ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน   ท่านผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดลำพูน  ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ครู-อาจารย์ และครูแกนนำทุกท่าน ขอบคุณที่ให้โอกาสมาบรรยายในวันนี้ มี 2-3 เรื่องที่อาจเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ การศึกษา  เรื่องแรกคือเรื่องของครูแกนนำ  เมื่อ 2 ปี ก่อนได้มีโอกาสพุดคุยกับครูต้นแบบ ครูแกนนำ ครูดีเด่นต่าง ๆ ที่คนยกย่อง ทำให้ได้ข้อสรุปไปเสนอสภาการศึกษาแห่งชาติ ว่า คนที่เป็นครูแกนนำได้จะมีลักษณะเด่น ๆ  อยู่  5 ประการ คือ

               1. เป็นคนที่มีจิตใจที่มั่นคงในอาชีพครู  ส่วนมากครูเหล่านี้จะเล่าว่าทำไมถึงมาทำอาชีพนี้ ทำไมถึงมาเป็นครู และยืนหยัดอยู่ได้ บางคนเกือบจะเกษียณ สอนหนังสือมา 20 -30 ปี มีอยู่รายหนึ่งที่เป็นแบบอย่าง คือครูผู้หญิงคนหนึ่ง จบปกศ.สูง สอบรรจุรับราชการครูที่จังหวัดเชียงราย ต้องจากถิ่นที่อยู่ ไปอยู่เชียงรายและในช่วงนั้นที่เชียงรายมีปัญหาเรื่องผู้ก่อการร้าย  จึงมีทหาร ตำรวจ พลเรือนได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ จะมีเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลต่าง ๆ รวมทั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์  เฮลิคอปเตอร์จะลำเลียงผู้บาดเจ็บมาตอนพลบค่ำ และครูคนนี้ก็สังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่มีเฮลิคอปเตอร์มาลง ชาวบ้านก็จะมามุงดูกัน ก็เลยเกิดความสงสัยว่ามาดูอะไรกัน จนวันหนึ่งจึงได้ไปดูบ้าง ก็พบว่าพระเจ้าแผ่นดิน มาลำเลียงผู้บาดเจ็บด้วยพระองค์เอง ก็เลยเกิดความประทับใจ ว่าพระเจ้าแผ่นดินท่านยังอนาทรต่อผู้บาดเจ็บ และมาสะท้อนถึงตัวเองว่าเป็นครูตัวเล็ก ๆ ที่พลัดถิ่นที่อยู่มาสอนหนังสือที่เชียงราย จึงเกิดแรงดลใจ เกิดอุดมการณ์จากภาพนั้นว่า ต่อไปนี้ "ฉันจะทำในสิ่งที่จะทำ รักที่จะทำให้ดีที่สุดตลอดชีวิต คือฉันจะเป็นครูที่ดีที่สุดให้ได้" เพราะฉะนั้นครูแกนนำ ทั้ง 41 คน ในวันนี้ ก็คงจะมีเป้าหมายในชีวิต และตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นครูที่ดีที่สุดให้ได้

                2. มีความบริสุทธิ์ใจต่อลูกศิษย์ มีความรักลูกศิษย์อยากให้ลูกศิษย์ได้ดี ไม่ได้ขีดคั่นตัวเองไว้เฉพาะในชั่วโมงสอน ขีดคั่นเฉพาะวิชาที่สอน แต่ความรักที่แสดงออกทั้งในเวลาเรียน และเลิกเรียน ในกิจกรรมตามหลักสูตร กิจกรรมพัฒนาหลักสูตร แม้กระทั่งไปเยี่ยมบ้านลูกศิษย์ที่มีปัญหา เจ็บป่วยหรือไม่สบาย ตามดูแลศิษย์ด้วยความรัก คำว่าลูกศิษย์ ในภาษาไทยมีทั้งคำว่า ลูกและศิษย์ แสดงถึงความใกล้ชิดความรักที่มีต่อกัน  สิ่งที่มีอยู่ในใจคือรักลูกศิษย์  เคยเห็นครูรักลูกศิษย์และผิดหวัง ทำให้ท้อถอยต่ออาชีพครู  มีครูที่ผิดหวังที่ลูกศิษย์จบไปแล้วเดินผ่านโดยไม่มองครูเลยตรงนี้ทำให้ครูดี ๆ เป็นครูเฉยเมยได้ ผิดหวังกับลูกศิษย์ จะมีกลไกอะไรที่ทำให้ครูไม่ถูกกระทบจากศิษย์ที่ไม่มีกตเวทิตาคุณ ทำอย่างไรให้ความมั่นคงของความรักของครูต่อลูกศิษย์จะไม่ถูกกระทบกระเทือนโดยพฤติกรรมของศิษย์

