|
As The Future Catches
You เมื่อคุณอยู่ในกำมือของอนาคต *
โดย
ฮวน เอนริเกซ (Juan Enriquez)
ผู้อำนวยการโครงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่ง Harvard Business School สหรัฐอเมริกา
หนังสือที่ ฯพณฯ
นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร
กล่างถึง เมื่อวันที่ 10
กันยายน 2545 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี
บทสรุปย่อ
มีคำถามอยู่ว่าชาติที่เคยร่ำรวยหรือรุ่งเรืองตั้งแต่ในอดีต
เช่น อิรัก กัมพูชา และเปรู ทำไมปัจจุบันจึงกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา
หรือประเทศขนาดใหญ่อย่างเช่น รัสเซีย ไนจีเรีย
ที่มีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่ามากมาย เช่น น้ำมัน
กลับไม่ร่ำรวยเหมือนประเทศขนาดเล็กและเกิดใหม่อย่างสิงคโปร์หรือไต้หวัน
หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นเองเมื่อคราวแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ ๆ
คุณภาพสินค้าที่ค่อนข้างต่ำ
แต่ปัจจุบันญี่ปุ่นกลับส่งสินค้าไปขายทั่วโลกและเป็นที่นิยมยอมรับจากตลาดโลก
คำตอบก็คือที่มีความร่ำรวยในปัจจุบันมักเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาโดยเฉพาะการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์บนพื้นฐานของโลกเศรษฐกิจใหม่
(New Economy) ที่เป็นเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (Knowledge - Based Economy)
ซึ่งนำความรู้ทางเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในการผลิตเพื่อเพิ่มความเร็วในการผลิต
(speed) เพิ่มปริมาณ (quantity) และเพิ่มมูลค่า (value added)
ของสินค้าในการตอบสนองความต้องการของตลาดโลก
และมีคำถามที่น่าสนใจอีกคำถามหนึ่งว่า
ทำไมหลายประเทศที่ได้ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง
จนมีความเป็นประชาธิปไตย มีการพัฒนาตลาดเสรี
มีความสามารถในการผลิตสินค้ามากขึ้น
มีการตัดลดงบประมาณเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายของประเทศเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจการคลังแล้วก็ยังประสบปัญหาความยากจนอยู่
คำตอบที่ ฮวน เอนริเกซ ให้ก็คือ
ประเทศเหล่านี้แก้ปัญหาไม่ถูกจุด
สาเหตุสำคัญที่ประเทศเหล่านี้ยังอยู่ในวังวนของความยากจนก็คือ
ประเทศเหล่านี้ไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแก่ประชาชน
ตลอดจนการพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ เพื่อใช้พัฒนารูปแบบ คุณลักษณะ
ราคาของสินค้าให้ตรงตามกระแสนิยมของโลกได้หรือกล่าวอีกนัยก็คือ ไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นเศรษฐกิจบนฐานความรู้
(Knowledge - Based Economy) โดยยังเป็นเพียงเศรษฐกิจเน้นการผลิตแบบผลิตเดิม ๆ
(Manufacturing - Based Economy) ขาดการวิจัยพัฒนา (Research and Development)
เพื่อนำไปใช้พัฒนาผลิตสินค้าใหม่ ๆ สู่ตลาดโลก
ปัจจุบันโลกอยู่ในยุคดิจิตอลหรือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งเป็นภาษาสากลใหม่ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญเหนือมนุษย์ในยุคปัจจุบันถัดจากภาษาอังกฤษ
ประเทศที่สามารถเข้าใจภาษาดิจิตอลแล้วปรับตัวก้าวให้ทันจึงกลายเป็นประเทศร่ำรวยอย่างเช่น
สิงคโปร์ ไต้หวัน และฟินแลนด์
โดยยุคต่อไปในอนาคตที่โลกกำลังพัฒนาไปสู่ถัดจากโลกยุคดิจิตอลก็คือ
ยุคเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมศาสตร์ (Genomics) ซึ่งขณะนี้หลายชาติ เช่น
สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดาและนิวซีแลนด์
ได้พัฒนาเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมศาสตร์ขึ้นมาอย่างก้าวหน้าจนในอนาคตเราสามารถพัฒนายารักษาโรคและยาป้องกันโรคได้จากอาหารที่เรารับประทาน
การปรับปรุงพันธุพืชเพื่อเพิ่มผลผลิต
การแปรเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อประโยชน์ทางการค้าและอุตสาหกรรม การผลิตอะไหล่อวัยวะมนุษย์เพื่อเปลี่ยนถ่ายให้กับผู้ป่วยได้อย่างพอเพียง
การผลิตยาชะลอความชราจนในที่สุดมนุษย์จะมีอายุยืนยาวขึ้นและการโคลนนิ่งมนุษย์ที่เสียชีวิตไปให้กลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง
สาระของหนังสือเล่มนี้มี
15 บท ขอเรียงตามลำดับในแต่ละบท ดังนี้
บทที่ 1 ผสมแอปเปิ้ล
ส้ม กับ แผ่นดิสก์ (Mixing Apples, Orange, and Floppy Disk)
ในอนาคตรหัสทางพันธุกรรมของมนุษย์ (Genetic code)
อาจถูกนำไปลงพิมพ์บนบัตรประจำตัวของแต่ละบุคคลทำให้ช่วยหาทางป้องกันโรคภัยที่แพทย์อ่านได้จากสารพันธุกรรมหรือยีนส์ของแต่ละบุคคลได้
แต่ก็มีผลเสียคือ
บริษัทประกันชีวิตและนายจ้างก็จะสามารถทราบว่าบุคคลนั้นเสี่ยงที่จะเป็นโรคอะไร
เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็งทรวงอก ได้เช่นกัน
รหัสทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ หากนำมาจัดเรียงหรือตัดต่อใหม่
มนุษย์จะสามารถเปลี่ยน พืช
หรืออาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นยาป้องกันและสร้างภูมิคุ้มกันโรคบางอย่างได้
หรือผสมพืชต่างชนิดให้กลายเป็นชนิดใหม่ได้ เช่น ผสมแอปเปิ้ลกับส้ม เป็นต้น
การถอดรหัสทางพันธุกรรมาของสิ่งมีชีวิตแล้วนำเก็บลงในแผ่นดิสก์จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดต่อดัดแปลงยีนส์ของพืชและสัตว์ให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ในด้านต่าง
ๆ ได้อนาคต
โลกอนาคต จะเป็นโลกของวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Science)
ดังนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่นMonsanto Dupont IBM และ Compaq
กำลังก้าวสู่วงการธุรกิจวิทยาศาสตร์ชีวภาพอย่างจริงจังนำไปสู่การควบคุมรวมระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเคมี
อาหาร เครื่องสำอาง มากยิ่งขึ้น
อนาคตของประเทศต่าง ๆ
ล้วนขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ
บทที่ 2
ช่องว่างรวยจน 390 : 1 (The 390 : 1 Gap)
ในหลายประเทศมักไม่ให้ความสำคัญของเทคโนโลยี ซึ่งโดยแท้จริงแล้วประเทศเล็ก
หากอาศัยเทคโนโลยีก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้
หลังจากที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปี ค.ศ. 1840 (Industrial Revolution)
เครื่องจักรสามารถทำงานแทนแรงงานมนุษย์ได้ 100 - 1,000 เท่า
จนประเทศที่สามารถพัฒนาเครื่องจักรให้ทำงานแทนมนุษย์ได้ร่ำรวยขึ้น
ในปี ค.ศ.1960 สินค้าญี่ปุ่นเป็นสินค้าคุณภาพต่ำ (bad quality)ไม่ต่างกับสินค้าที่ผลิตในเม็กซิโกหรือบราซิล
แต่ในที่สุดญี่ปุ่นหันมาใส่ใจในความสำคัญของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และการศึกษาเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้นจนเป็นที่ยอมรับจากตลาดโลกในปัจจุบัน
อัตราความต่างระหว่างคนในชาติที่ร่ำรวยที่สุดกับชาติที่ยากจนที่สุดคือ 390 : 1
และด้วยการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ
(ไอที) และวิศวพันธุกรรมศาสตร์จะขยายความแตกต่างให้เป็น 1,000 : 1
บทที่
3 ชาติรวยใหม่กับชาติจนใหม่ (The New Rich ... and The New Poor)
ไต้หวันในอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้วมีความยากจนมากเมื่อเทียบกับเม็กซิโก
โดยขณะนั้นเม็กซิโกสามารถผลิตได้ถึง 2 เท่าของไต้หวัน ต่อมาภายในปี ค.ศ.1974
หลังจากไต้หวันหันมาให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์
ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมและการส่งออกขยายตัว ส่งผลให้ไต้หวันสามารถผลิตได้เป็น
2 เท่าของเม็กซิโก และก่อนปี ค.ศ.2000
ไต้หวันกลายเป็นผู้นำในด้านการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC)
และชิปของโลก
เศรษฐกิจโลกได้เปลี่ยนแปลงไป
