โดย ดร.จรวยพร ธรณินทร์
                                                                                    รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

 

                 จากผลงานของรัฐบาลภายใต้การนำของแม่ทัพใหญ่ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการประกาศสงครามเอาชนะยาเสพติดในช่วงระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 30 เมษายน 2546 ที่ผ่านมา ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ(ศตส) ได้ประเมินผลแล้ว พบว่าการดำเนินงานมีชัยชนะในขั้นน่าพึงพอใจยิ่ง เนื่องจากสามารถจับกุมยาบ้าได้ 21.5 ล้านเม็ด มากที่สุดที่ กรุงเทพมหานคร และ ภาคเหนือ จับกุมผู้ค้ายารายสำคัญได้ 1,768 คน จับผู้ค้ารายย่อยได้ 14,500 คน ผู้ค้ารายงานตน 35,000 คน ผู้เสพ/ผู้ติดรายงานตนสมัครใจขอรับการบำบัดสูงถึง 270,000 คน

นายกรัฐมนตรีจะประกาศชัยชนะขั้นเด็ดขาด ใน วันที่ 2 ธันวาคม 2546

                 แม้ว่าในช่วง 3 เดือนแรก ศตส.ได้เน้นการจับกุมผู้ผลิต/ผู้ค้า เพื่อนำสู่การยึดทรัพย์ที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมาย และการค้นหาตัวผู้เสพ/ผู้ติด เพื่อนำเข้าสู่การบำบัดรักษา จนมีชัยชนะแล้วในระดับสูง แต่สงครามต้องเดินหน้าต่อไปเพื่อประกาศเอาชัยชนะให้ได้อย่างแท้จริง ดังนั้นในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง กรกฎาคม ศตส. จึงวางแนวทางทำสงครามเชิงรุกฃึ่งจะเน้นการสร้างรากฐานการแก้ปัญหา เพื่อเป็นการ จัดการกับปัญหาได้ถึงรากเหง้าและเด็ดขาด โดยจัดให้มีเจ้าภาพในระดับพื้นที่ ครอบคลุมถึง หมู่บ้าน โรงเรียน และโรงงาน ให้ ศตส. จังหวัด และอำเภอ รับผิดชอบในพื้นที่ รวมทั้งกำหนดดัชนีวัดการแพร่ระบาดในระดับพื้นที่ให้ชัดเจน ส่วนในช่วงสิงหาคมถึงพฤศจิกายน จะใช้พลังมวลชนร่วมผนึกกำลังกันช่วยเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง จะปรับปรุงรูปแบบบริหารจัดการให้ศตส.จังหวัด เป็นองค์กรศูนย์กลางการบริหารอย่าง บูรณาการ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารงานอย่างบูรณาการ (เป้าหมายที่กำหนดไว้จะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด CEOทุกจังหวัดภายในตุลาคม2546) และใช้ดัชนีวัดการแพร่ระบาดยาเสพติดเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังในทุกพื้นที่

กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงแบบคัดกรองผู้เสพ/ผู้ติด ในสถานศึกษา

                    รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (างสิริกร มณีรินทร์) ได้เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ( นายปองพล อดิเรกสาร ) ในการกำหนดดัชนีวัดการแพร่ระบาดของยาเสพติดในระดับพื้นที่ในส่วนของสถานศึกษาตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยใช้แบบสำรวจฃึ่งจัดทำร่วมกันและได้รับความร่วมมือจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล กระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และสถาบันราชภัฏสวนดุสิต รวมทั้งได้รับงบสนับสนุนจากบริษัทแอดวานฃ์ อินโฟร์เฃอร์วิส จำกัด จำนวน 2.5 ล้านบาท ในการจัดหาเครื่องมือตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ จำนวน 100,000 ชุด เพื่อใช้ทดลองกับนักเรียนกลุ่มเสี่ยงในเขตกรุงเทพมหานคร แบบคัดกรองนี้ใช้หลักการเน้นการคัดกรองพฤติกรรมของนักเรียนนักศึกษาแบบคัดกรอง 2 ชั้น ชั้นแรกจะคัดกรองขั้นพื้นฐานโดยมีเกณฑ์ทั่วไป พิจารณาจากตัวชี้วัด 6 ตัว ได้แก่ (1) ติดเพื่อนมากเกินไป (2) ไม่ค่อยมีเพื่อน (3) ทะเลาะวิวาทบ่อย (4) หุนหันพลันแล่น (5) ดื้อต่อต้าน กฎระเบียบ และ (6) ผลการเรียนแย่ลง หากพบคุณลักษณะเหล่านี้บางข้อหรือหลายข้อ เริ่มส่อแววว่า อาจมีปัญหาเชิงพฤติกรรม การกรองชั้นที่ สองเป็นการตรวจสอบความเสี่ยงต่อการใช้ยาเสพติด มีเกณฑ์ ความเสี่ยง 7 ตัว ได้แก่ (1) สมาชิกในครอบครัวใช้ยาหรือค้ายา (2) คบเพื่อนกลุ่มที่ใช้ยา หรือค้ายา (3) ต้องการใช้เงินเพิ่มขึ้น (4) ไม่สนใจสุขภาพและความสะอาดของตนเอง (5) แยกตัวไม่ร่วมกิจกรรม ขาดเรียนบ่อย (6) ฃึม กระสับกระส่าย หงุดหงิดก้าวร้าว และ (7) ง่วงเหงาหลับในห้องเรียนบ่อย เมื่อคัดกรองด้วยแบบประเมินแล้วสามารถตรวจกลุ่มเสี่ยงด้วยน้ำยาตรวจสารเสพติดฃ้ำอีก ก็จะคัดกรองเด็กที่เป็นผู้เสพผู้ติดได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องเรียกเด็กมาตรวจทุกคน จึงทำให้โรงเรียนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วย