                 จากประสบการณ์สอนหนังสือมา 30 กว่าปี ได้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อการสอน และคิดว่าใครที่เคยเป็นลูกศิษย์ แม้ครั้งหนึ่งในชีวิตก็จะถือว่าเป็นลูกศิษย์ตลอดไป ถึงแม้จะจบไปกี่ปี ถ้ายังต้องการคำปรึกษา ความช่วยเหลือ ก็พร้อมเสมอ แต่จะขีดคั่นไว้ว่าจะไม่หวังอะไรจากศิษย์แม้แต่คำขอบคุณ เพราะถ้าหวังแล้วอาจจะผิดหวังได้ ลูกศิษย์ร้อยคนพันคน เมื่อเวลาผ่านไป 10 -20 ปี แล้วเขายังมีความรักครู เอื้ออาทรต่อครูนั่นถือเป็นกำไร แค่คำขอบคุณก็เป็นกำไรแล้ว เพราะเราหวังศูนย์ ถ้าเป็นครูต้องอย่าหวังอะไรจากศิษย์ ให้ความรักอย่างเต็มที่อย่าหวังอะไรกลับถ้าไม่อยากผิดหวัง 

                 ครู ผู้บริหารในที่นี้ ก็เคยเป็นนักเรียนมาก่อน ถ้ามองย้อนกลับไป ท่านก็เคยมีครูมามากมาย ลองถามตัวเองดูว่า ท่านเคยได้ตอบแทนครูที่ยังมีชีวิตอยู่บ้างหรือเปล่า   แล้วจะหวังให้ลูกศิษย์มาตอบแทนได้อย่างไร  มีใครเคยได้ไปกราบครู อย่างน้อยปีละครั้ง 2 ปีครั้ง หรือ 3 ปีครั้ง ถ้าอยากให้ศิษย์เคารพนับถือท่านหลังจากจบไปแล้ว 10  -  20 ปี ท่านก็ต้องทำกับครูเก่าของท่านให้ลูกศิษย์เห็นเพราะความกตัญญูกตเวทิตาคุณสอนไม่ได้แต่ทำเป็นตัวอย่างให้ดูได้  เหมือนพ่อแม่ที่ฟูมฟักลูกโดยหวังว่าเมื่อแก่เฒ่าลูกจะกตัญญูต่อท่าน ต้องถามว่าท่านทำอะไรต่อพ่อแม่ของท่านให้ลูกดู กตัญญูกตเวทิตาคุณมีวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

                 3. ไม่หวังพึ่งงบประมาณแผ่นดิน เคยมีครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นเล่าให้ฟังว่า พอตอนเย็นจะมีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่ง ช่วยกันเก็บขยะในถังขยะตามห้องเรียนเพื่อเอากระดาษจากถังขยะมาเป็นอุปกรณ์การสอนในวันรุ่งขึ้น ไม่เคยหวังพึ่งงบประมาณแผ่นดิน ครูหลายคนที่ใช้สื่อในท้องถิ่น เป็นอุปกรณ์การสอน   ถ้าหวังพึ่งแต่งบประมาณแผ่นดินวันนี้ก็คงไม่ได้เป็นครูดีเด่น เพราะฉะนั้นอย่าท้อถอย ครูหลายคนเป็นครูหัวดื้อสำหรับผู้บริหาร บางคนถูกสอบวินัย แต่ก็ทนจนได้เป็นครูดีเด่น ระบบราชการมีจุดดีเยอะ มีจุดอ่อนมาก ถ้ายอมแพ้ก็เป็นครูดีเด่นหรือครูต้นแบบไม่ได้ งบประมาณแผ่นดินก็อยู่แต่ข้างบน จะมาไม่ถึงพวกเรา  ครูดีเด่น ครูต้นแบบต้องไม่ท้อ เพราะถ้าท้อจะแพ้ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน หรือในถังขยะก็ได้

                 4. ครูต้นแบบจะสอนโดยใช้การบูรณาการวิชาการด้านต่าง ๆ เข้าด้วยกัน คำว่าบูรณาการ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Integration  มาจากคำว่า Integrate  แปลว่า"ตัวเต็ม” เพราะฉะนั้นคำว่า  Integration   คือการเอาตัวเต็มหลาย ๆตัว มาช่วยกันทำงาน  การบูรณาการคือ การเอาเนื้อหาวิชาหนึ่งที่จะสอนและเอาเนื้อหาวิชาอื่นมาผสม  มีตัวอย่างครูภาษาไทยที่ภาคใต้  มีวิธีการสอนเด็กไม่ให้หลับโดยการเอาเพลงไทยเดิม  เนื้อเพลงสากล ข่าว มาบูรณาการกับการสอนภาษาไทย  เด็กจะสนุกสนาน   หรือครูภาษาอังกฤษ ก็จะเอาคำศัพท์ในชีวิตประจำวันในบ้าน ในโรงเรียน ในชุมชน มาเป็นสื่อในการสอน

                 การบูรณาการข้ามวิชา  แต่เอาวัตถุประสงค์ เนื้อหาที่จะสอนเป็นหลัก และใช้ศาสตร์อื่นมาช่วยจะทำให้ลูกศิษย์ได้รับความรู้มากมาย

                 5. ไม่ย่ำอยู่กับที่  ครูต้องพยายามหาวิธีการใหม่ ๆ  มาจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ลูกศิษย์อยู่เสมอ มีนวัตกรรมใหม่ ๆ (Innovation)  ไม่ใช้วิธีเดิม แต่พยายามดัดแปลงหรือปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับผู้เรียนแต่ละรุ่นแต่ละคน

