ความคิดและสถานการณ์เดิม

           คนทั่วไปรับรู้ว่า โอกาสในการพัฒนาการศึกษาโดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพขึ้นอยู่กับการได้รับการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอ  ซึ่งความรู้สึกต้องการทรัพยากรมีอยู่อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่ชัด จึงเกิดการเรียกร้องเพื่อให้ได้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นตลอดเวลา บนพื้นฐานความคิดว่า ใครได้รับทรัพยากรมาก จะมีโอกาสในการพัฒนาที่สูงกว่า ทุกส่วน ทุกฝ่ายจึงแสวงหาวิธีการ เพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณในทุกรูปแบบ ก่อให้เกิดความลักลั่น ไม่เท่าเทียมและไม่โปร่งใส ตามที่สามารถพบเห็นได้ในภาวะการณ์ทางการศึกษาในปัจจุบัน

 

สถานการณ์และความจำเป็นใหม่

           ในระบบงบประมาณใหม่ คนเริ่มพูดกันถึงราคาต่อหน่วยในการผลิตกันมากขึ้น กล่าวให้ชัดคือเปรียบเทียบให้เห็นว่า ในการจัดการศึกษาให้แก่ผู้เรียนแต่ละคนจะคิดเป็นค่าใช้จ่าย หรือทรัพยากรที่จะต้องลงทุนไปเป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานเบื้องต้นร่วมกัน เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายปกติที่ทุกคนจะได้รับการจัดสรรในระดับเดียวกัน และอาจได้รับเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดแคลน ตลอดจนได้รับงบประมาณเพิ่มตามนโยบายที่ต้องเน้นเป็นพิเศษของแต่ละหน่วย ซึ่งเป็นหลักการเบื้องต้นของการจัดสรรงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานที่ต้องเป็นระบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญในเรื่องความเสมอภาค คุณภาพ และประสิทธิภาพตามลำดับ

           ยิ่งไปกว่านั้นในการวัดผลสำเร็จของงาน จะต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงราคาผลผลิตต่อหน่วย หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปเพื่อผลงานนั้น ๆ ด้วย ก็จะเกิดการเปรียบเทียบได้ทันทีว่า ผลงานที่ได้รับนั้น หน่วยใดสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่า

           เพื่อให้เกิดความชัดเจน สามารถแสดงให้เห็นตามตารางต่อไปนี้

หน่วยงาน

คุณภาพ/มาตรฐาน

งบประมาณ

1.

2.

3.

4.

สูง

สูง

ต่ำ

ต่ำ

น้อย

มาก

น้อย

มาก

          จากตารางจะเห็นได้ว่า สถานศึกษาในลำดับที่ 1 จะมีผลงานยอดเยี่ยมที่สุด คือ ดำเนินการได้มีผลงานที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานสูง แต่ใช้งบประมาณน้อย รองลงมาก็ยังพอยอมรับได้ คือมีมาตรฐานสูง แต่ใช้งบประมาณมากในลำดับที่ 2 แต่ถ้าส่วนใหญ่ไปอยู่ในประเภทที่ 4 คือคุณภาพและมาตรฐานต่ำ แต่ใช้งบประมาณมาก ก็จะกระทบต่อการดำเนินการในเชิงนโยบายเป็นอย่างมาก ในภาวะที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด สิ่งจำเป็นที่ทุกหน่วยงาน ทุกสถานศึกษาต้องตระหนักเป็นอย่างยิ่งคือการที่มีทรัพยากรอยู่มาก แต่ไม่สามารถยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้ขึ้นไปอยู่ระดับแนวหน้าได้ ทรัพยากรที่ท่านมีอยู่จะกลายเป็นข้อจำกัดไปในทันที ดังนั้น การจัดทำคำของบประมาณ และแผนการใช้จ่ายงบประมาณต่อไปในอนาคต จะต้องมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการที่แท้จริง หากไม่เช่นนั้นแล้ว เมื่อมีการประเมินเกิดขึ้น หากท่านมีทรัพยากรมาก แต่ผลงานต่ำแล้ว อาจต้องไปอยู่ในสถานการณ์ที่ 4 ตามตารางที่แสดงไว้ตอนต้นก็ได้

           จุดที่ต้องการเน้นย้ำให้ชัดเจน คือ จัดสรรทรัพยากรตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดซึ่งเดิมเรามีการละเลยกันพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรครูให้แก่สถานศึกษา เราเคยจัดสรรงบประมาณที่เป็นเงินเดือนและค่าจ้างให้แก่สถานศึกษา ตามสภาพ และข้อมูลที่เป็นอยู่ จึงเกิดความลักลั่นอยู่เป็นอันมาก เพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบที่ชัดขึ้น จะแสดงให้เห็นตามตารางต่อไปนี้

สถานศึกษา

จำนวนครู
ตามเกณฑ์

จำนวนครู
ที่มีอยู่จริง

อัตราเงินเดือนที่ได้รับการ
จัดสรร

หมายเหตุ

1.