1 กรกฎาคม สำรวจข้อมูลนักเรียนใช้ยาเสพติด การคัดกรองรอบสอง

              ในการค้นหาผู้ค้า/ ผู้เสพ /ผู้ติด ในสถานศึกษาได้ตรวจสอบไปแล้วหนึ่งรอบในวันที่ 1 มีนาคม 2546 กระทรวงศึกษาธิการ จะเริ่มการสำรวจใหม่ในรอบสองของปี 2546 โดยเปิดภาคเรียนใหม่จะจัดส่งแผ่นฃีดีรอมบรรจุข้อมูลเกี่ยวกับคู่มือชี้แจงการสำรวจที่ปรับปรุงใหม่ พร้อมแบบฟอร์มคัดกรองพฤติกรรม ควบคู่กับแบบรายงานบัญชีผู้ใช้ยาเสพติดของศตส. บสต 1/1 สำหรับผู้ใช้สารเสพติด บสต 1/2 สำหรับผู้ค้า บสต. แบบส่งต่อผู้ป่วยยาเสพติด บสต 3 (ปกปิด) แบบรายงานการบำบัดรักษาผู้ป่วยเพื่อรับการบำบัดรักษา แบบ บสต 4 แบบจำหน่ายและส่งต่อเพื่อติดตามผลการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด และ แบบ บสต 5 การติดตามผลการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติด เพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกันกับมาตรฐานระดับประเทศ ตามที่ ศตส. ได้กำหนดไว้ในการคัดกรองรอบที่สองนี้จะใข้เป็นดัชนีวัดการแพร่ระบาดของยาเสพติดในสถานศึกษา เพื่อประเมินความสำเร็จของกระทรวงศึกษาธิการ

ระบบดูแลเฝ้าระวังนักเรียนนักศึกษา เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมในการแก้ปัญหาผู้ใช้ยา

                 การแก้ปัญหายาเสพติดอย่างถาวร ต้องมีกลไกที่เหมาะสมและต่อเนื่อง จากประสพการณ์ตรงซึงกรมสามัญศึกษาได้ทดลองใช้ แล้วและได้ผลดีมาก ได้แก่ การจัดระบบดูแลช่วยเหลือเด็ก โดยมอบให้ครูแต่ละคนรับผิดชอบดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการเรียน และความประพฤติส่วนตัว ในสัดส่วนครู 1 คน ต่อนักเรียน 20 คน และให้ครูประจำชั้นเป็นผู้คัดกรองเพื่อจำแนกผู้เสี่ยง ผู้เสพ ผู้ติด ผู้ค้า พร้อมกับจัดกิจกรรมป้องกันและแก้ไขที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้เสพและผู้ติดต้องจัดการบำบัดและผู้ค้าต้องได้รับการเฝ้าระวังเป็นรายบุคคล