                 ในปัจจุบันอาชีพครูไม่ใช่อาชีพที่ Attractive  ไม่ใช่อาชีพที่สังคมอยากเป็นเหมือนสมัยก่อน เมื่อตอนเด็กอยู่ในตลาดจำได้ว่าเห็นครู 3 - 4 คน เดินในตลาด ชาวบ้านจะให้ความเคารพมากเพราะครูจะเป็นปูชนียบุคคลของชุมชน ไม่ใช่ปูชนียบุคคลเฉพาะของลูกศิษย์  ครูไม่เคยสอนกวดวิชา แต่จะสอนเสริมให้โดยไม่คิดเงิน จะดูลูกศิษย์ว่าสนใจอะไร จะเรียนต่อด้านไหน ทุ่มเททั้งชีวิตให้ศิษย์ ครูสมัยก่อนไม่เป็นหนี้ใคร เพราะครูอายที่จะไปยืมเงิน การได้รับการยอมรับจากสังคมทำให้ครูต้องใช้ชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี สมถะ ศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่จะอยู่ได้นาน สมัยก่อนสังคมจะยกย่องวิชาชีพครูว่าเป็น Professional  คำว่า Profess แปลว่าสารภาพบาปต่อพระเจ้า  ในสมัยก่อนนักวิชาชีพจะมีอยู่ 3 อาชีพตามแนวคิดตะวันตก คือ

      พระ , นักบวช

      แพทย์

      ครู

                 จึงมีจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งก็คือข้อปฏิบัติ  หลักการปฏิบัติที่คนในวิชาชีพตกลงกันว่าเป็นสิ่งที่วิชาชีพพึงปฏิบัติ เพื่อให้วิชาชีพมีสง่า  มีศักดิ์ศรี  เป็นที่เชื่อมั่นและเป็นที่ไว้ใจของผู้อื่น  มีพระราชหัตถเลขาของพระบรมราชชนก  เมื่อ พ.. 2472 ไปยังสมาคมแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ว่าคณะแพทย์ก็คล้ายคณะสงฆ์ คือต้องมีศักดิ์ศรี จึงขอยกความนั้นมาว่าคณะครูก็ต้องคล้ายคณะสงฆ์  คือต้องมีศักดิ์ศรีในวิชาชีพ  ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนในวิชาชีพเกิดความมั่นใจใน 3 ระดับ คือ

                1. มั่นใจในตนเอง มั่นใจในความสามารถของตนเอง มี Self - Confidence  ครูมีความมั่นใจในวิชาชีพของตนเอง มีความรู้ในวิชาที่สอนอย่างลึกซึ้ง สามารถถ่ายทอดให้ผู้เรียนได้มีทักษะ การจัดการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้  ให้มีอุดมการณ์ เจตคติในวิชาชีพ ความเป็นครู

                2. ความมั่นใจระหว่างสมาชิกในวิชาชีพเดียวกัน ความไว้วางใจ ครูที่มีอยู่ 6 แสนคน ต้องมีความศรัทธาและไว้วางใจซึ่งกันและกัน

                3. ความมั่นใจจากสาธารณชน ถ้ามีความมั่นใจในตนเอง  ความมั่นใจระหว่างสมาชิกในวิชาชีพเดียวกัน ความมั่นใจจากสาธารณชนก็จะตามมา สาธารณชนจะไว้ใจครู นำลูกหลานมาให้ดูแล  ในระบบการศึกษาไทยเด็กจะอยู่ในโรงเรียน - มหาวิทยาลัย  10 -20 ปี  โรงเรียนจะหล่อหลอม  อบรมเลี้ยงดูเป็นพลเมืองของประเทศที่มีคุณภาพหรือไม่  ระบบการศึกษาต้องรับผิดชอบ การที่จะให้วิชาชีพครูเป็นที่ยอมรับของชุมชน ครูต้องสร้างกลไกที่จะให้เพื่อนร่วมวิชาชีพไว้ใจมั่นใจกันและกันก่อน

                ปัจจุบันมีการเพิ่มวิชาชีพที่มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก หรือรุนแรง และจะมีกระบวนการรับรองคนที่จะเข้าสู่วิชาชีพ ว่าต้องมีความรู้ความสามารถระดับหนึ่ง แต่ละประเทศจะสร้างกลไกรับรองการเข้ามาสู่วิชาชีพ ถ้าไม่มีความรู้ถึงขั้นก็เข้าไม่ได้ เพราะต้องรับรองความปลอดภัยของประชาชน เช่นแพทย์ที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตคน ในสมัยก่อนก็ต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ  ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทุกประเทศต้องมี แต่ละประเทศก็จะมีกลไกที่ไม่เหมือนกัน

                ในประเทศไทย มีอยู่ 10 วิชาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร วิศวกร สถาปนิก ผู้ตรวจสอบบัญชี ทนายความ ตุลาการ  ครูและผู้บริหารการศึกษา  ที่เป็นเช่นนี้เพราะต้องการประกันว่าคนไทยจะไม่มีอาชีพที่ต่ำกว่ามาตรฐาน