10

15

15

มีครูมาช่วยราชการ

5 ราย

2.

10

8

8

มีครูไปช่วยราชการ

2 คน หรือ มีอัตราว่าง

ยังไม่มีครู

          จากตารางที่แสดงให้เห็น ท่านจะไม่พบความเสมอภาค และความเป็นธรรมได้เลย กล่าวคือ ในกรณีโรงเรียนแรก อาจเป็นโรงเรียนที่อยู่ในเมือง มีความสะดวกสบาย มีครูมาเพิ่มขึ้น 5 คน จากจำนวนครูตามเกณฑ์ คือ 10 คน ในขณะที่โรงเรียนที่ 2 ไม่ได้เป็นความผิดและความบกพร่องของโรงเรียนเลย ที่ครูอาจถูกขอตัวไปช่วยราชการ หรือยังว่างอยู่ และปริมาณงานที่อาจเทียบเท่ากับโรงเรียนแรก เพราะมีครูตามเกณฑ์เท่ากัน ในรูปแบบการประเมินผลงานดังกล่าวข้างต้น หากโรงเรียนที่ 1 มีผลงานที่มีมาตรฐานต่ำ ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์ของตนเองแย่ลงไปทันที เพราะใช้ทรัพยากร คือ ครู และงบประมาณเพื่อการจ้างครูที่สูงกว่า และที่จะลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีก คือ การจัดสรรงบประมาณตามเกณฑ์ที่ต้องเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ในกรณีตัวอย่างที่ 1 ที่ครูเกินอยู่ 5 อัตรา หน่วยงานนั้นก็คงจะมีปัญหามาก เพราะจะต้องได้รับงบประมาณเพียง 10 อัตราเท่านั้น และในกรณีที่ 2 ที่โรงเรียนมีอัตรากำลังครู 10 คน แต่มีอยู่จริงพียง 8 คน สถาน-ศึกษา ย่อมมีความชอบธรรมที่จะต้องได้รับงบประมาณครบตามเกณฑ์ คือ 10 อัตรา ส่วนที่ได้รับเพิ่มนี้ อาจนำไปจ้างครูเพิ่มขึ้น หรือเป็นค่าตอบแทนให้แก่ครูที่ทำหน้าที่เกินไปจากมาตรฐานการปฏิบัติงาน หรือชั่วโมงสอนที่กำหนดไว้ ซึ่งจะเกิดความเป็นธรรม และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ครูทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล และอยู่ในท้องถิ่นที่สะดวกสบาย และยิ่งไปกว่านั้นในอนาคตอันใกล้นี้จะต้องพิจารณาในรายละเอียดไปถึงชั่วโมงทำงานของบุคลากรแต่ละคนอีกด้วย เพื่อจะกำหนดค่าใช้จ่ายต่อหน่วยให้เกิดความชัดเจน

          เป็นความจำเป็นที่ทุกคนต้องกลับมาทบทวนความคิด และแนวปฏิบัติในการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จะได้ไม่ต้องมาตกอกตกใจกับการประเมินจากหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าในประเทศและต่างประเทศก็ตาม คำถามคือว่าเราพร้อมกันหรือยังที่จะเผชิญกับสถานการณ์ใหม่นี้

นายสมเกียรติ  ชอบผล

กระทรวงศึกษาธิการ

 

 

 กลับหน้าแรกกระทรวงฯ
Copyright & copy : ๒๐๐๓ MOENet Thailand Service
แหล่งข้อมูล : นายสมเกียรติ  ชอบผล
โทร. ๐ ๒๖๒๘ ๕๖๑๓

ปรับปรุงข้อมูล : ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๖
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ :  น.ส.นิภา แย้มวจี
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. ๐ ๒๒๘๑  ๙๘๐๙, ๐ ๒๖๒๘  ๕๖๔๓-๔๔  โทรสาร ๐ ๒๒๘๒  ๙๒๔๑