน์เงินของแผ่นดิน จากผู้เข้าร่วมสัมมนา   ซึ่งบางกลุ่มมี
ข้อเสนอแนะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการว่าเพื่อปลูกฝัง คุณธรรม ปลุกจิตสำนึกในการรักษาผลประโยชน์ของ
ประเทศชาติ ควรได้มีการให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่เด็ก ซึ่งเห็นควรให้กระทรวงศึกษาธิการ   พิจารณา
กำหนดหลักสูตรการเรียน การสอน ให้มีวิชาหน้าที่พลเมืองและศีลธรรมตั้งแต่ระดับอนุบาลหรือประถมศึกษาเป็นต้นไป  
และให้กำหนดคะแนนไว้ให้สูงด้วยเพื่อให้เห็นความสำคัญของวิชาดังกล่าว    ทั้งยังเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์ของ
สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถด้วย

back_article.jpg (3472 bytes)


   Copyright & copy; 1999 MOENet Thailand Service
ที่มาของข้อมูล : กลุ่มงานตรวจสอบภายในระดับกระทรวง

รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ : นางสาวสุนันทา ศรีดากุล  ( 25 ก.ย 2543)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล     กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809, 628-5643, 628-5644 Fax. 281-8218

website@emisc.moe.go.th