                ใบประกอบวิชาชีพ มีกระบวนการได้มาและการยกเลิก ถ้าได้มาโดยเร็ว แต่ไม่ได้มาตรฐานก็ควรยกเลิกไป เพราะต้องคำนึงถึงความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยด้วย เพราะถ้าครูคนหนึ่งซึ่งมีมาตรฐานต่ำ  ก็จะไปทำลายอนาคตของเด็กหลายคน   เพราะฉะนั้นใบประกอบวิชาชีพครู ถ้ารัฐบาลเป็นห่วงลูกหลาน ก็ต้องมั่นคงในการกำหนดใบประกอบวิชาชีพครูและผู้บริหารการศึกษา เพื่อเราจะได้คุณภาพ จัดการศึกษาที่ดีที่สุดให้ประเทศไทย เราละเลยมานานเรื่องคุณภาพการศึกษา   เราต้องคำนึงถึงผลกระทบว่าบุคลากร ที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วมาประกอบวิชาชีพจะเป็นอันตรายต่อผู้มารับบริการ  ตัวอย่างเช่น กรณีโรงแรมถล่มที่จังหวัดนครราชสีมา  เพราะฉะนั้นครู  6 แสนคน จะต้องสร้างกลไกโดยไม่คำนึงถึงตนเอง แต่ต้องคิดว่าจะทำอะไรที่ดีที่สุดต่อวิชาชีพ ต่อลูกศิษย์และต่อประเทศไทย  ต้องกล้าที่จะจัดระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง ตรงไปตรงมา อย่ากลัวการลูบหน้าปะจมูก จัดสิ่งที่ดีงามไว้ให้ลูกหลาน

                การบรรยายพิเศษในวันนี้ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดลำพูน อยากจะให้บรรยายใน  2  เรื่อง คือ  

      แนวคิดใหม่ในการเรียนรู้                     

      จะบริหารโรงเรียนอย่างไร จึงจะประกันคุณภาพการศึกษาได้ 

               แนวคิดใหม่ในการเรียนรู้  ถ้าพูดถึงจักรวาลนักดาราศาสตร์ เชื่อว่า อายุของจักรวาลที่เกิดจาก Big Bank มีจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อ 14,500 ล้านปี ได้เกิดการระเบิดทั้งจักรวาล ทำให้เกิดก๊าซ ไฮโดรเจนและฮีเลียม  กระจายแล้วก็จับกลุ่มกันเกิดความร้อน เกิดการหมุน เกิดธาตุเหล็ก  ออกซิเจน กลุ่มก๊าซต่าง ๆแข็งตัว   รวมตัวกันเป็นกาแลคซี  ในโครงสร้างของแต่ละกาแลคซี ที่สามารถดูรายละเอียดได้  และกาแลคซีมีดาวฤกษ์ 1 แสนล้านดวง เช่นกาแลคซีทางช้างเผือก ดวงอาทิตย์ ก็จะเป็นจุดเล็ก ๆ ในจักรวาล  อายุของพระอาทิตย์หรือ โลก จะมีอายุประมาณ 5 พันล้านปี ตอนนี้อยู่ได้มาครึ่งหนึ่งแล้ว  หลังจากนั้นก็จะสลาย ถ้าโลกมีชีวิตอยู่ถึงตอนนั้น ใน 5 พันล้านปี ที่มีโลกมา 1  พันล้านปีแรก ไม่มีสิ่งมีชีวิต ไม่มีต้นไม้ ไม่มีน้ำ ไม่มีคน  พอ 3 -4 พันล้านปี เริ่มมีสัตว์เซลล์เดียว สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ  จนเกิดมีคล้ายมนุษย์  เมื่อ 2 ล้านปี มนุษย์เริ่มตั้งถิ่นฐาน  เมื่อ 1 หมื่น - 2 หมื่นปี   5,000 ปี เริ่มมีชุมชนโบราณเช่นที่บ้านเชียง   มีวัฒนธรรมมนุษย์ มีภาษาพูด เมื่อ 1 หมื่น ปี ภาษาเขียนเมื่อ 4 - 5 พันปี ภาษาไทยมีประมาณ 700 ปี ขณะนี้ภาษามนุษย์มีอยู่ 5 พันภาษา จากที่เคยมีมา 10,000 กว่าภาษา แล้วในอีก 20 -30 ปีข้างหน้าก็จะลดลงไปอีกคาดว่าจะเหลือ 2-3 พันภาษา นั่นเป็นเพราะอิทธิพลของการสื่อสาร อินเทอร์เนต  การติดต่อสมัยใหม่ ก็จะมีภาษาที่เด่น ๆ ส่วนภาษาที่ไม่มีใครใช้ก็จะล่มสลายไป  เพราะฉะนั้นภาษาไทยก็อยู่ที่พวกเราจะช่วยกันว่าจะให้ภาษาไทยอยู่ได้นานแค่ไหน  ภาษาเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ที่ดี ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ปรับใหม่ ที่จะใช้ในเดือนพฤษภาคม 2546  มีทั้งหมด  8  สาระการเรียนรู้   มี 1 กลุ่มสาระที่พูดถึงภาษาต่างประเทศ โดยมีนโยบาย  3 ข้อคือ

