
|
ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน
ท่านผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดลำพูน
ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ครู-อาจารย์
และครูแกนนำทุกท่าน ขอบคุณที่ให้โอกาสมาบรรยายในวันนี้ มี
2-3
เรื่องที่อาจเป็นแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้
การศึกษา
เรื่องแรกคือเรื่องของครูแกนนำ
เมื่อ
2
ปี ก่อนได้มีโอกาสพุดคุยกับครูต้นแบบ ครูแกนนำ
ครูดีเด่นต่าง ๆ ที่คนยกย่อง ทำให้ได้ข้อสรุปไปเสนอสภาการศึกษาแห่งชาติ ว่า
คนที่เป็นครูแกนนำได้จะมีลักษณะเด่น ๆ
อยู่
5
ประการ คือ
1.
เป็นคนที่มีจิตใจที่มั่นคงในอาชีพครู
ส่วนมากครูเหล่านี้จะเล่าว่าทำไมถึงมาทำอาชีพนี้ ทำไมถึงมาเป็นครู
และยืนหยัดอยู่ได้ บางคนเกือบจะเกษียณ สอนหนังสือมา
20 -30
ปี มีอยู่รายหนึ่งที่เป็นแบบอย่าง
คือครูผู้หญิงคนหนึ่ง จบปกศ.สูง
สอบรรจุรับราชการครูที่จังหวัดเชียงราย ต้องจากถิ่นที่อยู่
ไปอยู่เชียงรายและในช่วงนั้นที่เชียงรายมีปัญหาเรื่องผู้ก่อการร้าย
จึงมีทหาร ตำรวจ
พลเรือนได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ
จะมีเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลต่าง ๆ
รวมทั้งโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์
เฮลิคอปเตอร์จะลำเลียงผู้บาดเจ็บมาตอนพลบค่ำ และครูคนนี้ก็สังเกตเห็นว่า
ทุกครั้งที่มีเฮลิคอปเตอร์มาลง ชาวบ้านก็จะมามุงดูกัน
ก็เลยเกิดความสงสัยว่ามาดูอะไรกัน จนวันหนึ่งจึงได้ไปดูบ้าง
ก็พบว่าพระเจ้าแผ่นดิน มาลำเลียงผู้บาดเจ็บด้วยพระองค์เอง
ก็เลยเกิดความประทับใจ ว่าพระเจ้าแผ่นดินท่านยังอนาทรต่อผู้บาดเจ็บ
และมาสะท้อนถึงตัวเองว่าเป็นครูตัวเล็ก ๆ
ที่พลัดถิ่นที่อยู่มาสอนหนังสือที่เชียงราย จึงเกิดแรงดลใจ
เกิดอุดมการณ์จากภาพนั้นว่า ต่อไปนี้
"ฉันจะทำในสิ่งที่จะทำ
รักที่จะทำให้ดีที่สุดตลอดชีวิต คือฉันจะเป็นครูที่ดีที่สุดให้ได้"
เพราะฉะนั้นครูแกนนำ ทั้ง
41
คน ในวันนี้ ก็คงจะมีเป้าหมายในชีวิต
และตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นครูที่ดีที่สุดให้ได้
2.
