โดย คณะกรรมการประชาสัมพันธ์การเข้าสู่โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ
ที่มาข้อมูล ดร.จรวยพร  ธรณินทร์

รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

      

เปลี่ยนโครงสร้างไปตามกฎหมายใหม่

        พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 บัญญัติให้มีกระทรวงศึกษาธิการ โดยการจัดระเบียบราชการกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติที่ออกตามนัยของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงสร้าง องค์กร การแบ่งส่วนงาน การจัดระบบครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา และการจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา ทั้งนี้ ในส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลได้ทยอยเสนอไปยังรัฐสภาเพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติ  

        สำหรับการจัดโครงสร้าง องค์กร การแบ่งส่วนงานนั้น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ2546 ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้บัญญัติให้กระทรวงศึกษาธิการจัดระบบบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐออกเป็น (1) ระเบียบบริหารราชการในส่วนกลาง (2) ระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา และ (3) ระเบียบบริหารราชการในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล สำหรับในส่วนกลางให้มีสำนักงานปลัดกระทรวง และองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภาหรือในรูปคณะกรรมการ จำนวนสี่องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอุดมศึกษา และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยให้มีสำนักงานของคณะกรรมการองค์กรหลักดังกล่าว สำหรับเขตพื้นที่การศึกษากำหนดให้มีคณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รับผิดชอบการกำกับ ดูแล ประสาน ส่งเสริม สนับสนุน รวมทั้งการบริหารและการจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่กฎหมายกำหนดให้อยู่ในการกำกับ ดูแล ของเขตพื้นที่การศึกษา สำหรับการกำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการแต่ละคณะ ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง

        ทั้งนี้ บทเฉพาะกาลแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฯ มาตรา 70 บัญญัติว่า บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ และคำสั่ง เกี่ยวกับการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะได้มีการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินห้าปีนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และมาตรา 71 บัญญัติว่า ให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานการศึกษา และสถานศึกษาที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับยังคงมีฐานะและอำนาจหน้าที่เช่นเดิม จนกว่าจะได้มีการจัดระบบการบริหารและการจัดการศึกษาตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

        ในการนี้ คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ต่อสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว บัดนี้ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งระบบนับตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไป

 สภาพการเปลี่ยนแปลง      

        เมื่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มีผลใช้บังคับ จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้

        1 สถานภาพของหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการใหม่ ประกอบด้วย สำนักงานรัฐมนตรี และ 5 หน่วยงานหลัก คือ สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
       
 2  หน่วยงานเดิมต้องโอนเข้าสู่โครงสร้างใหม่ มีรายละเอียดดังนี้

โครงสร้างเดิม

โครงสร้างใหม่

-> สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัย

-> สำนักงานรัฐมนตรี

-> สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ   

-> สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

-> สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ยกเว้น สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ) กรมการศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู 

-> สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

-> สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา-แห่งชาติ กรมสามัญศึกษา กรมวิชาการ และสำนักงานศึกษาธิการ-จังหวัด และสำนักงานศึกษาธิการอำเภอ    

-> สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

-> ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน 

-> สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

-> กรมอาชีวศึกษา ยกเว้น สถาบันเทคโนโลยี-ปทุมวัน

-> สำนักงานคณะกรรมการการอาชีว-ศึกษา

              3  สถานภาพของสถานศึกษา

                3.1   โรงเรียน วิทยาลัย และสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่น ยังคงมีสถานะเป็นสถานศึกษาตามประกาศเดิม จนกว่าจะมีการประกาศของกระทรวงศึกษาธิการขึ้นมารองรับใหม่ ทั้งนี้ ไม่เกิน 20 สิงหาคม 2547

                3.2   โรงเรียน วิทยาลัย หรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดกรมสามัญศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ยกเว้น ศูนย์การศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการ และโรงเรียนสำหรับคนพิการต้องขึ้นกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง

                3.3   โรงเรียน วิทยาลัย หรือสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งจัดการศึกษาประเภทอาชีวศึกษาในสังกัดกรมอาชีวศึกษา เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

                3.4   โรงเรียน หรือสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เป็นสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ

                3.5   สำหรับโรงเรียน หรือวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จะมีการมอบอำนาจให้อยู่ในการกำกับดูแลและประสานส่งเสริมของเขตพื้นที่การศึกษา

          4  สถานะตามอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีและข้าราชการ   

                4.1   อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย และอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของสำนักงานคณะ-กรรมการการศึกษาแห่งชาติ ที่กำหนดไว้เดิม เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

                4.2   อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย และปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของทบวงมหาวิทยาลัย ที่กำหนดไว้เดิม เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา แล้วแต่กรณี

                4.3   อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษา-  ธิการที่เกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของสำนักงานสภาสถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล และสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ที่กำหนดไว้เดิม เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ แล้วแต่กรณีจนกว่าจะมีการตรากฎหมายเกี่ยวกับสถาบันเหล่านั้น

                4.4   ข้าราชการในสถานศึกษา

                        (1)     สถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล สังกัดเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจตามมาตรา 39 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่ 2)  พ.ศ.  2545 มาตรา  39 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎกระทรวง และจะมีอำนาจดูแล รักษา และดำเนินการในทรัพย์สิน รวมทั้งการบริหารงานอื่น ๆ นอกเหนือตามที่กฎหมายกำหนดไว้ข้างต้น ต่อเมื่อมีการมอบอำนาจจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสำนักงานและคณะกรรมการอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ในเรื่องนั้น ๆ โดยตรง

                        (2)     สถานศึกษาที่ขึ้นตรงกับส่วนกลาง เช่น กรมการศึกษานอกโรงเรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการ และกรมอาชีวศึกษา ต้องมีการมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาใหม่ทั้งหมด

                       ทั้งนี้ การมอบอำนาจดังกล่าวนั้น จะต้องไม่เกินวันที่ 20  สิงหาคม  2547


            
 5 สิทธิของข้าราชการ      

                ข้าราชการทุกคนยังคงดำรงตำแหน่งเดิม มีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ตลอดจนสิทธิอื่น ๆ ตามที่เคยมีสิทธิไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการกำหนดตำแหน่งหรือวิทยฐานะใหม่

             6  อำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติราชการ    

                6.1   รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจปฏิบัติราชการเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย

                6.2   ผู้บังคับบัญชาต้องมีคำสั่งให้ข้าราชการในแต่ละองค์กรหลักปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน กรณีที่ ก.พ. ยังไม่กำหนดอัตราและตำแหน่งที่แน่นอนและชัดเจน

                6.3   ในเขตพื้นที่การศึกษาต้องแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องมีคำสั่งให้ข้าราชการในเขตปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน เนื่องจากกรอบอัตรากำลังจริง ต้องรอพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา

 

การเข้าสู่โครงสร้างใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ     

              กระทรวงศึกษาธิการได้เข้าสู่โครงสร้างใหม่ เมื่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการมีผลบังคับใช้ ดังนี้

              การออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการแบ่งส่วนราชการขององค์กรหลัก และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องแล้ว จำนวน 10 ฉบับ เสนอคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบแล้วดังนี้

                (1)  กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานรัฐมนตรี

                (2)  กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

                (3)  กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546

                (4)  กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                (5)  กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

                (6)  กฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

                (7)  กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสภาการศึกษา

                (8)   กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                (9)  กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการการอุดมศึกษา

              (10)  กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

         การออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการบริหารงานในเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่

                (1)   กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

                (2)   กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา

                (3)   กฎกระทรวง จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหา การเลือกประธานกรรมการและกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน

               การดำเนินงานของส่วนราชการ ทุกส่วนราชการได้จัดการเข้าสู่โครงสร้างใหม่ ตามขอบเขตและแนวทางที่ ได้กำหนดไว้  ทั้งนี้ ได้มีการจัดทำคู่มือ การทำความเข้าใจแก่บุคลากร การซักซ้อมเกี่ยวกับการถ่ายโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และงบประมาณ อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

              การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำหรับผู้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวง เลขาธิการสภาการศึกษา และเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา นั้น บทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ได้กำหนดไว้แล้ว

               สำหรับการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในแต่ละส่วนราชการ และการสั่งการให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ ณ สถานที่เดิมไปก่อน จนกว่าจะได้มีการจัดที่นั่งทำงานใหม่ และจัดคนลงตำแหน่งตามกรอบอัตรากำลัง ทั้งนี้ รวมทั้งข้าราชการของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาด้วย ได้มีการเตรียมการไว้แล้ว

             เขตพื้นที่การศึกษา มีการดำเนินงานดังนี้

                        การกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงได้เสนอกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติจัดการประชุมคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2546  เพื่อให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรี ส่วนสำนักงานรัฐมนตรีและสำนักงานปลัดกระทรวงจะได้มีการประกาศในราชกิจจารุเบกษาในวันที่7กรกฏาคม 2546 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการมีผลใช้บังคับ

                        การแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูได้ดำเนินการสรรหาผู้อำนวยการเพื่อเสนอแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการในวันที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีผลใช้บังคับ

                        การถ่ายโอนทรัพย์สิน หนี้สิน และงบประมาณ ในวันที่พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีผลใช้บังคับ ได้มีการสำรวจ ตรวจสอบ และจัดทำบัญชีทรัพย์สินของส่วนราชการที่จะยุบรวมเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไว้แล้ว

                        การทำความเข้าใจกับบุคลากร สำนักงานปลัดกระทรวงได้จัดทำคู่มือการดำเนินงานในเขตพื้นที่การศึกษา และจัดประชุมชี้แจงทำความเข้าใจหัวหน้าหน่วยงานทางการศึกษาระดับจังหวัดที่จะมีการปรับเปลี่ยน และมอบหมายให้ไปทำความเข้าใจแก่บุคลากรในสังกัดเรียบร้อยแล้ว

                        การทำความเข้าใจกับองค์กร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียทางการศึกษาโดยตรง ได้มีการจัดประชุมเพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจ เช่น จังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัด) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

        ในระดับสถานศึกษา ได้มีการดำเนินงานดังนี้

                        จัดทำคู่มือและแนวทางการดำเนินงานของสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคล และคณะกรรมการสถานศึกษา

                        การมอบอำนาจเกี่ยวกับการบริหารงานที่ไม่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 ในการดูแล รักษา และดำเนินการในทรัพย์สิน จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                       การมอบอำนาจให้แก่ผู้อำนวยการสถานศึกษาของสถานศึกษาที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง

                      การติดตามผลการดำเนินงานปรับเปลี่ยนเข้าสู่โครงสร้างใหม่ ได้มีการมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ดำเนินการติดตามและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และรายงานโดยตรงต่อรัฐมนตรี

                      การประชาสัมพันธ์และการประสานงาน ได้จัดให้มีศูนย์ข้อมูล ประชาสัมพันธ์ และประสานการดำเนินงานปรับเปลี่ยนเข้าสู่โครงสร้างใหม่

                    นี่คือผลที่เกิดขึ้นจากปรับเปลี่ยนเข้าสู่โครงสร้างใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ (7 กรกฎาคม  2546)

 

   Copyright & copy : ๒๐๐๓ MOENet Thailand Service
แหล่งข้อมูล : นางจรวยพร ธรณินทร์
พัฒนา และนำเสนอ : นางสายพิณ  เชื้อน้อย (๙ ก.ค. ๒๕๔๖)
  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อกสาร สป. ศธ.
โทร. ๐ ๒๒๘๑  ๙๘๐๙, ๐ ๒๖๒๘  ๕๖๔๓-๔๔  โทรสาร ๐ ๒๒๘๒  ๙๒๔๑