      1. ให้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาบังคับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา

      2. ให้เลือกเรียนภาษาต่างประเทศ ใน 4 ภาษา คือ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น

                  โดยให้โรงเรียนเปิดสอนตามศักยภาพ

      3. โรงเรียนที่อยู่ชายแดน อาจจะเปิดสอนภาษาเพื่อนบ้าน เช่น ภาษาเขมร ,พม่า

               ภาษาคือเครื่องมือในการเรียนรู้ของมนุษย์ เมื่อ 4 - 5 พันปี มนุษย์ใช้วิธีจารลงในหลังเต่า ไม้ไผ่ ใบลาน หรือศิลา  เป็นการบันทึกถาวรที่สามารถเคลื่อนไหว ถ่ายทอดไปได้ เป็นการเปิดโลกการเรียนรู้อย่างมากมายมหาศาล ตอนที่ประเทศจีนสร้างแท่นพิมพ์ได้ ในปลายสมัยราชวงศ์ถัง  ต้นราชวงศ์ซ้อง เป็นแท่นพิมพ์ไม้ และโลหะแต่ก็ไม่ได้รับความนิยม ต่อมาประเทศเยอรมันได้สร้างแท่นพิมพ์ที่เป็นต้นแบบแท่นพิมพ์ในปัจจุบัน เมื่อ 500 ปีที่แล้ว  หนังสือเล่มแรกคือคัมภีร์ไบเบิล ส่วนของไทย มีหมอบรัดเลย์  ได้นำเอาแท่นพิมพ์ภาษไทยเข้ามา และทำหนังสือพิมพ์ไทย สมัยรัชกาลที่ 2 - 3

               เมื่อ 10,000 ปีที่แล้ว มีการถ่ายทอดความรู้แบบปากต่อปาก ตอนที่พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาและปรินิพพาน แล้ว 3 เดือน พระมหากัสสปะ เป็นประธานให้ทบทวน โดยการทำปฐมสังคายนา ใช้เวลา 7 เดือน โดยมีพระอานนท์ พระสารีบุตร และพระอรหันต์อีก 500 รูป โดยไม่มีการพิมพ์หรือการจาร หลังจากนั้น อีก 800 ปี จึงมีการพิมพ์พระไตรปิฎก ในตะวันตกประมาณ หลังจากที่บาทหลวงไม่เข้าไปสอนในมหาวิทยาลัย  ฆราวาสที่มาบริหารมหาวิทยาลัยก็สนใจในสาขาวิชาอื่นที่นอกเหนือจากที่บาทหลวงเคยสอนคือศาสนา ปรัชญา การแพทย์ มาสนใจวิชาดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์    ส่วนใหญ่ได้แนวคิดมาจากตะวันตก  ได้มีการค้นคว้าวิจัย ปรับปรุงมาแล้ว ประมาณ 3-4 ร้อยปี กว่าจะมาถึงเมืองไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการตั้งกระทรวง 12 กระทรวง ตั้งโรงเรียนเฉพาะทาง  เช่นโรงเรียนนายร้อย จปร. โรงเรียนแพทย์ โรงเรียนเกษตร  หลังจากนั้นจึงพัฒนาเป็นระบบโรงเรียนสามัญของกระทรวงธรรมการ กระทรวงศึกษาธิการ  มีการตั้งมหาวิทยาลัย จนถึงวันนี้ เป็นเวลา 110 ปี (.. 2435)

                ในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมามนุษย์ได้ค้นพบคอมพิวเตอร์  เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ทำให้มนุษย์ได้ค้นพบสิ่งที่ไม่เคยได้พบมาก่อน 10 ปีหลัง ช่วง 1900 – 2000 มีการค้นพบความรู้ได้มากและรวดเร็วกว่า 90 ปีที่แล้วรวมกัน และอีก 20 ปี ข้างหน้า ช่วง 2000-2020 เทคโนโลยีในปัจจุบันก็จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในโรงพยาบาล ในโรงเรียน ในสำนักงาน จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ  เครื่องมือใหม่ ๆ ซึ่งเราอาจจะใช้ไม่เป็นก็ได้ แต่ลูกหลานที่จะอยู่ในอีก 20 ปีข้างหน้า  ถ้าระบบการศึกษาเอาความรู้เฉพาะวันนี้ไปสอน อีก 20 ปีข้างหน้าเด็กไทยก็จะมีความรู้ล้าหลัง 20 ปี ระบบการศึกษาถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนเราก็จะล้าหลังประเทศอื่น ๆที่ไล่ตามเทคโนโลยีตลอดเวลา แล้วปรับเปลี่ยนระบบการศึกษา  พัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ของความรู้ด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมต่าง ๆ

                มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งใช้ชื่อว่าการปฏิวัติการเรียนรู้  (Learning  revolution) ไม่ใช่ Reform   ที่แปลว่าการปฏิรูป  แต่การปฏิวัติต้องทำใหม่เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ จากการได้ติดตามข่าวที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แนะนำให้รัฐมนตรีไปอ่านหนังสือ As the future  catches you  เป็นหนังสือที่พูดเรื่องความรู้ของมนุษย์ว่าไปเร็วมากถ้าตามไม่ทันก็จะล้าหลัง เพราะฉะนั้นต้องสร้างระบบการศึกษา (Education Knowledge)  เนื้อหาการศึกษา( Knowledge Content)

                 เทคโนโลยีที่นำมาใช้งานถ้าแบ่งเป็นความรู้ จะแบ่งได้แบ่ง  3  กลุ่ม

      วิทยาศาสตร์กายภาพและเทคโนโลยีกายภาพ เช่น เคมี  ชีววิทยา

        วิทยาศาสตร์การแพทย์และเทคโนโลยีการแพทย์

      สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ และเทคโนโลยีสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์

                วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นความรู้ที่มนุษย์นำมาใช้งาน  เพื่อ

      ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัวและชุมชน

      เพื่อผลทางเศรษฐกิจ ของตนเอง ครอบครัว ชุมชนและประเทศ

      ดูแลรักษาและพัฒนาทรัพยากร ให้ลูกหลานได้ใช้

               เมื่อ 10 ปีที่แล้ว หมอและนักวิทยาศาสตร์ อยากรู้การทำงานของสมองต้องรอให้คนตายก่อน จึงจะได้ศึกษาเรียนรู้ระบบต่าง ๆ เปรียบเทียบกับอาการเมื่อยังมีชีวิตอยู่ แต่ใน 10 ปีสามารถสร้างเทคโนโลยี เพื่อเลียนแบบการทำงานของสมองตั้งแต่เกิดจนแก่ก่อนตายหลังมนุษย์สามารถเรียนรู้การทำงานของสมอง

               สรุปว่าสมองของมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ มีพลังอำนาจสูงมาก  ในทางโครงสร้างมีเซลล์สมองแสนล้านตัว และใน แสนล้านตัวตั้งแต่เกิดก็จะถูกกระตุ้น เซลล์สมองจะสร้างแขนขาไปเชื่อมเซลล์ 1 เซลล์ สร้างแขนขาได้กว่า 2 หมื่นแขนขา ช่วงที่สร้างได้เร็วคือ ช่วงแรกเกิด - 6 ปี และช่วง6 ขวบ - 12 ปี  หลังจากนั้น ถ้าไม่มีความรู้ไม่มีประสบการณ์ใหม่ แขนขาก็จะค่อย ๆ ฝ่อ  หรือถ้ากินยาบ้า ตัวเซลล์ แขนขาก็หายหมด จำนวน เซลล์สมอง และแขนขาที่เชื่อมในศูนย์ต่าง ๆ ทำอย่างไรที่จะให้สมองได้เรียนรู้ ถูกกระตุ้นตลอดเวลา สมองเรียนรู้ได้ตั้งแต่เกิดจนตาย และต้องได้รับอาหารเพียงพอ ไม่ขาดสารอาหารบางอย่าง  เด็กจึงจำเป็นต้องได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะเด็กที่เกิดมาทุกคนเป็นอัจฉริยะ แต่พ่อแม่ ครู ทำให้สมองเสื่อม ระบบการเลี้ยงดู การศึกษาทำให้ลดความอัจฉริยะตลอดเวลา

               ความเห็นของนักจิตวิทยาการเรียนรู้สมัยใหม่เชื่อว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างความรู้เอง โดยรับวัสดุความรู้มาจากพ่อแม่ ครู ชุมชน เปรียบเหมือนการสร้างบ้านก็ต้องมีวัสดุก่อสร้าง เด็กชาวเขาที่ได้รับวัสดุความรู้จากพ่อแม่ จากป่าจากชุมชน ก็จะเก่งในเรื่องของป่า แต่ถ้าเด็กคนเดียวกันได้รับวัสดุความรู้จากในเมือง เด็กก็จะเก่งอีกอย่างหนึ่ง  ถ้าครูคือผู้ป้อนความรู้จริง ทุกชั่วโมงที่ครูสอน เด็กแต่ละคนก็จะถูกป้อนความรู้ในสมอง มนุษย์จะเรียนรู้ได้ต้องมีฉันทะ และเห็นคุณค่าในสิ่งที่จะเรียน เพราะฉะนั้นครูต้องชี้แจงให้นักเรียนเห็นคุณค่าในสิ่งที่จะเรียน  และพร้อมจะเรียน ครูต้องรักศิษย์ สร้างความพร้อมให้ลูกศิษย์ ให้มีแรงดลใจ มีความพร้อมและเห็นคุณค่า การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น

               เด็กแต่ละคนจะมี Intelligent  ซึ่งพระธรรมปิฎกได้ให้ความหมายว่าปรีชาชาญ แบ่งออกได้เป็น 8 ประเภท