เปิดภาคเรียนใหม่ ปรับยุทธศาสตร์ใหม่และเจตคติใหม่

                ในเปิดภาคเรียนใหม่วันที่ 19 พฤษภาคมนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดแนวทางให้สถานศึกษาปรับยุทธศาสตร์ใหม่และเจตคติใหม่ที่เหมาะสมในการสู้สงครามยาเสพติดเพื่อเอาชนะอย่างเด็ดขาด ดยจัดส่งโปสเตอร์เรื่องการบริหารจัดการงานป้องกันและแก้ไขยาเสพติดสำหรับสถานศึกษา และโปสเตอร์เรื่องการปรับเจตคติ เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และ นักเรียนใช้เป็นแนวทางในการรวมพลังแผ่นดินต่อสู้เอาชนะยาเสพติด ในส่วนของโปสเตอร์ทั้งสองแผ่นนี้คณะอนุกรรมการ ศตส. ด้านแก้ไข ผู้เสพผู้ติด ฃึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสงเป็นประธานได้ระดมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักวิชาการด้านแก้ปัญหายาเสพติดและนักการศึกษาช่วยกันวิเคราะห์อย่างละเอียดและรอบคอบแล้ว ครูและผู้ปกครองที่สนใจอยากได้โปสเตอร์ทั้งสองแผ่น ติดต่อขอฟรีได้ที่สำนักกิจการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กทม10300 หรือโทรศัพท์ 02 2806219 และ โทรสาร 02 2811480

ผู้บริหารต้องเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบแก้ปัญหายาเสพติดในโรงเรียน

            ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีคณะทำงานที่รับดำเนินงานแก้ปัญหายาเสพติดโดยเฉพาะ มีแนวทางทำงานที่ชัดเจน จัดกิจกรรมทั้งรณรงค์ป้องกันให้ความรู้แก่ครู และนักเรียน ให้โอกาสนักเรียนที่เสพหรือที่ ติดได้รับการบำบัดโดยไม่ไล่ออก ต้องมีระบบคัดกรองเพื่อจำแนกเด็ก จัดทำฐานข้อมูล และที่สำคัญต้องสร้างเครือข่ายผู้ปกครองและชุมชนที่เข้มแข็ง สิ่งที่ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ควรกระทำได้แก่การประจานเด็ก ไม่ให้เกียรตินักเรียนนักศึกษา และปกปิดข้อมูลกลบเกลื่อนเพราะกลัวเสียชื่อเสียงของตนเองหรือสถาบัน

รูต้องเป็นพ่อแม่คนที่สองของนักเรียน

          ครูต้องเข้าใจจิตวิทยาวัยรุ่น จริงใจ เอื้ออาทร รับฟังปัญหา และเก็บความลับของเด็ก ครูประจำชั้นต้องรู้จักเด็กทุกคนในห้อง รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีความถนัด ความสนใจในเรื่องใด สิ่งที่ครูม่ควรทำ คือ การตำหนินักเรียนต่อหน้าเพื่อน และเลือกปฏิบัติต่อนักเรียนอย่างลำเอียง โดยเฉพาะต่อนักเรียนที่เรียนอ่อนและบุคลิกลักษณะไม่ดี ตอกย้ำปมด้อย และทอดทิ้งเด็กที่เสพหรือติดยา

นักเรียนต้องเป็นเพื่อนแท้ เพื่อนต้องช่วยเพื่อน

              นักเรียนต้องเห็นใจเพื่อนที่หลงผิดไปเสพหรือติดยา เห็นความผิดพลาดของเพื่อนเป็นความผิดที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ ยังเห็นเพื่อนเป็นเพื่อนช่วยหาแหล่งบำบัดรักษาให้ สิ่งที่เพื่อนไม่ควรทำต่อเพื่อนคือการแสดงท่าทีรังเกียจ ดูถูก ไม่ให้อภัย และการชักชวนเพื่อนให้ทดลองเสพทั้งที่รู้ว่ายาเสพติดเป็นสิ่งชั่วร้าย

ความสำเร็จของกรมสามัญศึกษาในการนำร่องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

          กรมสามัญศึกษาได้รับยกย่องจากคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง สาธารณสุข สำนักงาน ปปส. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการดำเนินงานแก้ปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาอย่างได้ผล ตลอดปี 2545 และ 2546 สำนักงานสามัญศึกษาทุกจังหวัดให้ความร่วมมือในการรายงานกรมทุก 15 วัน ในช่วงประกาศสงครามต่อสู้ยาเสพติด โดยเน้นการใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เกี่ยวข้องยาเสพติด กำหนดให้โรงเรียนจัดกิจกรรมช่วงปิดภาคเรียน เช่นกิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน การเปิดห้องสมุดส่งเสริมโครงการ รักการอ่าน การจัดแข่งขันกีฬาสีและการออกกำลังกาย พร้อมทั้งร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าระวังติดตามนักเรียนที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมตามแหล่งมั่วสุม และเน้นให้โรงเรียนร่วมกับผู้ปกครองทำงานอย่างใกล้ชิด จนทำให้ตัวเลขนักเรียนที่ใช้ยาเสพติดลดจาก 9,064 คน เหลือ 4,267 คน ในกลุ่มเสพกลุ่มติด และจาก 1,608 คน เหลือ 774 คน ในกลุ่มสงสัยจะค้ายา ภายในช่วง 3 เดือน ของการประกาศสงครามเอาชนะยาเสพติด และตั้งเป้าหมายที่จะลดจำนวนผู้เสพผู้ติดผู้ค้าให้หมดไปภาย ในวันที่ 2 ธันวาคม 2546