มีความบริสุทธิ์ใจต่อลูกศิษย์
มีความรักลูกศิษย์อยากให้ลูกศิษย์ได้ดี
ไม่ได้ขีดคั่นตัวเองไว้เฉพาะในชั่วโมงสอน ขีดคั่นเฉพาะวิชาที่สอน
แต่ความรักที่แสดงออกทั้งในเวลาเรียน และเลิกเรียน ในกิจกรรมตามหลักสูตร
กิจกรรมพัฒนาหลักสูตร แม้กระทั่งไปเยี่ยมบ้านลูกศิษย์ที่มีปัญหา
เจ็บป่วยหรือไม่สบาย ตามดูแลศิษย์ด้วยความรัก คำว่าลูกศิษย์
ในภาษาไทยมีทั้งคำว่า ลูกและศิษย์ แสดงถึงความใกล้ชิดความรักที่มีต่อกัน
สิ่งที่มีอยู่ในใจคือรักลูกศิษย์ เคยเห็นครูรักลูกศิษย์และผิดหวัง
ทำให้ท้อถอยต่ออาชีพครู
มีครูที่ผิดหวังที่ลูกศิษย์จบไปแล้วเดินผ่านโดยไม่มอง
จากประสบการณ์สอนหนังสือมา
30
กว่าปี
ได้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อการสอน และคิดว่าใครที่เคยเป็นลูกศิษย์
แม้ครั้งหนึ่งในชีวิตก็จะถือว่าเป็นลูกศิษย์ตลอดไป ถึงแม้จะจบไปกี่ปี
ถ้ายังต้องการคำปรึกษา ความช่วยเหลือ ก็พร้อมเสมอ
แต่จะขีดคั่นไว้ว่าจะไม่หวังอะไรจากศิษย์แม้แต่คำขอบคุณ
เพราะถ้าหวังแล้วอาจจะผิดหวังได้ ลูกศิษย์ร้อยคนพันคน เมื่อเวลาผ่านไป
10 -20
ปี
แล้วเขายังมีความรักครู เอื้ออาทรต่อครูนั่นถือเป็นกำไร
แค่คำขอบคุณก็เป็นกำไรแล้ว เพราะเราหวังศูนย์
ถ้าเป็นครูต้องอย่าหวังอะไรจากศิษย์
ให้ความรักอย่างเต็มที่อย่าหวังอะไรกลับถ้าไม่อยากผิดหวัง
ครู
ผู้บริหารในที่นี้ ก็เคยเป็นนักเรียนมาก่อน ถ้ามองย้อนกลับไป
ท่านก็เคยมีครูมามากมาย ลองถามตัวเองดูว่า
ท่านเคยได้ตอบแทนครูที่ยังมีชีวิตอยู่บ้างหรือเปล่า
แล้วจะหวังให้ลูกศิษย์มาตอบแทนได้อย่างไร
มีใครเคยได้ไปกราบครู
อย่างน้อยปีละครั้ง 2
ปีครั้ง หรือ
3 ปีครั้ง
ถ้าอยากให้ศิษย์เคารพนับถือท่านหลังจากจบไปแล้ว
10
-
20
ปี ท่านก็ต้องทำกับครูเก่าของท่านให้ลูกศิษย์เห็นเพราะความกตัญญูกตเวทิตาคุณสอนไม่ได้แต่ทำเป็นตัวอย่างให้ดูได้
เหมือนพ่อแม่ที่ฟูมฟักลูกโดยหวังว่าเมื่อแก่เฒ่าลูกจะกตัญญูต่อท่าน
ต้องถามว่าท่านทำอะไรต่อพ่อแม่ของท่านให้ลูกดู
กตัญญูกตเวทิตาคุณมีวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
3.
ไม่หวังพึ่งงบประมาณแผ่นดิน
เคยมีครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นเล่าให้ฟังว่า พอตอนเย็นจะมีลูกศิษย์กลุ่มหนึ่ง
ช่วยกันเก็บขยะในถังขยะตามห้องเรียนเพื่อเอากระดาษจากถังขยะมาเป็นอุปกรณ์การสอนในวันรุ่งขึ้น
ไม่เคยหวังพึ่งงบประมาณแผ่นดิน ครูหลายคนที่ใช้สื่อในท้องถิ่น
เป็นอุปกรณ์การสอน
ถ้าหวังพึ่งแต่งบประมาณแผ่นดินวันนี้ก็คงไม่ได้เป็นครูดีเด่น
เพราะฉะนั้นอย่าท้อถอย ครูหลายคนเป็นครูหัวดื้อสำหรับผู้บริหาร
บางคนถูกสอบวินัย แต่ก็ทนจนได้เป็นครูดีเด่น ระบบราชการมีจุดดีเยอะ
มีจุดอ่อนมาก ถ้ายอมแพ้ก็เป็นครูดีเด่นหรือครูต้นแบบไม่ได้
งบประมาณแผ่นดินก็อยู่แต่ข้างบน จะมาไม่ถึงพวกเรา
ครูดีเด่น ครูต้นแบบต้องไม่ท้อ
เพราะถ้าท้อจะแพ้ ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน หรือในถังขยะก็ได้
4.
