0x08 graphic


(ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2546)

โดย นายปองพล อดิเรกสาร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


               
ผมเคยตั้งคำถามให้กับตัวเองว่าการศึกษาคืออะไร และได้ให้คำตอบว่าการศึกษาคือการเรียนรู้ศิลปศาสตร์ ที่จะให้มนุษย์แต่ละคนสามารถอยู่รอดและดำรงชีวิตอยู่ได้ในแผ่นดิน

               ดังนั้น จึงจำเป็นที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของพื้นแผ่นดินและสังคมที่ตนอาศัยอยู่ ทำอย่างไรจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ธรรมชาติได้สร้างไว้ให้ ทำอย่างไรจะดำรงชีพอยู่ในสังคมที่มีทั้งการพัฒนาและการแข่งขันกันตลอดเวลาทั้งในประเทศและต่างประเทศ มนุษย์จึงต้องเริ่มต้นโดยการเรียนรู้ด้วยตนเองจากสิ่งและบุคคลใกล้ตัวก่อน เมื่อไม่เพียงพอจึงต้องแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มากกว่า

               เมื่อมารับผิดชอบการศึกษาของชาติในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผมจึงต้องมีแนวทางที่สามารถกำหนดเป็นนโยบายการศึกษาได้อย่างชัดเจนให้สอดคล้องกับแผ่นดินไทย สังคมไทย และสังคมโลก และแนวทางดังกล่าวต้องสอดคล้องหรือไม่ขัดแย้งกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งถือเป็นแม่บทของการปฏิรูปการศึกษา ผมเชื่อว่าหัวใจของการศึกษาคือจะให้เด็กเรียนอะไร ใครสอน และสอน/เรียนอย่างไร การจะให้เรียนอะไรและสอน/เรียนอย่างไรซึ่งจะชี้ไปถึงใครสอนด้วยนั้นมีกำหนดไว้ในมาตรา 23 และมาตรา 24 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำหลักสูตรของการศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้นโดยจัดให้มี 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้สอดคล้องกับมาตรา 23 คือภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษา และพลศึกษา ศิลป การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ

                นโยบายการศึกษาของผมจะนำ(5) ของมาตรา 23 มาเป็นจุดมุ่งหมายหลักของการศึกษาคือให้
"ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีพอย่างมีความสุข" โดยเน้นเรื่องอาชีพเป็นหลัก และให้นโยบาย "เรียนรู้สู่อาชีพ" ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่าคนไทยทุกคนที่จบการศึกษาตั้งแต่มัธยมปลาย อาชีวศึกษา จนถึงอุดมศึกษาต้องมีความรู้ที่นำไปประกอบอาชีพได้ มีงานทำ หรือประกอบธุรกิจสร้างรายได้มาเลี้ยงตนเองและครอบครัว และเป็นพลังที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

                นโยบายดังกล่าวจะเริ่มที่การจัดให้มีแผนการศึกษาของจังหวัดให้เหมาะสมกับข้อดี ข้อด้อย และอาชีพของประชากรในจังหวัดนั้น เพราะแต่ละจังหวัดจะมีข้อแตกต่าง แม้แต่ในจังหวัดเดียวกันที่แบ่งเป็นหลายเขตพื้นที่การศึกษา เขตแต่ละเขตก็อาจมีข้อแตกต่างกันได้ ผมมอบให้สำนักงานสภาการศึกษารับผิดชอบในการจัดทำแผนดังกล่าวโดยให้สถาบันศึกษาของทั้งรัฐและเอกชนที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้นหรือในพื้นที่ใกล้เคียงที่สุดเป็นผู้จัดทำแผนการศึกษาระดับจังหวัด ส่วนในระดับเขตพื้นที่การศึกษานั้นควรมอบให้กลุ่มนโยบายและแผนของสำนักงานเขตฯเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งจะทำให้ได้แผนการศึกษาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของพื้นที่และกับมาตรา 39 ซึ่งกำหนดให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ และการบริหารงานบุคคลและการบริหารทั่วไปไปยังเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตโดยตรง

                นโยบายของผมคือการเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยใน 20 ปีแรกของชีวิตคือตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 20 ปีเมื่อบรรลุนิติภาวะเป็นผู้ใหญ่โดยสร้างพื้นฐานการศึกษาให้อย่างมั่นคงตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถม มัธยม อาชีวะ ไปจนถึงอุดมศึกษา ซึ่งผู้อยู่ในวัย 20 ปี ถ้าศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยจะจบปีที่ 2 และขึ้นปีที่ 3 เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหลักสูตรการเรียนรู้ในช่วง 20 ปีแรกนั้นต้องสามารถเชื่อมโยงและต่อยอดกันได้เพื่อเป็นเส้นทางเข้าสู่อาชีพต่อไป

