|
|
||||||||||||||
|
โดย
คณะกรรมการประชาสัมพันธ์การเข้าสู่โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ เปลี่ยนโครงสร้างไปตามกฎหมายใหม่ พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 บัญญัติให้มีกระทรวงศึกษาธิการ โดยการจัดระเบียบราชการกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติที่ออกตามนัยของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้าง องค์กร การแบ่งส่วนงาน การจัดระบบครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา และการจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา ทั้งนี้ ในส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลได้ทยอยเสนอไปยังรัฐสภาเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติ สำหรับการจัดโครงสร้าง องค์กร การแบ่งส่วนงานนั้น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ2546 ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติให้กระทรวงศึกษาธิการจัดระบบบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐออกเป็น (1) ระเบียบบริหารราชการในส่วนกลาง (2) ระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา และ (3) ระเบียบบริหารราชการในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล สำหรับในส่วนกลางให้มีสำนักงานปลัดกระทรวง และองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภาหรือในรูปคณะกรรมการ จำนวนสี่องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยให้มีสำนักงานของคณะกรรมการองค์กรหลักดังกล่าว สำหรับเขตพื้นที่การศึกษากำหนดให้มีคณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รับผิดชอบการกำกับ ดูแล ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน รวมทั้งการบริหารและการจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่กฎหมายกำหนดให้อยู่ในการกำกับ ดูแล ของเขตพื้นที่การศึกษา สำหรับการกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการแต่ละคณะ ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ทั้งนี้ บทเฉพาะกาลแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ มาตรา 70 บัญญัติว่า บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง เกี่ยวกับการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะได้มีการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินห้าปีนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และมาตรา 71 บัญญัติว่า ให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานการศึกษา และสถานศึกษาที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยังคงมีฐานะและอำนาจหน้าที่เช่นเดิม จนกว่าจะได้มีการจัดระบบการบริหารและการจัดการศึกษาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ในการนี้ คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ต่อสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว บัดนี้ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งระบบนับตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไป สภาพการเปลี่ยนแปลง
เมื่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มีผลใช้บังคับ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ 1 สถานภาพของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการใหม่
ประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี และ 5 หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานปลัดกระทรวง
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
3
สถานภาพของสถานศึกษา 3.1 โรงเรียน วิทยาลัย และสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่น ยังคงมีสถานะเป็นสถานศึกษาตามประกาศเดิม จนกว่าจะมีการประกาศของกระทรวงศึกษาธิการขึ้นมารองรับใหม่ ทั้งนี้ ไม่เกิน 20 สิงหาคม 2547 3.2 โรงเรียน วิทยาลัย หรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดกรมสามัญศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ยกเว้น ศูนย์การศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการ และโรงเรียนสำหรับคนพิการต้องขึ้นกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง 3.3 โรงเรียน วิทยาลัย หรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งจัดการศึกษาประเภทอาชีวศึกษาในสังกัดกรมอาชีวศึกษา เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 3.4 โรงเรียน หรือสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ 3.5 สำหรับโรงเรียน หรือวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จะมีการมอบอำนาจให้อยู่ในการกำกับดูแลและประสานส่งเสริมของเขตพื้นที่การศึกษา 4 สถานะตามอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีและข้าราชการ
4.1 อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย และอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของสำนักงานคณะ-กรรมการการศึกษาแห่งชาติ ที่กำหนดไว้เดิม เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 4.2 อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย และปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของทบวงมหาวิทยาลัย ที่กำหนดไว้เดิม เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา แล้วแต่กรณี 4.3 อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษา- ธิการที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ที่กำหนดไว้เดิม เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แล้วแต่กรณีจนกว่าจะมีการตรากฎหมายเกี่ยวกับสถาบันเหล่านั้น 4.4 ข้าราชการในสถานศึกษา (1) สถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล สังกัดเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจตามมาตรา 39 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 39 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎกระทรวง และจะมีอำนาจดูแล รักษา และดำเนินการในทรัพย์สิน รวมทั้งการบริหารงานอื่น ๆ นอกเหนือตามที่กฎหมายกำหนดไว้ข้างต้น ต่อเมื่อมีการมอบอำนาจจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสำนักงานและคณะกรรมการอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ในเรื่องนั้น ๆ โดยตรง (2) สถานศึกษาที่ขึ้นตรงกับส่วนกลาง เช่น กรมการศึกษานอกโรงเรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการ และกรมอาชีวศึกษา ต้องมีการมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวนั้น จะต้องไม่เกินวันที่ 20 สิงหาคม 2547
