โดย ดร.อธิปัตย์  คลี่สุนทร
ผู้ตรวจราชการกระทรวง

     download (MS.Word)

               ท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.โกวิท  วรพิพัฒน์)  หลังจากเป็นครูประชาบาลมาระยะหนึ่งก็ได้เป็นนักเรียนทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา  ตั้งแต่ปริญญาตรีจนจบปริญญาเอก  ปกติท่านแทบจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษในเวลาสนทนาเลย  ยกเว้นการสนทนาเชิงวิชาการซึ่งคำภาษาอังกฤษนั้น  พูดแล้วสื่อความหมายได้ค่อนข้างเร็วกว่า (ในการสนทนานั้นๆ) ท่านจึงจะใช้

               แต่โปรดอย่าคิดว่าท่านไม่เก่งภาษาอังกฤษ เคยเห็นท่านพับ Speech ภาษาอังกฤษที่มีผู้เตรียมให้ที่จะต้องกล่าวกับชาวต่างประเทศใส่กระเป๋าเสื้อนอกแล้วกล่าวสดๆ หลายครั้ง แต่ละครั้งผู้ฟังปรบมือพอใจกันเกรียวกราว

                มีคำภาษาอังกฤษอยู่คำหนึ่งที่ท่านใช้บางครั้งในแนวนโยบายหรือแนวทางการทำงาน คำนั้น คือ "Between the Lines"  คำนี้ที่จริงเป็นคำแปลได้ง่ายๆ คือ "ระหว่างบรรทัด"  ปัญหาคือมีข้อความอยู่ ๕-๖ บรรทัด หรือ ๑๐-๒๐ บรรทัด ที่อ่านพอรู้เรื่องได้แล้ว "ระหว่างบรรทัด" นั้นคืออะไร มีอะไรซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดเหล่านั้นที่ไม่ปรากฎเป็นตัวอักษร หรือคำพูดที่เราๆ ได้ยินสิ่งที่ซ่อนอยู่นั้นคืออะไร หมายความว่าอย่างไร คำที่ว่านั้นน่าจะมาจาก You've got to read between the lines และคุณอาจจะพบสิ่งดีๆ ที่ซ่อนอยู่ แฝงอยู่ ที่เป็น deep meaning ที่อาจจะเขียน หรือพูดได้ไม่ถนัด หรืออาจจะพูดไม่ได้ หรือผู้พูดหรือผู้เขียนคาดว่าผู้อ่านหรือผู้ฟังเข้าใจเองได้  

                 เมื่อท่านเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ท่านก็ได้ให้นโยบายเรื่อง อุทยานการศึกษา โดยย้อนถึงการทำโรงเรียนและสภาพแวดล้อมให้สวยงาม สมัยท่านเป็นอธิบดีกรมสามัญศึกษาว่า สถานศึกษา ศาสนสถาน (วัด มัสยิด โบสถ์ ฯลฯ)  สามารถทำเป็นอุทยานการศึกษาได้โดยท่านขอเสนอแนะองค์ประกอบสำคัญ ๓ ประการ คือ ประการแรกต้องสงบร่มรื่น สะอาด สวยงาม ประการที่สองเป็นแหล่งความรู้ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม มีครู มีพระ มีผู้รู้ มีห้องสมุด มีหอไตร ฯลฯ ช่วยให้ความรู้ ความคิด แนวปฏิบัติ และประการที่สามมีแหล่งน้ำ  ทั้งแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำที่จัดทำขึ้นใหม่เป็น บ่อ สระ ที่เก็บน้ำฝนเพื่อใช้ประโยชน์ในที่ที่นั้น และจะเป็นแหล่งน้ำสุดท้ายของชุมชนเมื่อยามขาดแคลน (ซึ่งเกิดขึ้นแทบทุกปีในหลายพื้นที่)  นโยบายนี้ได้รับการขานรับจากผู้บริหารจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาคด้วยดี  ผู้บริหารจำนวนมากพยายามจัดหน่วยงานของตนให้มีลักษณะเป็นอุทยานการศึกษา และเมื่อมีการสรุปรวมจากหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคว่ามีอุทยานการศึกษา (เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๓๖) จำนวน ๒,๓๘๕ แห่ง