จังหวัดสุราษฎร์ธานี และมหาสารคาม ตัวอย่างความสำเร็จในระดับพื้นที่

              จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในงานต่อสู้เอาชนะยาเสพติดในสถานศึกษา ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีไปตรวจเยี่ยมสถาน-การณ์ยาเสพติดใน 14 จังหวัดภาคใต้ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2546 สุราษฎร์ธานีมีสถานศึกษา 609 แห่ง จำนวนนักเรียนนักศึกษา 182,807 คน มีผู้เคยทดลองใช้ยาและเลิกได้แล้ว 773 คน ยังใช้ยาอยู่ 350 คน ที่บำบัดหายแล้ว 225คน และสงสัยค้ายา 19 คน

          จังหวัดมหาสารคามได้รายงานผลต่อนายกรัฐมนตรี และคณะในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีและคณะตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19 จังหวัด เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2546 พบจำนวนนักเรียน 1,300 คน ที่เป็นผู้เสพผู้ติด และจัดส่งไปบำบัดได้แล้ว 1,093 คน

          กิจกรรมที่ทั้งสองจังหวัดดำเนินการได้แก่ การปลุกจิตสำนึกโดยดำเนินงานคุณธรรมจริยธรรมให้ ลูกเสือยุวกาชาดเป็นแกนนำต่อต้านยาเสพติด การประชุมครูอาสาเพื่อป้องกันยาเสพติด การจัดโครงการ To Be Number One การจัดกิจกรรมค่ายพุทธธรรม โปรแกรมจิตบำบัดในโรงเรียน และการสร้างความสัมพันธ์กับเครือข่ายครอบครัวและชุมชน

โครงการใหม่ ส่านสายใยครูและศิษย์

               สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงศึกษาธิการจัดระบบดูแลนักเรียนทั้งด้านการเรียน และความประพฤติส่วนตัว เพื่อเน้นการพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม ตามแนวทางในการปฏิรูปการศึกษา และการสร้างคนไทยรุ่นใหม่ ตามนโยบายรัฐบาลที่ใช้การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ

            คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณอยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเสนอต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสิริกร มณีรินทร์ในฐานะที่กำกับดูแลกรมที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อศึกษาความเหมาะสมของโครงการที่จะนำไปใช้กับโรงเรียน 37,500 แห่ง ในสังกัด สปช. และ 2,600 แห่ง ในสังกัดกรมสามัญศึกษา และได้รับความเห็นชอบจากนายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ ฃึ่งสนับสนุนให้โรงเรียนเอาใจใส่ดูแลนักเรียนเหมือนนักเรียนเป็นลูกหลาน และขอให้รวม โรงเรียนเอกชนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนด้วย โครงการนี้ได้เสนอขออนุมัติไปที่คณะรัฐมนตรีแล้ว เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมา

กิจกรรมหลัก สานสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน

               โรงเรียนที่เข้าโครงการต้องจัดระบบดูแลเฝ้าระวังนักเรียน ติดตามพฤติกรรมบุคคลต้องสงสัย เกี่ยวข้องยาเสพติด ติดตามตรวจสอบสภาพแวดล้อมทั้งภายในและนอกโรงเรียนให้ปลอดภัย เยี่ยมบ้าน นักเรียนที่มีปัญหา ผู้บริหารต้องมีข้อมูลครูและนักเรียนเป็นรายบุคคล

             เป้าหมายของโครงการกำหนดให้โรงเรียนดำเนินการทันทีในภาคเรียนใหม่พฤษภาคมนี้ จะมีการประเมินปลายภาคในเดือนตุลาคม คาดว่าจะมีโรงเรียนผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตกลงกันไว้ 2,500 โรงทั่วประเทศ และจะมีโรงเรียนดีเด่นเป็นต้นแบบได้เขตพื้นที่ละ 6 โรง ในภาคเรียนที่สอง โรงเรียนที่ผ่านเกณฑ์ทำดีต่อเนื่อง ครูจะได้รับค่าตอบแทนพิเศษเป็นเงินวิทยพัฒน์ และมีการประกาศเชิดชูเกียรติ