จากเดิมที่ภาคการเกษตรเป็นภาคที่มีความสำคัญหลักในเศรษฐกิจโลกมาเป็นภาคการผลิต
และภาคบริการในที่สุด
ซึ่งภาคบริการที่ขยายตัวและมีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจโลกปัจจุบันมาจากพื้นฐานในเรื่องการพัฒนาความรู้ทางเทคโนโลยี
(Knowledge - Based)
กฎสำคัญในโลกเศรษฐกิจปัจจุบันก็คือการยืนอยู่บนฐานความรู้และการสร้างเครือข่ายของผู้ใช้
(Network) ยิ่งผลิตสินค้า เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องแฟ็กซ์
ให้มีผู้ใช้มากขึ้นขยายวงผู้ใช้ให้กว้างขวางขึ้น สินค้าก็จะขยายตลาดได้มากขึ้น
ทำให้ยิ่งผลิตยิ่งถูกลงและมีผู้ซื้อมากขึ้น
ประเทศร่ำรวยใหม่สร้างความมั่งคั่งมาจากการพัฒนาความรู้
ประเทศใดที่หนีห่างการพัฒนาความรู้ก็จะยิ่งยากจนลงและเสื่อมหายไปในที่สุด
ความแตกต่างในด้านการศึกษาโดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ยิ่งทำให้เกิดความแตกต่างในเรื่องความมั่งคั่งระหว่างประเทศต่าง
ๆ ในโลกนี้
บทที่ 4
จักรวรรดิแห่งปัญญา (Empires of The Mind)
ประเทศที่มั่งคั่งไม่จำเป็นต้องมีทรัพยากรล้ำค่ามากมายหรือมีดินแดนขนาดใหญ่หรือมีประชากรหลายล้านอีกต่อไป
แต่จำเป็นต้องมีระบบการศึกษาที่ดีมีประชาชนที่ฉลาดและเป็นนักประกอบการ
(entrepreneurial people)
ตลอดจนมีรัฐบาลที่สามารถทำให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองได้
ในอดีตเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ
ขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตรหรืออุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากและพื้นที่ขนาดใหญ่
แต่ประเทศเหล่านี้ เช่น รัสเซีย ไนจีเรีย อาร์เจนตินา เวเนซุเอลา และบราซิล
ที่มีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่ามากมายกลับมุ่งแสวงหาเพียงประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้โดยถือประชาชนในประเทศเป็นเพียงเครื่องมือในการเสาะแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรเท่านั้น
ไม่ใช่เป็นผู้สร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ
ผลในที่สุดประเทศเหล่านี้กลับยิ่งยากจนลง
โดยเฉพาะประชาชนกลับมีฐานะยากจนกว่าเดิมเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่สามารถสร้างเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (knowledge -
based) เช่น สิงคโปร์ เมื่อปี ค.ศ.1950 เคยเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ ยากจน
ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญใด ๆ เลย
แต่ให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาแก่ประชาชน ดำเนินการปฏิรูประบบราชการ
และดึงดูดมันสมองให้มาทำงานในประเทศ จนในปัจจุบันประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์
กลับมีระดับมาตรฐานการครองชีพของพลเมืองเทียบเท่ากับของสหรัฐอเมริกาและสูงกว่าประเทศมาเลเซียที่สิงคโปร์เคยแยกออกมาเกือบ
3 เท่า
ในปี ค.ศ.1999 ประเทศขนาดเล็ก ๆ เช่น ไต้หวัน ลักเซมเบิร์ก สิงคโปร์
สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ลิกเตนสไตน์
กลับมีความร่ำรวยมากกว่าประเทศขนาดใหญ่อย่างเม็กซิโก สาธารณรัฐแอฟริกาใด้
บราซิล จีน ไนจีเรีย และคองโก
เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการเปิดตลาดและมีประชาชนพลเมืองที่ฉลาด (smart
people) ตลอดจนมีความเรียบร้อยในประเทศ นั่นเอง
ส่วนประเทศที่มั่งคั่งไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติแต่กลับประสบปัญหาความยากจน
ก็เนื่องจากปัญหาคอรัปชั่นและการบริหารการจัดการที่ผิดพลาด
นอกจากนี้ประเทศกลับมุ่งแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่เพื่อสะสมทุนก่อนที่จะหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาแก่ประชาชนในประเทศ