                 การเริ่มต้นที่เด็กปฐมวัยคือตั้งแต่ 0-5 ปีนั้น ผมจะจัดให้มีศูนย์ทดสอบแววอัจฉริยภาพของเด็ก 8 แวว คือแววนักคิด แววผู้นำ แววนักสร้างสรรค์ แววนักวิทยาศาสตร์ แววนักคณิตศาสตร์ แววศิลปิน แววนักกีฬา แววนักดนตรี แววนักภาษา และแววนักวิชาการ เพื่อแบ่งเด็กเป็นกลุ่มตามแววอัจฉริยภาพและบันทึกไว้ในประวัติของเด็ก ซึ่งเป็นไปได้ว่าเด็กจำนวนหนึ่งจะมีหลายแววอยู่ในตัวเด็กคนเดียวกัน ดังนั้นวิธีการเรียนการสอนและของเล่นสำหรับเด็กจะเป็นทั้งวิธีการทดสอบและพัฒนาความสามารถของเด็กให้แสดงออกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้การจัดทำหลักสูตร การพัฒนาการสอน การเลือกสรรครู และการสนับสนุนสอดคล้องกับความสามารถของเด็ก ศูนย์ทดสอบดังกล่าวจะจัดตั้งในส่วนกลางและที่เขตพื้นที่การศึกษา นอกจากนั้นผมยังได้มอบให้สถาบันราชภัฏเชียงใหม่และสถาบันราชภัฏสุรินทร์ซึ่งมีโรงเรียนสาธิตตั้งแต่ระดับอนุบาลขึ้นไปจนถึงมัธยมดำเนินการโครงการนำร่องในการทดสอบแววอัจฉริยภาพของปฐมวัยจนถึงการเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

                 เมื่อเด็กเรียนต่อขั้นพื้นฐานในระดับประถมศึกษาก็จะเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลาง การติดตามทดสอบเด็กจะดำเนินต่อไปและบันทึกไว้ในประวัติของเด็ก และการเตรียมเด็กเข้าสู่เส้นทางอาชีพจะชัดเจนยิ่งขึ้น นโยบายของผมคือให้เน้นที่ปัจจัย 4 ของการดำรงชีพซึ่งได้แก่ อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย เป็นอาชีพหลัก เพราะประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากในการผลิตปัจจัยทั้ง 4 ทั้งใช้ในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ และควรปลูกฝังให้เด็กได้เริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของปัจจัยทั้งสี่ตั้งแต่ประถม 1 เป็นต้นไป เราต้องยอมรับว่าเด็กส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ตามชนบทซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของวัตถุดิบสำหรับปัจจัยทั้งสี่ และแหล่งกำเนิดของธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของวิทยาศาสตร์ ดังนั้นต้องให้นักเรียนชั้น ป.1-ป.6 เรียนรู้ถึงดิน น้ำ ลม ไฟ และธรรมชาติในท้องถิ่นที่เขาสัมผัสอยู่ทุกวันโดยต้องให้รู้จริงทั้งในทฤษฎีและการปฏิบัติ ผมอยากจะเห็นเด็กของเราสามารถบอกชื่อ คุณและโทษของพืชท้องถิ่นทุกชนิดที่เขาเดินผ่านได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเองในอนาคต ผมกำลังร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เพื่อทำการสอน อบรมครูวิทยาศาสตร์ในวิชาที่เป็นจุดแข็งของประเทศไทยคือวิชาชีววิทยา พฤกษศาสตร์(โดยเฉพาะพืชสมุนไพรและพืชอาหาร) และวิทยาศาสตร์ทางทะเล แววอัจฉริยภาพของเด็กจะถูกแสดงออกมากขึ้นใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางการเรียนต่อในระดับมัธยม

                 เมื่อเด็กเข้าสู่ระดับมัธยมจะสนใจเรื่องเฉพาะทางมากขึ้นซึ่งทำให้เส้นทางอาชีพชัดเจนขึ้นด้วย โดยเฉพาะในชั้นมัธยมปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการศึกษาภาคบังคับ กระทรวงศึกษาธิการได้นำนโยบายข้อ (11) ในนโยบายด้านการศึกษา 12 ข้อที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ว่า "ให้โอกาสแก่ผู้สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ หรือมัธยมปลาย ผู้ว่างงาน และผู้สูงอายุได้ฝึกงานอาชีพอย่างน้อย 1 อาชีพ พร้อมทั้งส่งเสริมให้เป็นผู้ประกอบการอิสระได้" มากำหนดเป็นนโยบาย 9+1 และ 12+1 หมายถึงเมื่อเด็กเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีจะเรียนรู้ 1 อาชีพด้วย และผู้ที่เรียนจบ 12 ปีขั้นพื้นฐาน จะเรียนรู้ 1 อาชีพติดตัวไปด้วยเพื่อสามารถประกอบอาชีพได้ถ้าไม่เรียนต่อสูงขึ้น มีเด็กจำนวนหนึ่งประมาณ 1 แสนคนต่อปีเมื่อจบมัธยมปีที่ 3 แล้วจะไม่เรียนต่อสายสามัญแต่จะไปเรียนสายวิชาชีพระดับ ป.วช.ต่อไปจนถึง ป.วส.ของอาชีวศึกษา กลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยีของ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้จะมีส่วนในการเตรียมเด็กในช่วงชั้นนี้ให้มีศักยภาพมากขึ้นต่อการประกอบอาชีพ