ครูต้นแบบจะสอนโดยใช้การบูรณาการวิชาการด้านต่าง ๆ
เข้าด้วยกัน คำว่าบูรณาการ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า
Integration
มาจากคำว่า
Integrate
แปลว่า"ตัวเต็ม
เพราะฉะนั้นคำว่า
Integration
คือการเอาตัวเต็มหลาย ๆตัว มาช่วยกันทำงาน
การบูรณาการคือ
การเอาเนื้อหาวิชาหนึ่งที่จะสอนและเอาเนื้อหาวิชาอื่นมาผสม
มีตัวอย่างครูภาษาไทยที่ภาคใต้
มีวิธีการสอนเด็กไม่ให้หลับโดยการเอาเพลงไทยเดิม
เนื้อเพลงสากล ข่าว มาบูรณาการกับการสอนภาษาไทย
การบูรณาการข้ามวิชา
แต่เอาวัตถุประสงค์
เนื้อหาที่จะสอนเป็นหลัก
และใช้ศาสตร์อื่นมาช่วยจะทำให้ลูกศิษย์ได้รับความรู้มากมาย
5.
ไม่ย่ำอยู่กับที่ ครูต้องพยายามหาวิธีการใหม่
ๆ
มาจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ลูกศิษย์อยู่เสมอ มีนวัตกรรมใหม่ ๆ
(Innovation)
ไม่ใช้วิธีเดิม
แต่พยายามดัดแปลงหรือปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับผู้เรียนแต่ละรุ่นแต่ละคน
ในปัจจุบันอาชีพครูไม่ใช่อาชีพที่
Attractive
ไม่ใช่อาชีพที่สังคมอยากเป็นเหมือนสมัยก่อน
เมื่อตอนเด็กอยู่ในตลาดจำได้ว่าเห็นครู
3 - 4
คน เดินในตลาด
ชาวบ้านจะให้ความเคารพมากเพราะครูจะเป็นปูชนียบุคคลของชุมชน ไม่ใช่ปูชนียบุคคลเฉพาะของลูกศิษย์
ครูไม่เคยสอนกวดวิชา
แต่จะสอนเสริมให้โดยไม่คิดเงิน จะดูลูกศิษย์ว่าสนใจอะไร จะเรียนต่อด้านไหน
ทุ่มเททั้งชีวิตให้ศิษย์ ครูสมัยก่อนไม่เป็นหนี้ใคร เพราะครูอายที่จะไปยืมเงิน
การได้รับการยอมรับจากสังคมทำให้ครูต้องใช้ชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี สมถะ
ศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่จะอยู่ได้นาน
สมัยก่อนสังคมจะยกย่องวิชาชีพครูว่าเป็น
Professional
คำว่า
Profess
แปลว่าสารภาพบาปต่อพระเจ้า
ในสมัยก่อนนักวิชาชีพจะมีอยู่
3
อาชีพตามแนวคิดตะวันตก คือ
จึงมีจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งก็คือข้อปฏิบัติ หลักการปฏิบัติที่คนในวิชาชีพตกลง
1.
มั่นใจในตนเอง มั่นใจในความสามารถของตนเอง มี
Self - Confidence
ครูมีความมั่นใจในวิชาชีพของตนเอง มีความรู้ในวิชาที่สอนอย่างลึกซึ้ง
สามารถถ่ายทอดให้ผู้เรียนได้มีทักษะ การจัดการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้
ให้มีอุดมการณ์ เจตคติในวิชาชีพ
ความเป็นครู
2.