                ท่านปลัดกระทรวงฯ มอบหมายศูนย์สารสนเทศ สป. ทำจดหมายขอบคุณและขอทราบว่าอุทยานการศึกษาของแต่ละแห่งได้ดำเนินการมาอย่างไร โดยมีแบบสำรวจส่งไปพร้อมกับหนังสือขอบคุณนั้นด้วย เมื่อถึงเวลาจะส่งจดหมายซึ่งมีจำนวน ๒,๓๘๕ ฉบับ ถึงผู้บริหารสถานศึกษา เจ้าอาวาส โต๊ะครูและผู้บริหารองค์กรอื่นๆ ตามจำนวนดังกล่าว ศูนย์สารสนเทศ สป. ก็ได้ขอความเห็นว่าจะขออนุญาตทำเป็นกระดาษไขรวม ๔ ฉบับ แต่ละฉบับจะส่งถึงท่านผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงดำเนินการอุทยานการศึกษาเพื่อประหยัดเวลาในการทำงานของท่านปลัดกระทรวงฯ คำตอบคือ ขอให้ทำจดหมายดังกล่าวพร้อมจ่าหน้าด้วยทั้ง ๒,๓๘๕ ฉบับ ท่านจะลงนามสดทุกฉบับ

                Between the lines ในเรื่องนี้คงมีสองส่วน ส่วนหนึ่ง คือ คนที่เห็นโรงเรียน วัด ฯลฯ สะอาด ร่มรื่น สวยงาม ก็คงจะมีผู้ไปทำตามด้วย นักเรียนและครูอาจารย์ที่โรงเรียนมีลักษณะดังกล่าวก็จะไปทำที่บ้านตนเองให้สะอาด สวยงาม ฯลฯ ด้วย เกี่ยวกับเรื่องปลูกต้นไม้ ครั้งหนึ่งท่านเคยปรารภวา ถ้าเราปลูกต้นไทรไว้หน้าบ้านสักต้น ตอนแรกเป็นต้นเล็กๆ ต่อไปต้นไม้โตขึ้นกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ ใครมาใครไปก็แวะมาอาศัยร่มเงา วันหนึ่ง ๒-๓ คน หลายวันก็หลายคน ปีหนึ่งก็มีคนมาอาศัยร่มเยอะ นกกามาอาศัยทำรัง คาบเม็ดไปตกที่อื่น จากที่มีต้นเดียวก็กลายเป็นมีหลายๆ ต้น คนที่อาศัยพักร่ม วันหนึ่งเขาอาจจะเห็นประโยชน์ของร่วมไม้ ก็ปลูกที่บ้านบ้าง ประโยชน์ก็จะเกิดขยายไปได้เรื่อยๆ ... นั้นคือจุดเน้นส่วนหนึ่ง  ย้อนมาถึงเรื่องอุทยานการศึกษา Between the lines ก็คงคือ ตรงที่ท่านบอกว่า "ผู้ที่กำลังทำงานเรื่องอุทยานการศึกษาที่อยู่ทั่วประเทศนั้นทำงานหนักกว่าท่านหลายเท่านัก"  ท่านใช้เวลา ๓ วัน ลงนามสดหมดทุกฉบับ... ท่านให้เกียรติผู้ทำงานเพื่อส่วนรวมเสมอ

               เมื่อท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการทราบว่า ยอดงบประมาณ อาหารกลางวันของเด็กที่รัฐจัดสรรให้  โดยเฉพาะในระดับก่อนประถมศึกษาและประถมศึกษา  ถึงแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชน มูลนิธิ ฯลฯ แล้วก็ยังไม่เพียงพอ  ประกอบกับเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ ฯพณฯ รัฐมนตรีของกระทรวงศึกษาธิการทุกท่านให้ความสนใจสนับสนุนมาก  ท่านปลัดกระทรวงฯ จึงได้จัดตั้งสำนักงานโครงการอาหารกลางวันขึ้นมา (ผู้รับผิดชอบคือ นางสาวลัดดาวัลย์  สมิตะมาน)  เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ และให้สำนักงานนี้ทำงานกับคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันของกระทรวงและทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงเรียนของตำรวจตระเวนชายแดน  โรงเรียนมูลนิธิ  และกรุงเทพมหานคร อย่างใกล้ชิด  เพื่อสำรวจหาเด็กที่ไม่มีอาหารกลางวันรับประทานและแนวทางการขยายบริการนี้ให้ครอบคลุมทั่วถึง ทั้งนี้ให้จัดลำดับความสำคัญของสถานศึกษาในพื้นที่ที่จำเป็นมาก่อน  รวมทั้งให้แนวทางและมาตรการการจัดอาหารกลางวันที่มีคุณค่าที่จำเป็นต่อร่างกายในช่วงอายุดังกล่าวด้วย เพราะว่าเด็กไทยเราจำนวนมากที่มีข้าวรับประทานทุกมื้อ แต่บางคนก็เป็นโรคขาดสารอาหาร เนื่องจากรับประทานแต่อาหารที่ไม่มีคุณค่าต่อร่างกาย