                
ผมแบ่งโรงเรียนระดับมัธยมเป็น 7 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรงเรียนเด็กความสามารถพิเศษ กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ กลุ่มโรงเรียนแนวใหม่ กลุ่มโรงเรียนต้องเร่งรัดพัฒนา กลุ่มโรงเรียนทั่วไป กลุ่มโรงเรียนคนพิการ และกลุ่มโรงเรียนเด็กด้อยโอกาสและมีความต้องการพิเศษเพื่อจะได้จัดการบริหารจัดการ หลักสูตร ครู และการสนับสนุนให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการของโรงเรียนแต่ละกลุ่ม

                กลุ่มโรงเรียนเด็กมีความสามารถพิเศษคือโรงเรียนที่รับเด็กที่เรียนได้คะแนนดี เฉลี่ย 3.0 เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี ได้แก่ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กลุ่มโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย กลุ่มโรงเรียนกาญจนาภิเษก และกลุ่มโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ เป็นต้น และถ้ารวมโรงเรียนมัธยมอื่นๆ ที่มีชั้นเรียนเฉพาะเด็กที่มีความสามารถพิเศษจะมีทั้งหมด 60 โรงเรียน มีเด็กจำนวนประมาณ 60,000 คน เส้นทางอาชีพของเด็กเหล่านั้นคือนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักเทคโนโลยี วิศวกร อาจารย์มหาวิทยาลัย และแพทย์สาขาต่างๆ

                กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ มีโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ที่มีมาตรฐานสูง มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดถูกคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบ 484 แห่ง และโรงเรียนขนาดเล็กถึงกลางที่มีมาตรฐานด้อยกว่าเป็นโรงเรียนเครือข่ายจำนวน 1,553 แห่ง ซึ่งในปี 2546 จะเริ่มต้นที่ 196 โรงเรียนต้นแบบ และ 2,456 โรงเรียนเครือข่าย โดยที่โรงเรียนต้นแบบจะถ่ายทอดมาตรฐานคุณภาพไปให้โรงเรียนเครือข่ายโดยที่กระทรวงจะให้การสนับสนุน และโรงเรียนเครือข่ายจะใช้ชื่อของโรงเรียนต้นแบบด้วยก็ได้ วัตถุประสงค์คือกระจายมาตรฐาน คุณภาพให้กระจายไปทั่วประเทศและลดความเหลื่อมล้ำ

                กลุ่มโรงเรียนแนวใหม่ได้แก่โรงเรียนในฝันซึ่งมีอำเภอและกิ่งอำเภอละหนึ่งโรงเรียนซึ่งรวมทั้งหมดจะมี 921 โรงเรียน โรงเรียนในกำกับซึ่งเริ่มต้นในปี 2546 มี 25 แห่ง เป็นโรงเรียนมัธยม 19 แห่ง และโรงเรียนประถม/อนุบาล 6 แห่ง โรงเรียนวิถีพุทธ 330 แห่ง โรงเรียนสองภาษา 53 แห่ง และโรงเรียนเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น เพื่อสนองความต้องการหลากหลายของผู้เรียนและสังคม

                กลุ่มโรงเรียนที่ต้องเร่งรัดพัฒนามี 1,700 โรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประถมศึกษา อยู่ห่างไกลมาตรฐาน คุณภาพต่ำ ขาดแคลนปัจจัยการสอนตั้งแต่ครู อาคาร อุปกรณ์การเรียนการสอน ซึ่งต้องมีการดูแลเป็นพิเศษเพื่อยกระดับคุณภาพลดความเหลื่อมล้ำ

                ส่วนอีก 3 กลุ่มได้แก่กลุ่มโรงเรียนทั่วไปคือโรงเรียนอีกสามหมื่นกว่าโรงเรียนนอกเหนือจาก 4 กลุ่มดังกล่าวข้างต้นที่ต้องมีการดูแลและพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพเช่นเดียวกัน กลุ่มโรงเรียนสำหรับเด็กพิการและมีความบกพร่องทางร่างกาย และกลุ่มโรงเรียนเด็กด้อยโอกาส เช่น โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์และโรงเรียนสำหรับผู้มีความต้องการพิเศษ