ความมั่นใจระหว่างสมาชิกในวิชาชีพเดียวกัน
ความไว้วางใจ ครูที่มีอยู่ 6
แสนคน
ต้องมีความศรัทธาและไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ปัจจุบันมีการเพิ่มวิชาชีพที่มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก
หรือรุนแรง และจะมีกระบวนการรับรองคนที่จะเข้าสู่วิชาชีพ
ว่าต้องมีความรู้ความสามารถระดับหนึ่ง
แต่ละประเทศจะสร้างกลไกรับรองการเข้ามาสู่วิชาชีพ
ถ้าไม่มีความรู้ถึงขั้นก็เข้าไม่ได้ เพราะต้องรับรองความปลอดภัยของประชาชน
เช่นแพทย์ที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตคน ในสมัยก่อนก็ต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ
ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทุกประเทศต้องมี
แต่ละประเทศก็จะมีกลไกที่ไม่เหมือนกัน
ในประเทศไทย มีอยู่
10
วิชาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกร วิศวกร
สถาปนิก ผู้ตรวจสอบบัญชี ทนายความ ตุลาการ
ครูและผู้บริหารการศึกษา
ที่เป็นเช่นนี้เพราะต้องการประกันว่าคนไทยจะไม่มีอาชีพที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
ใบประกอบวิชาชีพ
มีกระบวนการได้มาและการยกเลิก ถ้าได้มาโดยเร็ว แต่ไม่ได้มาตรฐานก็ควรยกเลิกไป
เพราะต้องคำนึงถึงความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยด้วย
เพราะถ้าครูคนหนึ่งซึ่งมีมาตรฐานต่ำ ก็จะไปทำลายอนาคตของเด็กหลายคน
เพราะฉะนั้นใบประกอบวิชาชีพครู
ถ้ารัฐบาลเป็นห่วงลูกหลาน
ก็ต้องมั่นคงในการกำหนดใบประกอบวิชาชีพครูและผู้บริหารการศึกษา
เพื่อเราจะได้คุณภาพ จัดการศึกษาที่ดีที่สุดให้ประเทศไทย
เราละเลยมานานเรื่องคุณภาพการศึกษา
เราต้องคำนึงถึงผลกระทบว่าบุคลากร
ที่ไม่ได้มาตรฐานแล้วมาประกอบวิชาชีพจะเป็นอันตรายต่อผู้มารับบริการ
ตัวอย่างเช่น
กรณีโรงแรมถล่มที่จังหวัดนครราชสีมา
เพราะฉะนั้นครู
6
แสนคน จะต้องสร้างกลไกโดยไม่คำนึงถึงตนเอง
แต่ต้องคิดว่าจะทำอะไรที่ดีที่สุดต่อวิชาชีพ ต่อลูกศิษย์และต่อประเทศไทย
ต้องกล้าที่จะจัดระบบการศึกษาให้เข้มแข็ง ตรงไปตรงมา อย่ากลัวการลูบหน้าปะจมูก
จัดสิ่งที่ดีงามไว้ให้ลูกหลาน การบรรยายพิเศษในวันนี้ผู้อำนวยการสามัญศึกษาจังหวัดลำพูน อยากจะให้บรรยายใน 2 เรื่อง คือ
1.
ให้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาบังคับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา 2.
ให้เลือกเรียนภาษาต่างประเทศ ใน
4 ภาษา คือ
ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน
โดยให้โรงเรียนเปิดสอนตามศักยภาพ 3.