               ท่านปลัดกระทรวงฯ ให้มีการสำรวจเด็กก่อนประถม และเด็กประถมที่ไม่มีอาหารกลางวันรับประทานโดยให้สำรวจถึงชื่อ ชั้น โรงเรียน เพื่อนำมาเป็นฐานทะเบียนไว้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์  ต่อจากนั้นมีการประชุมชี้แจงนโยบายและแนวทางที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ท่านอธิบดีกรมที่เกี่ยวข้อง  และผู้บริหารสำนักงานในระดับจังหวัดทุกจังหวัดเข้าร่วมการประชุม หลังจากนั้นมีการวางแผนการจัดสรรเงินที่ได้รับไปยังสถานศึกษาต่างๆ ทั้งในระดับก่อนประถมศึกษาและระดับประถมศึกษา  โดยพิจารณาให้การช่วยเหลือคนละ ๕ บาทต่อวัน ปีละ ๒๐๐ วัน (ที่โรงเรียนเปิดทำการ)  กำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ ๓ กลุ่ม คือ (๑) ช่วยเหลือนักเรียนทุกคนทั้งโรงเรียนที่อยู่ในถิ่นกันดาร  (๒) ช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนการกุศล  (๓) ช่วยเหลือนักเรียนยากจนขาดแคลนอาหารกลางวันในโรงเรียนทั่วไปในสังกัดต่างๆ

               ผลการทำงานนี้ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนคือ ยอดเงินงบประมาณสำหรับอาหารกลางวัน (โดยไม่รวมเงินกองทุนอาหารกลางวัน) ได้รับการจัดสรรสำหรับนักเรียนก่อนประถมและนักเรียนประถมเพิ่มขึ้นจาก ๓๐ ล้านบาทในปี ๒๕๓๕ เป็น ๒๒๐ ล้านบาทในปี ๒๕๓๖  และเป็น ๑,๓๓๓ ล้านบาท ในปี ๒๕๓๗

               Between the lines ในเรื่องนี้คืออะไร... หลายครั้งท่านปลัดกระทรวงฯ คิดดังๆ ว่า เด็กที่จะยิ้มได้ เรียนได้ดีนั้น ต้องอิ่ม  ท้องอิ่ม  แล้วหน้าตาจะสดชื่น ซึ่งน่าจะช่วยให้เรียนหนังสือได้ดีด้วย  เนื่องจากไม่หิว ไม่กระวนกระวาย ท่านชอบเด็กยิ้ม  ได้ไปต่างจังหวัดหลายครั้งท่านจะชมในที่ประชุมว่าเด็กโรงเรียนนั้น โรงเรียนนี้ อัธยาศัยดี ร่าเริง ยิ้มแย้ม มีสัมมาคารวะ... ดังนั้น ท้องอิ่ม  น่าจะเป็นองค์ประกอบสำคัญมากประการหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพ (ชีวิต) ของเด็กที่โรงเรียนช่วยได้ ทุกวันนี้เด็กจำนวนหนึ่งที่เคยหลบเพื่อน หรือแอบดูเพื่อนๆ รับประทานอาหารกลางวัน ตอนนี้ไม่ต้องหลบแล้ว เพราะตนเองก็มีรับประทานเช่นเพื่อนๆ เหมือนกัน ซึ่งเด็กทุกคนควรจะต้องมีอาหารกลางวันรับประทาน และเด็กพวกนี้ต่อไปก็จะเติบโต แข็งแรงเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้อย่างแน่นอน