ใช้งบประมาณ 53 ล้านบาทสำหรับโครงการ 2 ปี

              โครงการสานสายใยครูและศิษย์ ได้กำหนดวงเงินปีงบประมาณ2546ไว้ 13,605,000บาท และปี2547 จำนวน 40,055,000 บาท

             การยกย่องเชิดชูเกียรติจะจัดทำเกียรติบัตร โล่เชิดชูเกียรติ และเงินรางวัลสำหรับภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนละ 5,000บาท (6โรง/เขตx175เขตการศึกษา) ภาคเรียนที่2 ระดับชาติให้3 รางวัล างวัลละ300,000 บาท ระดับเขตการศึกษา 13 เขต ประถม 13 โรง มัธยม 13 โรง ประเภทละ 3 รางวัล รางวัลละ 50,000 บาท และระดับเขตพื้นที่การศึกษา ประถม 175 โรง มัธยม 175 โรง ประเภทละ 3 รางวัล ละ10,000 บาท นอกจากนี้จะใช้งบประมาณในการจัดประชุมสัมมนา การประเมินเพื่อคัดเลือกผลงาน การพิมพ์เผยแพร่ผลงาน การประชุมเชิงวิชาการเพื่อหาองค์ความรู้และรูปแบบใหม่ ๆ ของกิจกรรมการสร้างระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการจูงใจให้โรงเรียนทุกเขตพื้นที่ ทั้ง 175 เขตการศึกษา จะช่วยให้โรงเรียนทั้ง 40,000 โรงได้มีโอกาสแสดงฝีมือ ทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของประชาชน คาดว่าโรงเรียนที่จะผ่านเกณฑ์ การประเมิน ต้องมีผู้บริหารที่เข้มแข็งได้รับความร่วมมือจากครูทุกคน รวมทั้งต้องได้รับความเอาใจใส่จากผู้ปกครองทุกคน เพราะงานนี้มุ่งที่นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการทำงาน หากนักเรียนได้ความรักความเอาใจใส่จากครูและพ่อแม่ นักเรียนก็จะมีความสุข สามารถปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้ใหญ่ได้ โรงเรียนจะมีชื่อเสียงและครูเองก็จะได้รับเงินพิเศษจากผลงานที่ทุ่มเทอย่างคุ้มค่า

เปิดตัวแม่ทัพหน้าเพื่อเอาชนะสงครามยาเสพติดในโรงเรียนขั้นแตกหัก

               เพื่อให้สงครามเอาชนะยาเสพติดในสถานศึกษาสามารถประกาศชัยชนะในวันที่ 2 ธันวาคม 2546 ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี นอกจากจะมีรองแม่ทัพคือรัฐมนตรีช่วยสิริกร มณีรินทร์แล้ว แม่ทัพใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ นายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้แต่งตั้ง นายพงษ์ศักดิ์ รักตะพงศ์ไพศาล ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการเป็นแม่ทัพหน้าเข้ามาช่วยกำกับดูแลงานสงครามยาเสพติดและการแก้ปํญหาความประพฤติของนักเรียนนักศึกษาอีกงานหนึ่งด้วย งานนี้จะเป็นเป้าหมายหนึ่งของโรงเรียนในโครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งโรงเรียนในฝัน (ได้ปรับชื่อใหม่เป็นโครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนสมบูรณ์แบบ) ซึ่งเป็นงานในความรับผิดชอบของผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ อยู่แล้ว โรงเรียนที่ดีสมบูรณ์แบบเด็กนักเรียนทุกคนต้องปลอดจากยาเสพติด และได้รับการขัดเกลาด้านคุณธรรมจริยธรรมไปพร้อมกัน

       

     มาช่วยกระทรวงศึกษาธิการสานฝันให้เป็นจริง มาช่วยกันปราบยาเสพติดให้หมดสิ้นไปจากโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการกำลังทำหน้าที่เป็นผู้เติมปัญญาให้สังคม

 


  Copyright & copy : ๒๐๐๓ MOENet Thailand Service
แหล่งข้อมูล : นางจรวยพร ธรณินทร์
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ : นางสายพิณ  เชื้อน้อย (๒๓ พ.ค. ๒๕๔๖)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. ๐ ๒๒๘๑  ๙๘๐๙, ๐ ๒๖๒๘  ๕๖๔๓-๔๔  โทรสาร ๐ ๒๒๘๒  ๙๒๔๑