      1. ปรีชาชาญทางร่างกาย คือพวกนักกีฬาประเภทต่าง ๆ

      2. ปรีชาชาญทางภาษา

      3. ปรีชาชาญทางคณิตศาสตร์ ตรรกวิทยา

      4. ปรีชาชาญทางสายตา ทัศนศิลป์  คือพวกจิตรกร

      5. ปรีชาชาญทางดนตรี

      6. ปรีชาชาญทางธรรมชาติ

      7. ปรีชาชาญทางความสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น เช่นพวกนิเทศศาสตร์

      8. ปรีชาชาญในการทำงานคนเดียว ไม่สามารถรวมกลุ่มกับใครได้

               ครูในโรงเรียนก็จะมี 8 กลุ่มนี้ นักเรียนก็เหมือนกันเราจึงควรปล่อยนักเรียนให้แสดงพลัง  จิตวิทยาสมัยใหม่จึงยกเรื่อง Personal Intelligence ขึ้นมา โรงเรียนจึงต้องจัดชมรมอย่างหลากหลาย เพื่อให้เด็กที่ปรีชาชาญเข้าชมรมได้ตามความถนัดของตนเอง ซึ่งพบว่าคนที่ประสบความสำเร็จ หลายคน ก็เพราะการทำกิจกรรมการเรียน

               นิสัยการเรียน  และวิธีการเรียนของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ถ้ายกเอาการเรียนรู้ทั้งหมดมาจัดประสบการณ์การเรียนการสอน ก็จะมีรูปแบบต่าง ๆ มากมาย มนุษย์จะเรียนรู้จากการแจก sheet โดยที่ครูไม่สอน   ได้ 10 % ของความรู้  ถ้าครูสอนแต่ไม่แจก sheet  ได้ 20 % ของสิ่งที่ได้ยิน  ถ้าทำ LAB ได้ 30 – 40 % ถ้าได้ฟังบรรยายและทำ LAB ได้ 50 % ถ้าได้อ่านได้ศึกษาด้วยตนเองแล้วสอนเพื่อนหน้าชั้นเรียนได้ 70 – 80 % จากความรู้ทั้งหมด จึงต้องจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ลูกศิษย์  เพราะลูกศิษย์สามารถเรียนรู้ได้เอง ครูจึงมีหน้าที่ป้อนวัสดุความรู้ จัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้เหมาะสมตามนิสัยของนักเรียน มีชมรมให้แสดงความปรีชาชาญ สรุปได้ว่ากิจกรรมการเรียนการสอนที่จะสามารถจัดได้ในโรงเรียน แบ่งออกเป็นการบรรยาย 

      1. โดยครูผู้สอน

      2. การใช้วิทยากรรับเชิญ ส่วนมากจะเป็นผู้ประกอบการเอง มีการลงมือทำและรู้จริง เช่นในประเทศญี่ปุ่นที่มีการเรียนการสอน 6 วัน แต่ในวันเสาร์จะต้องพานักเรียนไปเรียนรู้ประสบการณ์จริงเช่น การทำนา การปลูกผัก

      3. การให้เด็กสอนเด็ก ครูคือผู้จัดการการเรียนรู้    (learning Manager)  ครูไม่ใช่ผู้ป้อนความรู้  แต่การสอนคือวิธี เป้าหมายการศึกษาคือการเรียนรู้ ครูคือผู้จัดการเรียนรู้ การสอนคือวิธีเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้

               ศูนย์กลางของการจัดการศึกษา คือครูต้องช่วยกันทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ Teacher Center Education คือการนำเอาทรัพยากรมาบำรุงผู้สอน ผู้บริหาร โดยไม่สนใจผู้เรียนว่าจะเกิดการเรียนรู้หรือไม่ แต่ Student  Center  Education คือการจัดทรัพยากรต้องคำนึงถึงผู้เรียน สาระของการเรียนรู้คือเป้าหมายของการศึกษา การสอนคือวิธีนำไปสู่การเรียนรู้ ครูต้องเป็นผู้จัดการเรียนรู้  แบบ Student  Center  Education ที่ต้องรับผิดชอบมากกว่า Teacher Center Education

      4. การทำโครงงาน สนับสนุนให้เด็กนักเรียนคิดโครงงาน และจับกลุ่มกันทำงานจะทำให้เด็กเกิดกระบวนการคิดแบบ P D C A นักเรียนจะเรียนรู้การทำงานแบบมีเป้าหมาย ทำงานร่วมกับคนอื่น และสามารถประเมินผลงานได้

                การบริหารโรงเรียน

                รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายปองพล อดิเรกสาร) ได้นำเอากฎหมายสำคัญผ่านกระบวนการทางกฎหมายในเดือนพฤษภาคม คาดว่าน่าจะได้ระเบียบวิธีปฏิบัติราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ในปีการศึกษา 2546 จึงน่าจะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คือ

                  1. การปรับพ... ตามโครงสร้างการศึกษา เขตพื้นที่ โครงสร้างการบริหารงานในเขตพื้นที่  การบริหารงานส่วนกลาง กระทรวงศึกษาธิการ การยุบทบวงมหาวิทยาลัย  ระบบราชการครู ผู้บริหาร การใช้หลักสูตรใหม่ ในปี 2546, 2547, 2548 และในปี 2549 ก็จะมีการยกเลิกการสอบ Entrance โดยจะใช้ระบบคัดเลือกแทน