               โรงเรียนในฝัน  ในความหมายของท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ คือ โรงเรียนที่ดีที่ประชาชนภาคภูมิใจ  แต่อย่างไรก็ตามมีรายละเอียดในเรื่องนี้พอสมควร เริ่มตั้งแต่ความเชื่อของท่าน การหาทางทำให้นามธรรมเป็นจุดธรรม รวมทั้งความคาดหวังทั่วๆ ไป

               ท่านปลัดกระทรวงฯ เชื่อว่า ผู้รับการศึกษาจะมีความเจริญงอกงามทางความรู้ ความประพฤติ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เห็นช่องทางประกอบอาชีพ ภูมิใจ รากเหง้าบรรพบุรุษของตนทำงานเป็นกลุ่มได้ มีความเป็นประชาธิปไตยเป็นจุดร่วม นับถือตนเองได้ และนับถือผู้อื่นได้

               ทางด้านแนวความคิด ท่านปลัดกระทรวงฯ คิดว่า

                 โรงเรียนสามารถสร้างและพัฒนาให้เด็กและเยาวชนมีการพัฒนาทุกด้าน เป็นต้นว่า เป็นคนดี มีวินัย และเก่งตามศักยภาพของตน บางคนเล่นกีฬาเก่ง บางคนเรียนหนังสือดี  บางคนทำงานเก่ง  บางคนเล่นดนตรีไพเราะ  บางคนวาดภาพเก่ง ฯลฯ

                 โรงเรียนต้องร่มรื่น สวยงาม เป็นแหล่งความรู้มีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือแหล่งน้ำที่กักเก็บไว้

                 ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ควรมีการจัดห้องเรียน  ห้องส่งเสริมความรู้ครบถ้วน สมบูรณ์ อาทิ ห้องวิทยาศาสตร์  ห้องคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

                 โรงเรียนในฝัน  อาจอยู่ในเมือง นอกเมือง หรือที่ใดก็ได้ที่มีสถานที่ออกกำลังกาย ฝึกซ้อมดนตรี ฝึกทักษะวิชาชีพพื้นฐาน มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

                 โรงเรียนที่มีอยู่ปัจจุบันบางโรงเรียนอาจจะใช้เวลา ๓๐-๔๐ ปี เพื่อจะเป็นโรงเรียนในฝัน บางโรงเรียนอาจจะใช้เวลา ๓-๕ ปี และบางโรงเรียนก็เป็นอยู่แล้วในปัจจุบัน

                 โรงเรียนมีอิทธิพลที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีต่อชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง แวดล้อม

                 เด็กของโรงเรียนในฝัน มีอาหารกลางวันรับประทานอิ่ม สะอาด ยิ้มได้เสมอ ภูมิใจในตนเอง รู้ประวัติของชุมชน และภูมิใจในชุมชนของตนเอง

                  ภาคปฏิบัติของโรงเรียนมิใช่การฝึก แต่คือการลงมือทำจริง ผิดบ้าง พลาดบ้าง ถือเป็นประสบการณ์ตรง ผลผลิตที่ได้จากการปฏิบัติ จะเป็นประโยชน์ใช้ได้จริงหรือมีมูลค่าในตลาดผู้บริโภค

                  ครู อาจารย์และผู้บริหารโรงเรียนในฝัน มีสวัสดิการดี สุขภาพจิตดี มีทางและโอกาสก้าวหน้าตามความสามารถและประสบการณ์ของตน

                 เพื่อหาทางทำนามธรรมให้ค่อยๆ เป็นรูปธรรมที่สมบูรณ์ ท่านปลัดกระทรวงฯ แต่งตั้งคณะทำงานหารูปแบบโรงเรียนที่ดี  โดยท่านเป็นที่ปรึกษา และให้นายสุทธิ  เพ็งปาน  สมาชิกวุฒิสภาเป็นประธานคณะทำงาน ประกอบด้วย นางเยาวรินทร์ จันทนมัฎฐะ  นายสมพงษ์  ธรรมอุปกรณ์  นายเฉลิมชัย รัตนกรี  นางสาวเอกจิตรา ชูสกุลชาติ  นางอารีรัตน์  วัฒนสิน  นายสุชาติ  จันทรัตน์  และให้นายอธิปัตย์  คลี่สุนทร และนางสาวมยุรี  รัตนมุง เป็นฝ่ายเลขานุการคณะทำงานดังกล่าว ได้ศึกษาเอกสาร ระดมความคิดและประสบการณ์ ประมวลเสนอ ซึ่งท่านปลัดกระทรวงฯ ได้ให้แนวคิดเพิ่มเติม สรุปได้ว่า