ข้าราชการทุกคนยังคงดำรงตำแหน่งเดิม มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ตลอดจนสิทธิอื่น ๆ ตามที่เคยมีสิทธิไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการกำหนดตำแหน่งหรือวิทยฐานะใหม่ 6 อำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติราชการ
6.1 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจปฏิบัติราชการเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย 6.2 ผู้บังคับบัญชาต้องมีคำสั่งให้ข้าราชการในแต่ละองค์กรหลักปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน กรณีที่ ก.พ. ยังไม่กำหนดอัตราและตำแหน่งที่แน่นอนและชัดเจน 6.3 ในเขตพื้นที่การศึกษาต้องแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องมีคำสั่งให้ข้าราชการในเขตปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน เนื่องจากกรอบอัตรากำลังจริง ต้องรอพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา
การเข้าสู่โครงสร้างใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการได้เข้าสู่โครงสร้างใหม่ เมื่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการมีผลบังคับใช้ ดังนี้ การออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการแบ่งส่วนราชการขององค์กรหลัก และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องแล้ว จำนวน 10 ฉบับ เสนอคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบแล้วดังนี้ (1) กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานรัฐมนตรี (2) กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (3) กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 (4) กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (5) กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (6) กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (7) กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสภาการศึกษา (8) กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (9) กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการการอุดมศึกษา (10) กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา การออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการบริหารงานในเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ (1) กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (2) กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา (3) กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การดำเนินงานของส่วนราชการ ทุกส่วนราชการได้จัดการเข้าสู่โครงสร้างใหม่ ตามขอบเขตและแนวทางที่ ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้ ได้มีการจัดทำคู่มือ การทำความเข้าใจแก่บุคลากร การซักซ้อมเกี่ยวกับการถ่ายโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และงบประมาณ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำหรับผู้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวง เลขาธิการสภาการศึกษา และเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา นั้น บทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ได้กำหนดไว้แล้ว สำหรับการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในแต่ละส่วนราชการ และการสั่งการให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ ณ สถานที่เดิมไปก่อน จนกว่าจะได้มีการจัดที่นั่งทำงานใหม่ และจัดคนลงตำแหน่งตามกรอบอัตรากำลัง ทั้งนี้ รวมทั้งข้าราชการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาด้วย ได้มีการเตรียมการไว้แล้ว เขตพื้นที่การศึกษา มีการดำเนินงานดังนี้ การกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงได้เสนอกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติจัดการประชุมคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2546 เพื่อให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรี ส่วนสำนักงานรัฐมนตรีและสำนักงานปลัดกระทรวงจะได้มีการประกาศในราชกิจจารุเบกษาในวันที่7กรกฏาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการมีผลใช้บังคับ การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูได้ดำเนินการสรรหาผู้อำนวยการเพื่อเสนอแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการในวันที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีผลใช้บังคับ การถ่ายโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และงบประมาณ ในวันที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีผลใช้บังคับ ได้มีการสำรวจ ตรวจสอบ และจัดทำบัญชีทรัพย์สินของส่วนราชการที่จะยุบรวมเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไว้แล้ว การทำความเข้าใจกับบุคลากร สำนักงานปลัดกระทรวงได้จัดทำคู่มือการดำเนินงานในเขตพื้นที่การศึกษา และจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจหัวหน้าหน่วยงานทางการศึกษาระดับจังหวัดที่จะมีการปรับเปลี่ยน และมอบหมายให้ไปทำความเข้าใจแก่บุคลากรในสังกัดเรียบร้อยแล้ว การทำความเข้าใจกับองค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทางการศึกษาโดยตรง ได้มีการจัดประชุมเพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจ เช่น จังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัด) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ในระดับสถานศึกษา ได้มีการดำเนินงานดังนี้ จัดทำคู่มือและแนวทางการดำเนินงานของสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล และคณะกรรมการสถานศึกษา การมอบอำนาจเกี่ยวกับการบริหารงานที่ไม่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ในการดูแล รักษา และดำเนินการในทรัพย์สิน จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน การมอบอำนาจให้แก่ผู้อำนวยการสถานศึกษาของสถานศึกษาที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง การติดตามผลการดำเนินงานปรับเปลี่ยนเข้าสู่โครงสร้างใหม่ ได้มีการมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ดำเนินการติดตามและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และรายงานโดยตรงต่อรัฐมนตรี การประชาสัมพันธ์และการประสานงาน ได้จัดให้มีศูนย์ข้อมูล ประชาสัมพันธ์ และประสานการดำเนินงานปรับเปลี่ยนเข้าสู่โครงสร้างใหม่ นี่คือผลที่เกิดขึ้นจากปรับเปลี่ยนเข้าสู่โครงสร้างใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ (7 กรกฎาคม 2546) |
||||||||||||||
|
|
||||||||||||||
|
Copyright
& copy : ๒๐๐๓ MOENet Thailand Service |