                       การศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามแนวคิดของยูเนสโก หรือ เวิลด์แบงค์  เมื่อ 30 – 40 ปีที่แล้ว จะให้เงินกู้เพื่อการจัดศึกษาให้อ่านออกเขียนได้ แต่ในปัจจุบัน ในยุคของเทคโนโลยีการอ่านออกเขียนได้อย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงต้องมีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยวัตถุประสงค์ในเชิงสากล คือ

                 1. การศึกษาเป็นฐานสำหรับความเป็นพลเมืองดีของประเทศ  ถ้าต้องการให้เด็กมีคุณค่า คุณธรรมอย่างไร ก็สามารถใส่ไว้ได้ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน  หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด  เพราะฉะนั้นเนื้อหาในหนังสือที่ของกรมวิชาการจัดพิมพ์ขึ้นและนำมาใช้ 10 ปี ก็จะกลายเป็นวิทยาศาสตร์โบราณคดี เคมีโบราณคดี ฯลฯ ไม่ทันสมัย ไม่เหมาะสมกับเด็กทุกคน และทุกพื้นที่  ในยุคที่เทคโนโลยีเคลื่อนไปข้างหน้า พลเมืองไทยก็จะล้าหลัง ถ้าได้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานจะสามารถเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เข้าใจอะไรได้เร็วกว่า มองทะลุปรุโปร่งมากกว่า ถ้าเป็นเกษตรกร ก็สามารถเรียนรู้เทคโนโลยีการเกษตร ได้                

                  2. การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

                  3. การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นฐานสำหรับอาชีวศึกษา

                  4. การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นฐานสำหรับอุดมศึกษา

                      การศึกษาขั้นพื้นฐานจึงสำคัญมากในกระบวนการใหม่ โดยมีเนื้อหาเป็นหมู 3 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นอาจจะไม่เท่ากัน  แต่ก็ต้องมีทั้ง 3 ชั้น คือ

      มีเนื้อหาที่เป็นสากล

      มีเนื้อหาที่เป็นไทย 

      มีเนื้อหาที่เหมาะสมกับท้องถิ่น

               จึงทำให้เกิดสาระการเรียนรู้ 8 หมวด  แต่ละหมวดเป็นหมู  3  ชั้นจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน  และมีพิเศษอีก 1 หมวด ที่สำคัญคือหมวดพัฒนาผู้เรียน ซึ่งประกอบด้วยการแนะแนวนักเรียนและกิจกรรมนักเรียน ในโรงเรียนจึงควรมี 8 + 1 ทำงานด้วยกัน เช่นการแก้ปัญหายาเสพติด ก็ไม่ใช่งานของหมวดพัฒนาผู้เรียนอย่างเดียว

               ขณะนี้จุดอ่อนของระบบก็คือไม่มีเครื่องวัดที่เป็นไม้บรรทัดเดี่ยว แต่ต่อไปนี้จะมีระบบกรรมการกลาง  เขตพื้นที่  โรงเรียน โดยจะมีการวัดผลใน 3 ระดับ

               การสอบกลาง จะมีศูนย์ข้อสอบกลางแห่งชาติ ดูแลมาตรฐานกลางในแต่ละช่วงชั้น  โรงเรียนไหนที่มีผลการสอบเฉลี่ยต่ำกว่ามาตรฐาน ผู้รับผิดชอบก็ต้องมาหาสาเหตุ ปัจจัยและร่วมกันแก้ไขต่อไป  เพราะฉะนั้นในโรงเรียนจึงต้องมีคณะกรรมการบริหารหลักสูตร  ที่มีผู้บริหารโรงเรียนเป็นประธาน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มสาระ ทั้ง 8+1 ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน  ภายในเวลา 5 ปี ต้องนำผลการสอบมาพิจารณา เพื่อให้เขตพื้นที่จัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม 

               ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียนจึงจำเป็นต้องเป็นแกนหลักในการบริหารหลักสูตร ซึ่งหลักสูตรของแต่ละโรงเรียนก็จะไม่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็ตามโรงเรียนก็พึงระลึกเสมอว่า หลักสูตรสถานศึกษาของตนเองต้องเป็นหลักสูตรที่มีชีวิต จึงจะทำให้การบริหารหลักสูตรนั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นหลักสูตรสถานศึกษาอย่างแท้จริง

                จึงขอฝากผู้บริหารและครู-อาจารย์ ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสนองตอบเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาให้มากที่สุด / สวัสดี                            

    กลับหน้าแรกกระทรวงฯ
    Copyright & copy : 2003 MOENet Thailand Service
    แหล่งข้อมูล : กลุ่มช่วยอำนวยการฯ
    ปรับปรุงข้อมูล : 27 กุมภาพันธ์ 2545
    รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ :
    กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
    ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
    โทร. 281-9809, 628-5643, 628-5644  โทรสาร  281-8218, 2829241
    ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
    website@emisc.moe.go.th