|
|
|
|
ดร.สิริกร
มณีรินทร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการวิพากษ์ เด็กฝาก - ฝากเด็ก วัฒนธรรมหรือปัญหา ? ทุกคนฝาก ทุกพรรคฝาก สื่อมวลชนก็ฝาก สิ่งนี้เราต้องยอมรับความจริง แต่เราต้องแก้ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นมะเร็ง อย่าทำให้กลายเป็นเรื่องธุรกิจที่เรารับเงิน
กรณีปัญหา เด็กฝาก นั้น ถือเป็นวัฒนธรรมที่ฝังราก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ไขไม่ได้ อยู่ที่การยึดมั่นในเส้นทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนใหญ่ ไม่มีใครอยากฝากไม่มีใครอยากรับฝาก แต่ด้วยความจำเป็นที่โรงเรียนมีคุณภาพไม่เท่ากัน การจะแก้โดยการหยุดฝากไม่ใช้การแก้ปัญหาต้องแก้ไปพร้อมกันหลาย ๆ ทางกวดขันไม่ให้มีการทุจริต กวดขันไม่ให้มีแต่คนรวยเข้าเรียน นึกถึงโอกาสคนจน ไม่ให้มีธุรกิจการศึกษาที่มีผู้ฉวยโอกาสไปเรียกเงิน และถ้าพบว่าทำผิดต้องลงโทษ ที่สำคัญต้องการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน เป็นธรรมดา ถ้าตอบปฏิเสธไป คนก็คงไม่เชื่อ ก็อย่าโกหกดีกว่า แต่เป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่เราไม่อยากทำ เครียด ทำในจุดที่เหมาะสม ทุกคนฝาก ทุกพรรคฝาก สื่อมวลชนก็ฝาก สิ่งเหล่านี้เราต้องยอมรับความจริง แต่เราต้องแก้ไขใช้ปล่อยให้เป็นมะเร็ง อย่าทำให้กลายเป็นเรื่องธุรกิจที่เรารับเงิน ไม่อยากให้เด็กเห็นภาพเหล่านี้ตำตาว่า หนูมีเงินน้อยหนูเข้าไม่ได้ ยืนยันว่าทุกคนเจ็บปวด ส.ส. เจ็บปวด ไม่อยากฝาก แต่อยู่ในภาวะจำใจจำยอม ซึ้งต้องแก้ ถ้าพบเห็นใครที่หาเงินจากการฝากก็ต้องช่วยกันบอก นางสิริกร ตอบเมื่อถามว่ามีคนฝากเด็กเข้าเรียนบ้างหรือไม่ รัฐมนตรี ฯ สิริกร อธิบายถึงค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองต้องจ่ายให้กับทางโรงเรียนนั้น มี ๓ ส่วน คือ ๑. ค่าบริการเสริมนอกจากค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่รัฐจัดสรรเงินอุดหนุนให้ ๑๒ ปี ๒. เงินที่โรงเรียนเรียกเก็บจากความเข้าใจผิด ทางเราตระหนัก และให้กรมผู้ตรวจราชการ ๓. เงินบริจาค ที่เป็นวัฒนธรรมฝังรากลึกในสังคมมานานแล้ว ซับซ้อนเนื่องจากเป็นเงินกินเปล่า เพื่อแลกกับที่นั่งเรียน ซึ่งบางครั้งจะเป็นทางโรงเรียน สมาคมผู้ปกครองหรือแม้กระทั้งเป็นบุคคลภายนอกที่แอบอ้างเข้ามาเป็นธุรกิจ ปัญหาเรื่องซื้อที่นั่ง ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกโรงเรียน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนขนาดใหญ่ และโรงเรียนยอดนิยม ซึ่งผู้ปกครองต้องการส่งบุตรหลานเข้าไปเล่าเรียน กระแสความนิยมนี้ ทำให้ผู้ปกครองยินยอมจ่ายค่าที่นั่งเพื่อให้บุตรหลานได้เข้าไปเรียน แม้เราจะได้ตรวจสอบกำชับทางกรมให้กวดขันในเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ดำเนินการเอาผิดได้ยาก เนื่องจากมีหลากหลายวิธี แต่สาเหตุสำคัญที่ไม่สามารถดำเนินการไปถึงที่สุดได้ทั้งที่อยากทำ คือ ไม่มีเจ้าทุกข์ เพราะผู้ปกครองมักจะไม่ยอมเปิดเผยชื่อ แจ้งความ สิ่งเหล่านี้ควรจะต้องช่วยกันเปลี่ยน เพื่อให้เด็กไทยของเราเติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นธรรม ไม่ใช่โตมาท่ามกลางภาวะเงินเป็นใหญ่ที่จะติดตามเด็กมาตลอด จึงนับเป็นเรื่องจะเป็นที่เราต้องปรับเปลี่ยน เพราะไม่มีใครอยากตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ส.ส. หรือ อภิสิทธิ์ชน ฝากเด็กเขาก็ไม่อยากฝากเพราะฝากแล้วถ้าไม่ได้ก็ถูกต่อว่าหรือฝาก ๑๐ คน ดำเนินการได้คนเดียว อีก ๙ คนก็ต้องกล่าวหาเขาหรือแม้กระทั่ง ผอ.โรงเรียน ก็ต้องไม่สบายใจเมื่อเด็กมาร้องไห้เมื่อไม่มีที่เรียน มาตรการแก้ปัญหาเด็กฝากในระยะสั้น คือการกวดขันเอาใจใส่ กำชับเป็นนโยบาย ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ เช่นนี้ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการที่ทำอยู่ และมีผู้บริหารหลายโรงเรียน รับสนองนโยบาย
|
|
|