                
นักเรียนที่จบมัธยมปีที่ 6 ประมาณ 30% จะได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย ส่วนที่เหลืออีก 70% ไปเรียนต่อสายวิชาชีพคืออาชีวศึกษา ปัญหาที่สำคัญคือประมาณ 65-70% ของนักศึกษามหาวิทยาลัยจะเรียนสาขาสังคมศาสตร์ ซึ่งมีงานรองรับน้อยกว่าจำนวนผู้ที่จบการศึกษามาก ทำให้เกิดปัญหาผู้ว่างงาน ผู้ประกอบการทั้งด้านอุตสาหกรรม และธุรกิจต้องการนักศึกษาที่สามารถทำงานได้ทันที จึงต้องการรับผู้ที่จบจากสถาบันเทคโนโลยี และวิทยาลัยอาชีวะด้านต่างๆ เพราะได้เรียนรู้ด้านปฏิบัติมาแล้ว ดังนั้นการศึกษาต่อไปจะต้องเน้นที่การผลิตบุคลากรตามความต้องการของสังคม การแนะแนวและการให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาเลือกเส้นทางอาชีพได้ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการ

                 ผมได้ให้นโยบายกรมอาชีวศึกษาไปดำเนินการให้มีการสอนวิชาเกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจและอาชีพที่สำคัญของไทย เช่น วิชาเทคโนโลยีการข้าว วิชาเทคโนโลยีการมันสำปะหลัง วิชาเทคโนโลยีการยางพารา วิชาเทคโนโลยีการประมงทะเล วิชาเทคโนโลยีการอัญมณี ซึ่งได้มีการประชุมร่วมกับเอกชนในแต่ละสาขาวิชาชีพไปแล้ว เพื่อระดมความคิดในการจัดทำหลักสูตรของวิชาที่ 5 ประเภทดังกล่าว ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในอาชีพทั้ง 5 ประเภทเหล่านั้น นอกจากนี้ยังจะมีการทำหลักสูตรวิชาเทคโนโลยีการกล้วยไม้ วิชาเทคโนโลยีการสมุนไพร ฯลฯ ต่อไป

                 ผมต้องการเห็นการผลิตช่างเทคนิคที่เก่งในการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ 4 ประเภท คือ (1) เครื่องใช้ในบ้านทั้งเครื่องไฟฟ้าและเครื่องยนต์ (2) เครื่องใช้ในสำนักงาน (3) อุปกรณ์เครื่องใช้ในสถานประกอบการต่างๆ (4) เครื่องจักรกลทางการเกษตร ซึ่งวิทยาลัยอาชีวศึกษาของไทยทั้งของรัฐและเอกชนมีศักยภาพในการผลิตช่างชำนาญการทั้ง 4 ประเภท ซึ่งเป็นที่ต้องการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

                 เพื่อเตรียมรับนักเรียนที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยทั้งด้านจำนวนและคุณภาพที่พัฒนาขึ้นจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถาบันอุดมศึกษาจะมีสองสายหลัก ได้แก่ สายวิจัยและสังคมศาสตร์ และสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติ สายวิจัยและสังคมศาสตร์จะรองรับนักเรียนที่จบสายสามัญโดยมหาวิทยาลัยทั่วไป สายเทคโนโลยีจะรองรับผู้ที่จบสายวิชาชีพระดับ ป.วช.และ ป.วส. โดยสถาบันเทคโนโลยีที่สอนระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และสถาบันราชภัฏ ที่กำลังดำเนินการตราพระราชบัญญัติให้เป็นมหาวิทยาลัยต่อไป

                  นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ได้นำกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ มาหลอมรวมเป็นกระทรวงเดียวกันภายใต้ชื่อกระทรวงศึกษาธิการ เพราะจะทำให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อการศึกษาไทย สถาบันอาชีวศึกษาและสถาบันอุดมศึกษาต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงโดยต้องช่วยสนับสนุนการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งผลิตนักเรียนนักศึกษาป้อนส่งให้สถาบันทั้งสองระดับต่อไป

                  
ผมตั้งใจจะรวมพลังสถานศึกษาทุกระดับเพื่อพัฒนาคุณภาพของคนไทย และเพื่อทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน

 Copyright : ๒๐๐๓ Ministry of Education, THAILAND
พัฒนาและนำเสนอ :
นิภา  แย้มวจี ( ๒๘ ก.ค. ๒๕๔๖ )
หน่วยงาน :  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ   ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สป. ศธ.
โทร. ๐ ๒๒๘๑ ๙๘๐๙ , ๐ ๒๖๒๘ ๕๖๔๓ - ๔  โทรสาร  ๐ ๒๒๘๒ ๙๒๔๑   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
website@emisc.moe.go.th