                โรงเรียนในฝันต้องมี ขนาด สภาพแวดล้อม อาคารและอุปกรณ์การบริหาร กิจกรรมการเรียนการสอน หลักสูตรที่เหมาะสม เพื่อสามารถหล่อหลอมจิตใจของผู้อยู่ในโรงเรียนนั้นๆ ให้มุ่งประพฤติดีมีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้พื้นฐานตามสมควร เคารพความคิดและแนวปฏิบัติ เคารพความคิดและแนวปฏิบัติของผู้อื่น (มิใช่เข้าที่ไหนบ่อนแตกที่นั่น) มีภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นส่วนร่วม  เห็นแนวทางและได้ปฏิบัติงานที่เป็นพื้นฐานการประกอบอาชีพสุจริต และโรงเรียนดังกล่าวนี้ นอกเหนือจากนักเรียนแล้ว ครูอาจารย์ บุคลากร ชุมชน ประชาชน ต่างก็ภูมิใจได้เมื่อกล่าวถึง

                 หลายท่านคงสงสัยว่า โรงเรียนที่ขาดแคลนทุกอย่าง จะเป็นโรงเรียนในฝันได้อย่าง Between the lines ก็คงตรงที่ท่านปลัดกระทรวงฯ ปรารภว่า ทำตามที่พอทำได้แต่ขอให้ทำเต็มที่ ทุกโรงเรียนนั้นจะมีลักษณะเด่นของตนเองอยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน บางโรงเรียนอาจจะอยู่ในวัดที่เป็นวัดที่สร้างมาแต่โบราณผู้คนมาให้ความศรัทธา บางโรงเรียนอาจเป็นโรงเรียนเก่าที่สะอาดที่สุด บางโรงเรียนอาจเป็นโรงเรียนเล็กแต่มีต้นไม้เขียว เขียวที่สุด บางโรงเรียนมีโปรแกรมวิทยาศาสตร์ดีที่สุด บางโรงเรียนอาจจะมีวงดนตรีไทยที่ได้รับเชิญไปแสดงบ่อยที่สุด บางโรงเรียนมีโครงการอาหารกลางวันเยี่ยมที่สุด บางโรงเรียนมีสหกรณ์โรงเรียนดีที่สุด บางโรงเรียนจัดชั้นเด็กเล็กได้น่าเอ็นดูที่สุด ฯลฯ ทำจุดนั้นให้เป็นตัวอย่างแล้วจึงสร้างเสริมด้านอื่นๆ ขึ้นมา ต่อไปก็จะสมบูรณ์ได้ ครั้งหนึ่งท่านปลัดกระทรวงฯ กล่าวว่า ได้พบโรงเรียนในฝันหลายแห่ง ทั้งที่อยู่ใกล้เมือง ทั้งที่อยู่ไกลเมืองออกไป โรงเรียนหนึ่งที่ท่านมีโอกาสแวะไปดูได้ไม่ไกลเมือง คือ โรงเรียนบ้านริมใต้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งท่านผู้อำนวยการทองหล่อ ธงชัย และคณะครูอาจารย์ ค่อยๆ พัฒนาปรับปรุงมา โดยใช้เวลาประมาณ ๗ ปี จากโรงเรียนที่เก่า แห้งแล้ง กลายเป็นโรงเรียนที่ร่มรื่น สวยงาม มีที่เก็บน้ำ สระน้ำ มีห้องสมุดน่านั่งอ่านหนังสือ เด็กและครูอาจารย์ มีระเบียบวินัย ผ่องใส มีชีวิตชีวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี เด็กและครูต่างก็มีความร่วมมือระหว่างกันและกัน และเป็นที่ภูมิใจของชุมชนนั้น

                โรงเรียนในฝันตามแนวความคิดของท่านปลัดกระทรวงฯ มีของจริงให้เห็นได้ชัดเจนหลายแห่งที่เป็นที่ภาคภูมิใจของชุมชน และโรงเรียนอีกจำนวนมากกำลังจะก้าวเข้าไปสู่ความเป็นที่ภาคภูมิใจของชุมชนนั้นๆ

                โรงเรียนเหล่านี้มิใช่เป็นความฝันของท่านปลัดกระทรวงฯ แต่เพียงผู้เดียว เด็กนักเรียน ครู อาจารย์ ผู้บริหาร ประชาชน ในชุมชนเป็นจำนวนมากกำลังฝันคล้ายๆ กัน และกำลังช่วยกันทำความฝันให้ใกล้ความจริง และเป็นความจริง ...