โรงเรียนที่อยู่ชายแดน อาจจะเปิดสอนภาษาเพื่อนบ้าน เช่น ภาษาเขมร
,พม่า
ภาษาคือเครื่องมือในการเรียนรู้ของมนุษย์ เมื่อ
4 - 5
พันปี มนุษย์ใช้วิธีจารลงใน
เมื่อ 10,000
ปีที่แล้ว
มีการถ่ายทอดความรู้แบบปากต่อปาก ตอนที่พระพุทธเจ้า
ในช่วง
30
ปี ที่ผ่านมามนุษย์ได้ค้นพบคอมพิวเตอร์
เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่
ที่ทำให้มนุษย์ได้ค้นพบสิ่งที่ไม่เคยได้พบมาก่อน
10
ปีหลัง ช่วง
1900 2000
มีการค้นพบความรู้ได้มากและรวดเร็วกว่า
90
ปีที่แล้วรวมกัน และอีก
20
ปี ข้างหน้า ช่วง
2000-2020
เทคโนโลยีในปัจจุบันก็จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่
ๆ ในโรงพยาบาล ในโรงเรียน ในสำนักงาน จะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ
เครื่องมือใหม่ ๆ
ซึ่งเราอาจจะใช้ไม่เป็นก็ได้ แต่ลูกหลานที่จะอยู่ในอีก
20
ปีข้างหน้า
ถ้าระบบการศึกษาเอาความรู้เฉพาะวันนี้ไปสอน อีก
20
ปีข้างหน้าเด็กไทยก็จะมีความรู้ล้าหลัง
20
ปี
ระบบการศึกษาถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนเราก็จะล้าหลังประเทศอื่น
ๆที่ไล่ตามเทคโนโลยีตลอดเวลา แล้วปรับเปลี่ยนระบบการศึกษา
พัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ของความรู้ด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมต่าง ๆ
มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งใช้ชื่อว่าการปฏิวัติการเรียนรู้
(Learning
revolution)
ไม่ใช่
Reform
ที่แปลว่าการปฏิรูป
แต่การปฏิวัติต้องทำใหม่เปลี่ยนวิธีคิดใหม่
จากการได้ติดตามข่าวที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี
ได้แนะนำให้รัฐมนตรีไปอ่านหนังสือ As
the future catches
you
เป็นหนังสือที่พูดเรื่องความรู้ของมนุษย์ว่าไปเร็วมากถ้าตามไม่ทันก็จะล้าหลัง
เพราะฉะนั้นต้องสร้างระบบการศึกษา (Education
Knowledge)
เนื้อหาการศึกษา(
Knowledge Content)
เทคโนโลยีที่นำมาใช้งานถ้าแบ่งเป็นความรู้ จะแบ่งได้แบ่ง
3
กลุ่ม
เมื่อ 10
ปีที่แล้ว หมอและนักวิทยาศาสตร์
อยากรู้การทำงานของสมองต้องรอให้
สรุปว่าสมองของมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ มีพลังอำนาจสูงมาก
ในทางโครงสร้างมีเซลล์สมองแสนล้านตัว และใน
แสนล้านตัวตั้งแต่เกิดก็จะถูกกระตุ้น เซลล์สมองจะสร้างแขนขาไปเชื่อมเซลล์
1
เซลล์
สร้างแขนขาได้กว่า 2
หมื่นแขนขา
ช่วงที่สร้างได้เร็วคือ ช่วงแรกเกิด
- 6
ปี และช่วง6
ขวบ
- 12
ปี
หลังจากนั้น
ถ้าไม่มีความรู้ไม่มีประสบการณ์ใหม่ แขนขาก็จะค่อย ๆ ฝ่อ
หรือถ้ากินยาบ้า
ตัวเซลล์ แขนขาก็หายหมด จำนวน เซลล์สมอง และแขนขาที่เชื่อมในศูนย์ต่าง ๆ
ทำอย่างไรที่จะให้สมองได้เรียนรู้ ถูกกระตุ้นตลอดเวลา
สมองเรียนรู้ได้ตั้งแต่เกิดจนตาย และต้องได้รับอาหารเพียงพอ
ไม่ขาดสารอาหารบางอย่าง
เด็กจึงจำเป็นต้องได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เพราะเด็กที่เกิดมาทุกคนเป็นอัจฉริยะ แต่พ่อแม่ ครู ทำให้สมองเสื่อม
ระบบการเลี้ยงดู การศึกษาทำให้ลดความอัจฉริยะตลอดเวลา
ความเห็นของนักจิตวิทยาการเรียนรู้สมัยใหม่เชื่อว่า
มนุษย์เป็นผู้สร้างความรู้เอง โดยรับวัสดุความรู้มาจากพ่อแม่ ครู ชุมชน
เปรียบเหมือนการสร้างบ้านก็ต้องมีวัสดุก่อสร้าง
เด็กชาวเขาที่ได้รับวัสดุความรู้จากพ่อแม่ จากป่าจากชุมชน
ก็จะเก่งในเรื่องของป่า แต่ถ้าเด็กคนเดียวกันได้รับวัสดุความรู้จากในเมือง
เด็กก็จะเก่งอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าครูคือผู้ป้อนความรู้จริง
ทุกชั่วโมงที่ครูสอน เด็กแต่ละคนก็จะถูกป้อนความรู้ในสมอง
มนุษย์จะเรียนรู้ได้ต้องมีฉันทะ และเห็นคุณค่าในสิ่งที่จะเรียน
เพราะฉะนั้นครูต้องชี้แจงให้นักเรียนเห็นคุณค่าในสิ่งที่จะเรียน
และพร้อมจะเรียน ครูต้องรักศิษย์
สร้างความพร้อมให้ลูกศิษย์ ให้มีแรงดลใจ มีความพร้อมและเห็นคุณค่า
การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น
เด็กแต่ละคนจะมี
Intelligent
ซึ่งพระธรรมปิฎกได้ให้ความหมายว่าปรีชาชาญ
1.