โดย สรุป ประเทศที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างเดียว
ยิ่งผลิตมากขึ้นเท่าไร ประเทศเหล่านี้ยิ่งยากจนลง
ตรงกันข้ามประเทศที่พัฒนาความรู้กลับยิ่งร่ำรวยขึ้น
ดังนั้นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 21 ก็คือ จักรวรรดิแห่งปัญญานั่นเอง
บทที่ 5
ข้อมูลตัวขับเคลื่อนจักรวรรดิ (Data Drives Empires)
การปฏิวัติดิจิตอลเปลี่ยนรูปแบบ โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์
กล้องถ่ายภาพไปจากเดิม (โดยเฉพาะในปี ค.ศ.2001
คนอเมริกันนิยมซื้อกล้องดิจิตอลมากกว่ากล้องถ่ายรูปทั่วไป)
ภาษาดิจิตอลกลายเป็นภาษาใหม่ในปัจจุบัน
ภาษาถือว่าเป็นสื่อกลางที่ทรงพลังของมวลมนุษย์ชาติเนื่องจากสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์คือ
ความสามารถในการสื่อความเข้าใจในความคิดที่เป็นธรรมได้ด้วยภาษา
ประวัติอารยธรรม (civilization)
เป็นเรื่องราวของความพยายามถ่ายทอดข้อมูลเริ่มจากการถ่ายทอดเรื่องราวโดยผ่านการเล่าเรื่องสู่ลูกหลานมาเป็นเพลง
(พื้นบ้าน) และพัฒนามาเป็นภาพถ่าย หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และหนังสือ
เช่นเดียวกับวิวัฒนาการของภาษาที่พัฒนามาจากการสื่อผ่านรูปภาพที่วาดบนฝาผนังถ้ำของมนุษย์โบราณแล้วพัฒนามาเป็นภาษารูปภาพ
อย่างเช่น อักษรจีนหรืออักษรอียิปต์โบราณ
ที่เราเรียกว่า อักษรฮีโรกราฟฟิก
จนมาเป็นภาษาที่เกิดการเรียงร้อยผสมผสานด้วยตัวอักษรอย่างของชาวกรีกและตัวอักษรอังกฤษ
26 ตัว ในปัจจุบันภาษาได้พัฒนามาเป็นภาษาดิจิตอลที่มีเพียงอักษรสัญลักษณ์
1 กับ 0 ซึ่งสามารถใช้สื่อสารข้อมูลได้อย่างรวดเร็วมาก
และมีความถูกต้องจนกลายเป็นภาษาสำคัญของโลกในปัจจุบันนี้
ภาษาดิจิตอลนี้ไม่เพียงจะถ่ายทอดเสียงได้เท่านั้น แต่ยังสามารถถ่ายทอดดนตรี
ภาพถ่าย ภาพยนต์ และภาพจริงได้อีกด้วย
ด้วยความเร็วที่มากขึ้นทุกทีโดยผ่านใยแก้วนำแสง (fiber optics) ภาษาดิจิตอล
จึงช่วยเชื่อมโลกทั้งโลกให้เข้าใจในภาษาเดียวกัน
ในโลกดิจิตอลทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก
เกิดการรวบรวมบริษัทด้านการสื่อสารมากมายและเปลี่ยนแปลงรูปแบบชีวิตของคนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้
บทที่ 6 พันธุกรรมศาสตร์ ภาษาที่มาแรงภาษาต่อไป (Genetics...The
Next Dominant Language)
ในปี ค.ศ. 1850 นักบวชชาวออสเตรีย Greger Mendel
ค้นพบลักษณะทางพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ต่อมาปี ค.ศ. 1953
James Watson และ Francis
Crick ค้นพบสารถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (DNA)
ซึ่งประกอบไปด้วยรหัสของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตที่มีอยู่ในเชื้อแบคทีเรีย หนอน ปลา
นก หรือแม้แต่มนุษย์ซึ่งรหัสทางพันธุกรรมนี้จะประกอบด้วย A T
C และ G
เรียงเป็นรหัสของชีวิต
ซึ่งหากการเรียงรหัสทางพันธุกรรมนี้ต่างกันสิ่งมีชีวิตก็จะมีความต่างกัน
ภาษาทางพันธุกรรมศาสตร์ (Geneties) จึงเป็นภาษาของชีวิต
หากเราพบยีนส์ (Genes) ตัวใดเป็นยีนส์ที่อาจทำให้เกิดโรคก็จะสามารถหาทางแก้ไขป้องกันโรคนั้นๆ
ได้ ในประเทศพัฒนาแล้วมีแนวโน้มว่าประชาชนจะมีอายุยืนยาวขึ้น
แต่ประเทศด้อยพัฒนา ประชาชนอายุไม่ค่อยยืนยาวและเสียชีวิตด้วยโรคภัยไข้เจ็บ
อนาคตจะมีการค้นพบยาที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจในเรื่องยีนส์
(Genes) ที่สามารถทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวถึง 120 ปี
นอกจากนี้จะมีการผลิตอะไหล่อวัยวะมนุษย์เพื่อเปลี่ยนถ่ายอวัยวะที่เสียไปให้แก่มนุษย์ได้ในอนาคต
ประชาชนและสังคมในประเทศที่เข้าใจภาษาพันธุกรรมศาสตร์
(Genetics) จะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นและร่ำรวยขึ้น
ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกไม่เข้าใจที่จะค้นหาความรู้ทางพันธุกรรมศาสตร์จากภาษาที่เป็นรหัสชีวิตของทุกชีวิตบนโลกใบนี้แล้วนำมาปรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ
โดยเฉพาะด้านการค้า
บทที่ 7
เรื่องพันธุกรรมศาสตร์เป็นไม้ตีฮอกกี้ (Genetics is a Hockey Stick)
พันธุกรรมศาสตร์เป็นแผนที่ชิ้นสำคัญที่สุดที่มนุษย์เคยจัดขึ้นมาและเป็นภาษาที่สร้างชีวิต
ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของประวัติศาสตร์มวลมนุษย์ชาติ
ปี ค.ศ.1995 Robert Fleishmann และ Craig Venter
ตีพิมพ์แผนที่รหัสทางพันธุกรรม (genome) ฉบับสมบูรณ์ของเชื้อแบคทีเรีย
Haemophielus influenzae ที่ก่อโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบเป็นครั้งแรก
ทำให้เห็นแผนที่ชีวิตของสิ่งมีชีวิตฉบับสมบูรณ์ซึ่งมีทั้งหมด 1 ยีนส์
นำไปสู่การรักษาโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อที่หูอย่างได้ผล
การศึกษาชีววิทยาวิวัฒนาการจากการศึกษาสิ่งมีชีวิตโดยตรง (in vivo)
มาศึกษาในหลอดทดลองในห้องแล็ป 1(in vitro) ต่อมา Venter สามารถเชื่อมห้องแล็บ
(lab) กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านชิปใยแก้ว (silicon - chips)
กับเครื่องจักรกลอัติโนมัติ (automated machines)
ทำให้เกิดผลการศึกษารูปแบบใหม่ที่เราเรียกว่า "in silico"
การเติบโตของการพัฒนาฐานข้อมูล รวมทั้งการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์
การสื่อสาร
และเครื่องมืออุปกรณ์ขนาดจิ๋วมีส่วนช่วยพัฒนาความรู้ทางพันธุกรรมศาสตร์
(Genetics) กล่าวคือ ยิ่งช่วยทำให้สามารถถอดรหัสทางพันธุกรรมได้เร็วขึ้น
จำนวนมากขึ้น
ขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายถูกลงนำไปสู่การขยายตัวของการจดลิขสิทธิ์ (patent)
อย่างก้าวกระโดดหลังปี ค.ศ.1995
ลักษณะรูปกราฟจึงเหมือนกับไม้ตีฮ็อกกี้
การหลอมรวมการปฏิวัติทางพันธุกรรมศาสตร์ให้เข้ากับการปฏิวัติยุคดิจิตอลคือการเชื่อมระหว่างภาษา
A T C G (รหัสทางพันธุกรรม)
กับอักษรสัญลักษณ์ 1 และ 0 ในภาษาดิจิตอลนำไปสู่การประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับ
DNA ที่มีประสิทธิผลอย่างมากในอนาคต
บทที่ 8
ระบบข้อมูลอันทรงพลังที่สุด (The Most Powerful Information System)
บริษัท IBM สามารถพัฒนาคอมพิวเตอร์หรือสมองกลที่เรียกว่า Big Blue
ที่สามารถเล่นหมากรุกชนะนักกีฬาหมากรุกแชมป็โลกในปี ค.ศ. 1997
และได้พัฒนาคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่เรียกว่า Blue Gene
เพื่อถอดรหัสแผนที่ทางพันธุกรรมมนุษย์ (human genome) ได้
มีวิชาเกิดใหม่ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาด คือ Bioinfomaties (ชีวสารสนเทศ) กับ
Biocomputing (ชีวคอมพิวเตอร์)
เพื่อพัฒนาการถอดรหัสพันธุกรรมาของสิ่งมีชีวิตให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
บริษัท Celera ของ Venter เป็นบริษัทขายข้อมูลเกี่ยวกับแผนที่ทางพันธุกรรม
(genome)
ซึ่งหัวใจสำคัญของบริษัทก็คือการเป็นบริษัทที่ให้บริการข้อมูลทางพันธุกรรม 24
ชั่วโมง โดยเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)
ซึ่งอาศัยหุ่นยนต์ในการถอดรหัสพันธุกรรม (sequencing robots)
โดยสามารถถอดแผนที่ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดอย่างคร่าว ๆ (rough
draft) ได้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.2000
ประเทศ ภูมิภาค รัฐบาลและบริษัทใดก็ตามหากตามไม่ทันเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้
ก็จะแพ้สงครามการแข่งขัน
ระบบการประมวลข้อมูลและการถอดรหัสที่ทรงพลังที่สุดในโลกก็คือการถอดรหัสทางพันธุกรรม
และจัดทำเป็นแผนที่ทางพันธุกรรม (genome) นั่นเอง
ในอนาคตนอกจากเรื่องพันธุกรรมศาสตร์ (Genomics) แล้วจะมีการพูดถึง
Proteomics หรือ โปรตีนศาสตร์อีกด้วย ซึ่งจากการผสมผสานของเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ
กับการค้นพบวิธีทำงานร่วมกันของโปรตีนจะนำไปสู่พัฒนายาที่ใช้เฉพาะบุคคลเพื่อแก้ปัญหาผลข้างเคียงของยาบางชนิดอีกด้วย
บทที่ 9
โลกของจิ๋ว (Nano World)
ขณะนี้มนุษย์เราสามารถผลิตสิ่งของขนาดจิ๋วได้หลายชนิดเช่น
รถยนต์ขนาดจิ๋วเท่าเมล็ดข้าว (ผลิตโดยวิศวกรชาวญี่ปุ่น) สารานุกรมาเล่มจิ๋ว มอเตอร์ขนาดเล็กเท่ากับโมเลกุล
ซึ่งสามารถลอยบนฝุ่นได้ หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์ขนาดโมเลกุลที่ IBM
ประกาศว่าจะผลิตให้ได้ในอนาคต
รูปแบบชีวิตของมนุษย์ต่อไปจะเป็นเรื่องของขนาดจิ๋วมากขึ้น (Nano)
ซึ่งเป็นการปฏิวัติที่สำคัญของโลก โดยอาศัยเรื่องพันธุกรรมศาสตร์ (Genomics)
ที่สอนให้เราทราบถึงเรื่องของสิ่งมีชีวิตบนมาตรวัดขนาดจิ๋ว หรือมาตรวัด (Nano
scale)
พื้นฐานทางเทคโนโลยี (Technology base) ของเศรษฐกิจ บนฐานความรู้สาขาต่าง ๆ
(knowledge economy) เมื่อมีการพัฒนาสาขาหนึ่งจะมีส่วนช่วยขยายความรู้สาขาอื่น
ๆ ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยดังรูป

บทที่ 10
การปฏิวัติ (เทคโนโลยี) เกิดขึ้นในเพียงบางพื้นที่ (Revolution ... in a Few
Zip Code)
เมื่อมีการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ขึ้น
จำเป็นต้องมีการปกป้องคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากความรู้และเทคโนโลยีดังกล่าว
โดยการจดลิขสิทธิ์ ฉะนั้นลิขสิทธิ์ (patent)
จึงบ่งบอกถึงความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์
ในปี ค.ศ. 1998 ชาวเกาหลีใต้ใช้คนจำนวน 13,653 คน
ประดิษฐ์ผลงานสร้างสรรค์ได้เท่ากับชาวเม็กซิกัน 1,267,532 คน
และด้วยปัจจัยการพัฒนาการศึกษาและการสร้างสมความรู้ใหม่ระหว่าง ปี ค.ศ. 1990 -
1998 จึงทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงของเกาหลีใต้สูงกว่าเม็กซิโก 8 เท่า
ประเทศที่ไม่มีความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมักจะไม่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
การปฏิวัติเทคโนโลยีขนานใหญ่ ในบางพื้นที่กำลังสร้างจักรวรรดิและสลัม (ประเทศยากจน)
ใหม่เกิดขึ้นในโลก
แม้ประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศชิลี จะสามารถลดปัญหาเงินเฟ้อ
ลดปัญหาการคอรัปชั่น ตัดลดงบประมาณลง และแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ก็ยังไม่อาจช่วยทำให้ประเทศร่ำรวยได้
เพราะว่ายังมุ่งผลิตสินค้าแบบเดิมโดยไม่มีการพัฒนาความรู้ใหม่
ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างเช่นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ
ยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่น
สามารถตีพิมพ์เอกสารหรือวารสารเกี่ยวกับความรู้ใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์
คิดรวมเป็น 84 % ของทั้งหมดในโลกในปี ค.ศ. 1995
นับวันเทคโนโลยีสามารถแพร่กระจายได้เร็วขึ้น เช่น โทรศัพท์ต้องใช้เวลา 35 ปี
กว่าจะมีใช้ตามครัวเรือนจำนวน 1/3 ของครัวเรือนทั้งหมดในประเทศสหรัฐเอมริกา
ส่วนโทรทัศน์ใช้เวลา 26 ปี วิทยุใช้เวลา 22 ปี
เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลใช้เวลา 16 ปี และอินเตอร์เน็ตใช้เวลาเพียง
7 ปี เท่านั้น
บทที่
11 เทคโนโลยีไม่มีกล่าวคำว่า "ได้โปรดเถอะครับ
" (Technoloey Is Not Kind...It Does Not Say "Please"
ในช่วงทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 เกิดการควบรวม (merging) บริษัทต่าง ๆมากมาย
โดยเฉพาะในธุรกิจด้านเคมีภัณฑ์ ยา ธรุกิจทางการเกษตร
ที่เกิดการพัฒนาดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรม (genetic code)
ระบบเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (Knowledge - Based Economy) ไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม
(Telecommunication) เท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องการเกษตรและธุรกิจทางการเกษตรด้วย
ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีดัดแปลงตัดต่อพันธุกรรมในอนาคต เกษตรกรจะสามารถปลูกยารักษาโรค
พลาสติก เชื้อเพลิง แทนการปลูกเฉพาะธัญญพืชเพื่อให้ได้แป้งเท่านั้น
นอกจากนี้พืชจำพวกกล้วยและมันฝรั่งยังสามารถนำไปดัดแปลงสารทางพันธุกรรมเพื่อให้มนุษย์รับประทานแล้วกลายเป็นวัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรคและตับอักเสบได้
ปัจจุบันบริษัท Dow Chemical
สามารถผลิตข้าวโพดที่สามารถผลิตพลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพได้
หรือสตรีสามารถรับประทานข้าวโพดที่ได้รับการตัดแต่งทางพันธุกรรมเพื่อใช้ป้องกันการตั้งครรภ์ได้
แม้แต่ในสัตว์เองก็มีการตัดแต่งทางพันธุกรรมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ในการปลูกถ่ายอวัยวะจำพวกหัวใจ
ตับ และไต ของสุกรที่ถูกตัดแต่งทางพันธุกรรมแล้วมาเปลี่ยนให้กับคนไข้ตลอดจนการตัดแต่งเซลสมองหนูเพื่อรักษาโรคอัลไซเมอร์
(Alzheimer) เป็นต้น
ภูมิภาคและประเทศที่ไม่เข้าใจเทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งสามารถนำไปช่วยพัฒนาธุรกิจทางการเกษตร
(agribusiness) จะยากจนลง ซึ่งภูมิภาคสหภาพยุโรปเป็นตัวอย่างของภูมิภาคที่ไม่ยอมรับเรื่องเทคโนโลยีการตัดแต่งทางพันธุกรรมก็จะเกิดปัญหาต้องจัดเกตรียมในเรื่องงบประมาณจำนวนมากเพื่ออุ้มภาคเกษตรต่อไปในอนาคต
เทคโนโลยีไม่เคยรอใคร (It does not wait) ฉะนั้นประเทศที่ก้าวทันกับการพัฒนาเทคโนโลยีจะกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจมากขึ้น
ซึ่งหลักตรรกของระบบทุนนิยมโลกก็คือ ผู้ที่จะสามารถครอบงำโลกได้ต้องรวดเร็ว
บทที่ 12 นอนไม่หลับ
ที่เมืองซีแอตเติล (Sleepless...(and angry) in Seattle)
การที่มีผู้ประท้วงแต่งตัวเป็นผักที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรมหน้าบริเวณที่ประชุมองค์การการค้าโลก
(WTO) ที่เมืองซีแอตเติล เป็นแค่เรื่องของผู้ที่กลัวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเท่านั้น
ประเทศที่ไม่รักษาตลาดและเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพจะอยู่ในเกมส์การแข่งขันที่ค่อนข้างลำบาก
ประเทศที่ปิดตัวไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงในขณะที่เทคโนโลยีของภูมิภาคแถบอื่นก้าวหน้าจะถดถอยลงอย่างรวดเร็วในที่สุด
เทคโนโลยีสารสนเทศกับเทคโนโลยีด้านพันธุกรรมศาสตร์มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งในขณะที่เศรษฐกิจของบางประเทศซบเซา
ประเทศไหนหยุดประเทศนั้นแพ้ในการแข่งขัน
บทที่ 13 รู้ไฮเทค
- จ่ายงาม - พลังขับเคลื่อนสูง (High Tech...High Pay...High Mobility...)
ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979 - 1999
รายได้ของผู้ที่จะจบการศึกษามหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 14 %
แต่รายได้ผู้ที่จบการศึกษามัธยมลดลง 12% และรายได้ผู้ที่ไม่จบมัธยมลดลง 27%
และผู้ที่จบการศึกษาที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าสาขาอื่นๆ
ประมาณ 2-3 เท่า โดย 5 อาชีพแรกที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในสหรัฐอเมริกา จากปี
ค.ศ.1998-2008 ที่สำนักสถิติแรงงาน (Bureau of Labor Statistics)
คาดไว้ล้วนเกี่ยวข้องกับงานด้านคอมพิวเตอร์แทบทั้งสิ้น
ประเทศเกาหลีใต้ใช้จ่ายเงินงบประมาณ 3.7% ของรายได้ประชาชาติ (GNP)
ในเรื่องการศึกษาประกอบกับครอบครัวชาวเกาหลีจ่ายเงินเพื่อหาที่สอนเสริมที่ดีสุดทางด้านภาษาอังกฤษ
คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แก่บุตรหลานในการแข่งขันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
มีส่วนทำให้เปลี่ยนประเทศเกาหลีใต้จากประเทศล้าหลังเป็นประเทศผู้นำทางเทคโนโลยีและเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก
มันสมองชาติต่างๆ ไหลเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อไปทำงานที่ Silicon Valley (เมืองไฮเทค)
เพราะรายได้ดีกว่าทำงานในประเทศตน โดยในปี ค.ศ. 1998 1 ใน 3 ของ CEO
ที่ทำงานใน Silicon Valley
เป็นชาวอินเดียและจีนสามารถสร้างยอดขายสินค้าไฮเทคได้เท่ากับประชาชนนับพันล้านคนในอินเดียส่งออกตลอดทั้งปี
เนื่องจากประเทศเม็กซิโกมีผู้ได้รับปริญญาทางวิทยาศาสตร์น้อยประกอบกับสถานการณ์การกระจายรายได้ที่ไม่ดี
คนรวยในเม็กซิโกจำนวน 10% ของคนทั้งประเทศถือทรัพย์สิน 43%
ของทรัพย์สินทั้งประเทศในขณะที่ในสหรัฐอเมริกา คนรวย 10% ถือทรัพย์สินเพียง 29%
ของทรัพย์สินทั้งประเทศเท่านั้น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของประเทศก็คือเทคโนโลยีและความรู้ความเข้าใจวิทยาศาสตร์
(scientific literacy) นั่นเอง ยิ่งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ
ก็ยิ่งสร้างมั่งคั่งให้เกิดขึ้นกับประเทศ
บทที่ 14 การอพยพย้ายถิ่นในยุคดิจิตอล
- พันธุกรรมศาสตร์ (The Digital - Genomics Diaspora)
เนื่องจากระบบเศรษฐกิจบนฐานความรู้ (Knowledge - Based Economy)
และการให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนทำให้เกิดการอพยพย้ายถิ่นขยายตัว
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965
ตัวเลขของผู้ที่อยู่อาศัยในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศบ้านเกิดเพิ่มเป็น 2 เท่า
ในทวีปยุโรปและอเมริกา จำนวนประชาชน 10 % ไม่ได้เป็นผู้เกิดในประเทศ
ผู้อพยพย้ายถิ่นเหล่านี้มากมายเป็นผู้ที่ความฉลาด
มีคุณสมบัติของความเป็นนักลงทุนสูงและอพยพเข้าไปอยู่อาศัยในประเทศเพียงไม่กี่แห่งในโลก
ปัจจุบันชาวอเมริกันที่ทำงานในบริษัทได้รับความกดดันในการทำงานมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เนื่องจากต้องทำงานแข่งขันกับผู้ที่อยู่อาศัยในต่างประเทศซึ่งทำงานกับบริษัทผ่านทางอินเตอร์เน็ตโดยตรงในแต่ละวัน
เกิดปัญหาสมองไหลออกจากประเทศต่างๆ
โดยต่างละทิ้งประเทศบ้านเกิดไปทำงานในที่มีเงินเดือนดีกว่า
หรือแม้แต่ไปเรียนหนังสือในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น
สหรัฐอเมริกาแล้วไม่เดินทางกลับประเทศเดิมเพื่อทำงานต่อ
ประเทศที่ปิดกั้นโอกาสการเติบโตของมันสมองในประเทศ เช่น อินเดีย
จะส่งผลให้มันสมองไหลไปสร้างความมั่งคั่งในประเทศอื่น
ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่และภารกิจที่สำคัญของประเทศและรัฐบาลจะต้องเพาะสร้าง
พัฒนา รักษา ตลอดจนดึงดูดให้มันสมองเหล่านี้อยู่ในประเทศเพื่อพัฒนาความรู้ใหม่ๆ
ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
บทที่ 15
มิติพิศวง (Time Warp)
ในอนาคตจะสามารถโคลนนิ่ง (cloning) บุคคลที่เรารักซึ่งเสียชีวิตไปแล้วได้อันเป็นผลพวงมาจากการปฏิรูปทางพันธุกรรมศาสตร์
(genomies revolution)
โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการให้กำเนิดเด็กทารกที่ไม่ใช่วิธีธรรมชาติครั้งแรก
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ค.ศ. 1975 นั่นคือการมีเด็กในหลอดแก้ว (test table
babies) ชื่อ Louise Joy Brown เกิดขึ้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1984 เด็กทารกที่เกิดจากตัวอ่อนแช่แข็ง (one
- frozen embryo) ชื่อ Zoe Leyland เกิดขึ้น
โลกต้องเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 ลูกแกะที่เกิดจากโคลนนิ่งเซลของตัวแม่มีชื่อ
Dolly เกิดขึ้น
ในปัจจุบันมนุษย์สามารถตัดแต่งยีนส์ (genes)
ของสุกรด้วยการนำยีนส์มนุษย์ไปตัดแต่งผสมเพื่อลดการต่อต้านของร่างกายหลังจากการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะของสุกรให้มนุษย์
ในอนาคตความรู้และเทคโนโลยีทางพันธุกรรมศาสตร์ (genotics)
จะเข้ามามีอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นไม่ว่าในเรื่องอาหารและทางด้านการแพทย์ |