                ท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำริการพัฒนาคลองแสนแสบหรือคลองท่าไข่ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุผลที่ว่าชีวิตคนไทยแต่เดิมอยู่กับแม่น้ำลำคลอง อาศัยแม่น้ำลำคลองประกอบอาชีพยังชีวิต เดินทางไปมาหากัน แม่น้ำและลำคลองนั้นมีหลายสายแต่ที่น่าเป็นห่วงมากในปัจจุบัน คือ คลองแสนแสบ ซึ่งเริ่มต้นจากแม่น้ำบางประกง จนมาเชื่อมต่อคลองโอ่งอ่างและคลองบางลำภู  ที่ปากคลองสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

                เรื่องนี้ควรมีการศึกษาวิเคราะห์ว่าควรมีแนวทางพัฒนาอย่างไร เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐอย่างไร รวมทั้งภาครัฐและเอกชนและประชาชน จะช่วยได้อย่างไร งบประมาณเท่าไร วิธีการควรจะเป็นอย่างไร สรุปว่าให้มีคณะทำงานหรือคณะกรรมการทำการศึกษาวิเคราะห์  เพื่อการดำเนินการจริง โดยมีสถาบันราชภัฏฉะเชิงเทรา (ผศ.ดร.สุพล  วุฒิเสน) เป็นเจ้าของเรื่องทางต้นคลอง และสถาบันราชภัฏจันทรเกษม (รศ.ดร.ทองคูณ  หงส์พันธุ์)  ร่วมเป็นเจ้าของเรื่องในส่วนปลายคลอง  ซึ่งท่านปลัดกระทรวงฯ ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (นายถวัลย์  ทองมี) สำรวจข้อมูลเบื้องต้น

                ต่อมาคณะหลายคณะ ซึ่งมีผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (นายถวัลย์  ทองมี) อธิการของทั้งสองสถาบัน รวมทั้งคณะของ ผศ.เอนก  เทพสุภรณ์กูล  ดร.บุญเลิศ  กลางใจ  และโดยเฉพาะได้รับความอนุเคราะห์อย่างยิ่งจากเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดครอบครัวขนส่ง (นายชวลิต  เมธยะประภาส)  ได้ศึกษาดูสภาพการตื้นเขินข้อขัดข้องต่างๆ ที่ทำให้เรือไม่สามารถเดินจากปลายคลองแสนแสบไปยังต้นคลองแสนแสบได้ และต่อมาท่านปลัดกระทรวงฯ เป็นผู้นำคณะไปด้วยหลายครั้ง สองครั้งแรกต้องลงเรือต่อรถและเดินหลายทอด ครั้งหลังจึงไปทางเรือได้ตลอด หลังจากนั้นได้มีการสัมมนาเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาคุณภาพชีวิต และวัฒนธรรมสองฝั่งคลอง โดยมีผู้แทนหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสัมมนาหลายครั้ง อาทิ ศ.รอ.กฤษฎา  อรุณวงษ์ ณ อยุธยา  พลโท เชษฐา  ฐานะจาโร  ศ.ดร.ธวัช  วิชัยดิษฐ์  นายแพทย์ดำรงค์  บุญยืน  ดร.นิรบัณ  สิงหบุตร  ดร.นิเชต  สุนทรพิทักษ์  นายจำเริญ  เสกธีระ  นายขรรค์ชัย บุนปาน  นายเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์  นายจรูญ เอกอินทร์  นายยุทธชัย อุตมา  นางสาวอาภรณ์ รัตนเจริญสุข  นายเนียน เรือนบุญ  นายประพัฒน์ รอดแพ  นายเปรม ช้างศิลา  นางสาวสุรีย์ นาคดิษฐ์  นายจำนง อุไรรัตน์  นายเฉลิมศักดิ์ วานิชสมบัติ  พ.อ.ชัยสิทธิ์ เงินศรี  นายชูศักดิ์ ต.ศิริวัฒนา  นายทวีป สหเจริญ ฯลฯ  ซึ่งแต่ละครั้งมีผู้เข้าร่วมสัมมนาไม่น้อยกว่า ๑๕๐ คน  ปัญหาหลักที่พบเห็นคือ ในส่วนคลองช่วงในเขต กทม. ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น ถึงแม้ กทม.ได้พยายามเก็บขยะทางน้ำและขุดคลองในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีบางตอนที่น้ำมีกลิ่นและมีสีดำ สำหรับช่วงเหนือมีนบุรีขึ้นไป น้ำไม่มีกลิ่นและประชาชนใช้ในการซักล้างพอได้ ที่น่าสังเกตคือ ช่วงหน้าแล้ง คลองแสนแสบด้านเหนือน้ำจะแห้งทุกปี ดังนั้นปัญหาสำคัญ คือ การขุดลอกคลอง การกำจัดน้ำเน่าเสีย การรุกล้ำคลอง และการขุดคลองซอยเพิ่มเพื่อกักเก็บน้ำให้มีตลอดปี เป็นต้น

                เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านปลัดกระทรวงฯ ได้ให้แนวคิดเพิ่มเติมว่า

                ๑. ชีวิตคนไทยตั้งแต่โบราณมาอยู่ริมน้ำ เป็นวัฒนธรรมที่สงบเยือกเย็น พวกเราในปัจจุบันต้องแบ่งแรง ร่วมแรง หาทางพัฒนาคลองต่างๆ ให้กลับอยู่ในสภาพคล้ายเดิม หรือดีกว่าเดิม โดยเฉพาะคลองแสนแสบหรือคลองท่าไข่ ซึ่งขณะนี้น้ำเสียรุนแรง และหน้าแล้งน้ำแห้ง เรือเดินได้เฉพาะบางช่วงไม่ตลอดคลอง ควรทำให้เป็นตัวอย่างก่อนพัฒนาคลองอื่นๆ ต่อไป

                ๒. ชีวิตท่านปลัดกระทรวงฯ เมื่อวัยเยาว์ อยู่อาศัยและเกี่ยวพันกับคลองท่าไข่นาน ดังนั้น โดยส่วนตัวถือเป็นภารกิจที่จะต้องตอบแทนบุญคุณของลำน้ำลำคลองนี้

                ๓. ควรขุดคลองให้ลึกกว่าเดิม และพัฒนาคลองซอย ขุดเพิ่มคลองซอยให้ลึกเพื่อให้คลองทั้งหมดจุน้ำได้มากขึ้น (หน้าแล้งน้ำจะได้ไม่แห้ง) ให้เพียงพอใช้ในกิจการเกษตร เพียงพอใช้ในการเดินทาง (ขุดคลองอาจจะถูกกว่าทำถนน) และเพียงพอใช้ในการอุปโภค บริโภค

                ๔. โรงเรียน สถาบันศาสนา (วัดมัสยิด ฯลฯ) สถานที่ราชการใกล้คลองและติดคลองมีเป็นจำนวนมาก รวมทั้งโรงงาน โรงสีข้าว ฯลฯ ของเอกชน สามารถมีส่วนช่วยได้เป็นอย่างดี อาทิ นักเรียนชวนผู้ปกครองมาช่วย โรงงานชวนคนงานมาช่วย วัดและมัสยิดชวนผู้ที่อยู่ใกล้ๆ มาช่วย ฯลฯ

                ๕. สลัมริมคลองอาจจะมีได้ แต่ควรจะเป็นสลัมที่สะอาด อาจจะเป็น The most beautiful slum in the world ได้

                ๖. ที่ดินชายคลองหน้าบ้านอาจจะทำเป็นถนนหรือเส้นทางคมนาคมเลียบคลอง โดยขอรับบริจาคที่ หรือขอเวนคืนโดยไม่ใช้งบประมาณราชการ หากยังไม่ต้องการให้ทำ ก็อ้อมบ้านนั้นๆ ไปก่อน

                ๗. หากคลองและทางเลียบคลองติดต่อกันได้ถึงกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวอาจจะมาได้สะดวกมาเยี่ยมชม มีที่พัก แบบ rest area ระหว่างทาง  มีที่ขายอาหาร พักผ่อน มีสวน มีต้นไม้ มีที่นั่งพักอ่านหนังสือ ฯลฯ อาจจะทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเกิดขึ้นรวมทั้งเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการเดินทางทางน้ำอีกทางหนึ่ง