ปรีชาชาญทางร่างกาย คือพวกนักกีฬาประเภทต่าง ๆ 2.
ปรีชาชาญทางภาษา
3.
ปรีชาชาญทางคณิตศาสตร์ ตรรกวิทยา 4.
ปรีชาชาญทางสายตา ทัศนศิลป์
คือพวกจิตรกร 5.
ปรีชาชาญทางดนตรี 6.
ปรีชาชาญทางธรรมชาติ 7.
ปรีชาชาญทางความสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น เช่นพวกนิเทศศาสตร์ 8.
ปรีชาชาญในการทำงานคนเดียว ไม่สามารถรวมกลุ่มกับใครได้
ครูในโรงเรียนก็จะมี
8 กลุ่มนี้
นักเรียนก็เหมือนกันเราจึงควรปล่อยนักเรียนให้
นิสัยการเรียน
และวิธีการเรียนของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
ถ้ายกเอาการเรียนรู้ทั้งหมดมาจัดประสบการณ์การเรียนการสอน ก็จะมีรูปแบบต่าง ๆ
มากมาย มนุษย์จะเรียนรู้จากการแจก
sheet โดยที่ครูไม่สอน
ได้
10 %
ของความรู้
ถ้าครูสอนแต่ไม่แจก
sheet
ได้
20 %
ของสิ่งที่ได้ยิน
ถ้าทำ
LAB
ได้ 30
40 % ถ้าได้ฟังบรรยายและทำ
LAB
ได้ 50 %
ถ้าได้อ่านได้ศึกษาด้วยตนเองแล้วสอนเพื่อนหน้าชั้นเรียนได้
70 80 %
จากความรู้ทั้งหมด
จึงต้องจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ลูกศิษย์ เพราะลูกศิษย์สามารถเรียนรู้ได้เอง
ครูจึงมีหน้าที่ป้อนวัสดุความรู้
จัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้เหมาะสมตามนิสัยของนักเรียน
มีชมรมให้แสดงความปรีชาชาญ
สรุปได้ว่ากิจกรรมการเรียนการสอนที่จะสามารถจัดได้ในโรงเรียน แบ่งออกเป็น
1. โดยครูผู้สอน
2. การใช้วิทยากรรับเชิญ ส่วนมากจะเป็นผู้ประกอบการเอง มีการลงมือทำและรู้ 3.