                ๘. อาจจะมีวัน D-Day พร้อมกันสัก ๑ วัน หรือ ๒ วัน หรือ ๑ สัปดาห์ เพื่อระดมกัน ลมแรงกัน คลองนี้เจ้าของมิใช่จังหวัดฉะเชิงเทราหรือกรุงเทพฯ แต่เป็นของบ้านเมือง เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเป็นคลองเก่าที่ขุดในสมัยรัชกาลที่ ๓ เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องดูแลรักษาให้สะอาด เรียบร้อย เป็นประโยชน์ต่อชุมชนริมคลอง และเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม

                ๙. ประเด็นสำคัญที่ควรหารือกันต่อๆ ไป คือ ใครควรจะทำอะไร (โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐ) อะไรที่ประชาชนทำได้ จะต้องใช้งบประมาณเท่าใด ใครจะหาส่วนไหน วิธีการควรจะเป็นอย่างไร ฯลฯ เพื่อทำให้งานสำเร็จในเวลาอันสมควร และสามารถรักษาสภาพที่ดีให้คงอยู่ได้ตลอดไปด้วย

                อะไรคือสิ่งที่อยู่ระหว่างบรรทัดที่ซ่อนไว้ภายในใต้การพัฒนาสภาพแวดล้อมของคลองแสนแสบ

                "คลองนี้เกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของเมืองไทย ของบ้านเราใช้ประโยชน์ ทำไมปล่อยให้น้ำท่วม ถ้าเราขุดมากๆ น้ำก็ลงไปเก็บไว้ หน้าแล้งก็ยังมีน้ำอยู่ ไม่ปล่อยให้ลงทะเลหมด ถ้าฝนตกมากเรามีที่เก็บเยอะๆ  นอกจากคลองที่ท่านในหลวงรัชกาลที่ ๕ ท่านตัดไว้ให้ เช่น คลอง ๑, ๒, ๓ คลองเจ้าคลองต่างๆ แล้ว สมัยเราทำไม่ได้ตัดเพิ่ม มันจะได้เก็บน้ำ แล้วทำให้ลึกที่ท่านตัดไว้เก่า เราก็ทำให้ลึกคือ เราทำถนนก็ดี แต่อย่าลืมคลอง ทำอะไรก็ดีแต่อย่าลืมของเก่า ทำให้ดีขึ้น"

                เรื่องคลองแสนแสบนี้ท่านปลัดกระทรวงฯ ทราบว่าทั้งกรมชลประทาน กรมเจ้าท่า กรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ก็พยายามเร่งดำเนินการกันมาโดยตลอด แต่ที่จะระดมกันนี้เป็นการร่วมมือ ร่วมกำลังกันให้มากขึ้น จะได้สำเร็จเรียบร้อยเร็วขึ้น แล้วก็จะมีมาตรการบำรุงรักษาคลองให้อยู่ในสภาพดีตลอดไปด้วย ณ ปัจจุบันนี้ เราอาจจะยังหลับตานึกภาพคลองแสนแสบที่สะอาด สวยงาม ร่มรื่น ไม่ออก เนื่องจากว่าภาพคลองแสนแสบที่เราเห็นคือ คลองที่มีน้ำดำ มีกลิ่น แต่จากน้ำเสียงของท่านปลัดกระทรวงฯ ที่แสดงความเชื่อมั่นต่อสิ่งที่หลายหน่วยงานได้ทำมาแล้ว และความไว้วางใจในความพยายามของอีกหลายหน่วยงาน รวมทั้งบุคคลที่เป็นหลัก ที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมากที่เต็มใจ ทำให้เชื่อได้ว่า คลองแสนแสบอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะมองเห็นความสะอาด สวยงาม ร่มรื่น มีน้ำเปี่ยมฝั่งได้โดยไม่ต้องหลับตานึกเห็น ...

  Copyright : 2003 Ministry of Education, THAILAND
พัฒนาและนำเสนอ : นิภา  แย้มวจี (26 ก.ย. 2546 )
หน่วยงาน :  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ   ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สป. ศธ.
โทร. 0 2281 9809 , 0 2628 5643 , 0 2628 5644  โทรสาร  0 2281 8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
website@emisc.moe.go.th