การให้เด็กสอนเด็ก ครูคือผู้จัดการการเรียนรู้
(learning Manager)
ครูไม่ใช่ผู้ป้อนความรู้
แต่การสอนคือวิธี
เป้าหมายการศึกษาคือการเรียนรู้ ครูคือผู้จัดการเรียนรู้
การสอนคือวิธีเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้
ศูนย์กลางของการจัดการศึกษา
คือครูต้องช่วยกันทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
4. การทำโครงงาน
สนับสนุนให้เด็กนักเรียนคิดโครงงาน
และจับกลุ่มกันทำงานจะทำให้เด็กเกิดกระบวนการคิดแบบ
P D C A
นักเรียนจะเรียนรู้การทำงานแบบมีเป้าหมาย
ทำงานร่วมกับคนอื่น และสามารถประเมินผลงานได้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
(นายปองพล
อดิเรกสาร)
ได้นำเอากฎหมายสำคัญผ่านกระบวนการทางกฎหมายในเดือนพฤษภาคม
คาดว่าน่าจะได้ระเบียบวิธีปฏิบัติราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ในปีการศึกษา
2546
จึงน่าจะมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น คือ
1.
การปรับพ.ร.บ.
ตามโครงสร้างการศึกษา
เขตพื้นที่ โครงสร้างการบริหารงานในเขตพื้นที่
การบริหารงานส่วนกลาง
กระทรวงศึกษาธิการ การยุบทบวงมหาวิทยาลัย
ระบบราชการครู ผู้บริหาร
การใช้หลักสูตรใหม่ ในปี 2546, 2547,
2548 และในปี
2549
ก็จะมีการยกเลิกการสอบ
Entrance
โดยจะใช้ระบบคัดเลือกแทน
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
ตามแนวคิดของยูเนสโก หรือ เวิลด์แบงค์
เมื่อ
30 40
ปีที่แล้ว
จะให้เงินกู้เพื่อการจัดศึกษาให้อ่านออกเขียนได้ แต่ในปัจจุบัน
ในยุคของเทคโนโลยีการอ่านออกเขียนได้อย่างเดียวไม่เพียงพอ
จึงต้องมีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยวัตถุประสงค์ในเชิงสากล คือ
1. การศึกษาเป็นฐานสำหรับความเป็นพลเมืองดีของประเทศ
ถ้าต้องการให้เด็ก
2. การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต
3. การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นฐานสำหรับอาชีวศึกษา
4. การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นฐานสำหรับอุดมศึกษา
จึงทำให้เกิดสาระการเรียนรู้
8
หมวด
แต่ละหมวดเป็นหมู
3 ชั้นจะมากหรือน้อย
ขณะนี้จุดอ่อนของระบบก็คือไม่มีเครื่องวัดที่เป็นไม้บรรทัดเดี่ยว
แต่ต่อไปนี้จะมีระบบกรรมการกลาง
เขตพื้นที่
โรงเรียน
โดยจะมีการวัดผลใน 3
ระดับ
การสอบกลาง
จะมีศูนย์ข้อสอบกลางแห่งชาติ ดูแลมาตรฐานกลางในแต่ละช่วงชั้น
โรงเรียนไหนที่มีผลการสอบเฉลี่ยต่ำกว่ามาตรฐาน ผู้รับผิดชอบก็ต้องมาหาสาเหตุ
ปัจจัยและร่วมกันแก้ไขต่อไป
เพราะฉะนั้นในโรงเรียนจึงต้องมีคณะกรรมการบริหารหลักสูตร ที่มีผู้บริหารโรงเรียนเป็นประธาน
ผู้ช่วยผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มสาระ ทั้ง
8+1
ซึ่งจะต้องรับผิดชอบต่อการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน
ภายในเวลา
5
ปี ต้องนำผลการสอบมาพิจารณา
เพื่อให้เขตพื้นที่จัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม
ดังนั้นผู้บริหารโรงเรียนจึงจำเป็นต้องเป็นแกนหลักในการบริหารหลักสูตร
ซึ่งหลักสูตรของแต่ละโรงเรียนก็จะไม่เหมือนกัน
แต่อย่างไรก็ตามโรงเรียนก็พึงระลึกเสมอว่า
หลักสูตรสถานศึกษาของตนเองต้องเป็นหลักสูตรที่มีชีวิต
จึงจะทำให้การบริหารหลักสูตรนั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และเป็นหลักสูตรสถานศึกษาอย่างแท้จริง
จึงขอฝากผู้บริหารและครู-อาจารย์
ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสนองตอบเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาให้มากที่สุด
/
สวัสดี |
|
|