[บทนำ]  [
สรุปผลการพัฒนา และส่งเสริมการใช้ ICT เพื่อการศึกษา]
 [
ยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ ICT เพื่อการศึกษา  ตามแผนในปี๒๕๔๗–๒๕๔๙]   
[บทสรุปสำหรับผู้บริหาร]


บทนำ

        กระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นพันธกิจสำคัญที่จะเร่งรัดพัฒนาและส่งเสริมการใช้ICTเพื่อการศึกษา เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลที่จะพัฒนาระบบเทคโนโลยีการศึกษาและเครือข่ายสารสนเทศ รวมทั้งเพื่อเพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษาให้คนไทยได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน   และสามารถที่จะเข้าถึงการเรียนรู้แ4ละ     ฝึกอบรมได้ตลอดชีวิต ด้วยกระบวนการที่หลากหลายและเหมาะสมกับการจัดการศึกษาให้กับทุกกลุ่มและทุกรูปแบบด้วยการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และหลักการเรียนรู้ด้วยตัวเองและหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหลักการสำคัญ อนึ่ง ในการดำเนินการตามพันธกิจนี้ ยังนับได้ว่าเป็นการสนองเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติในการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา อันจะนำไปสู่การพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และเป็นเงื่อนไขไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ โดยยึดหลักการสร้างชาติสร้างคนและสร้างงาน มีปัญญาเป็นทุนในการสร้างงานและสร้างรายได้ ตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การบริหาร ของนายกรัฐมนตรี (พตท.ทักษิณ ชินวัตร) เข้ามาบริหารประเทศ พร้อมทั้งได้กำหนดนโยบายเร่งรัดในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ ICT เพื่อการศึกษา  และกำหนดการบริหารงบประมาณด้าน ICT เป็นลักษณะการบริหารงบประมาณรวมระดับกระทรวง ซึ่งได้เริ่มต้นในปีงบประมาณ ๒๕๔๕ เป็นต้นมา  นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ   ที่ได้ส่งผลให้การดำเนินงานด้าน ICT ของกระทรวงศึกษาธิการ        ได้สามารถบริหารการใช้งบประมาณด้านICTได้อย่างคุ้มค่า โดยสร้างความเท่าเทียม (Equity Policy) ให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่  และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-Added Policy) ให้กับการลงทุนของภาครัฐทั้งด้านการนำ ICT   เข้ามาพัฒนาการศึกษาและด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งได้มีโอกาสวางแผนและดำเนินการด้านการพัฒนาและการใช้ ICT เพื่อการศึกษาในรูปแบบการก้าวกระโดด(Quantum-JumpPolicy)อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

 กลับเมนู.....


สรุปผลการพัฒนา และส่งเสริมการใช้ ICT เพื่อการศึกษา

        ปัจจุบันการดำเนินงานตามพันธกิจสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการได้มีความก้าวหน้า ดังผลการดำเนินงาน ทั้งที่ผ่านมาในปีการศึกษา ๒๕๔๕ (งบประมาณปี ๒๕๔๕–๒๕๔๖)  และแผนการดำเนินงาน ตามแผนแม่บทด้านICTปีงบประมาณ ๒๕๔๗–๒๕๔๙  หรือในปีการศึกษา ๒๕๔๗ เป็นต้นไป ดังนี้ 

๑. การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

       เป้าหมาย

        ตามแผนกำหนดให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่๖ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ได้มีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะทางด้านการใช้ ICT สามารถค้นหาแหล่งเรียนรู้และใช้ e-mail ในการสื่อสารได้  รวมทั้งสามารถเขียนโปรแกรมได้ในระดับมัธยมปลาย

        ผลดำเนินงานในปัจจุบัน

        โดยสรุปในการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  พอจะสรุปได้ดังนี้

                    ๑. การพัฒนาขีดความสามารถ ในด้านความรู้ความเข้าใจ และทักษะการใช้ประโยชน์จากระบบอินเตอร์เน็ต ของนักเรียนที่เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖     นักเรียนที่เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ในปีการศึกษา ๒๕๔๕ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ  ๕๐  และในปีการศึกษา  ๒๕๔๖  ก็ได้ตั้งเป้าหมายไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖๕ ที่เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จะได้รับการอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถค้นหาแหล่งเรียนรู้ในระบบอินเตอร์เน็ตและใช้อินเตอร์เน็ตในการสื่อสารกันได้ โดยใช้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษาทั้งในและนอกสังกัด รวมทั้งระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในชุมชนและสังคม

                     ๒. การพัฒนาขีดความสามารถในด้านความรู้ความเข้าใจและทักษะการใช้ประโยชน์จากระบบอินเตอร์เน็ต ของนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่๓ และปีที่ ๖     นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่๓ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่๖ในปีการศึกษา๒๕๔๕ เป็นต้นมา ทุกคนสามารถใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในสำนักงานและใช้ตารางคำนวณได้ รวมทั้งสามารถใช้อินเตอร์เน็ตในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และการสืบค้นข้อมูลได้ และในขณะเดียวกันนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖   ไม่น้อยกว่าร้อยละ๕  มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมได้

                     ๓.การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบด้าน ICT  กระทรวงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัย ๕ แห่งพัฒนารูปแบบของโรงเรียนต้นแบบด้าน ICT จำนวน ๑๐ แห่ง (ประถมศึกษา ๕ แห่ง มัธยมศึกษา ๕ แห่ง) และได้ร่วมมือกับภาคเอกชนคัดเลือกสถานศึกษาที่มีความพร้อมไม่ต่ำกว่า ๑๘๐ แห่ง  เพื่ออบรมเตรียมความพร้อมของครูและสถานศึกษาในการนำ ICTมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น  และหากไม่มีปัญหาอุปสรรค กระทรวงคาดว่าจะสามารถดำเนินการให้ครบทุกโรงเรียนในปีการศึกษา ๒๕๔๙  โดยจะเริ่มในปีการศึกษา ๒๕๔๖  เป็นต้นไป

แผนดำเนินการในระยะต่อไป (ตามแผนในปีงบประมาณ๒๕๔๗–๒๕๔๙)

               ๑.เร่งรัด ส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  ของนักเรียน โดยมุ่งเน้นให้นักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคนจะสามารถใช้ ICT ได้อย่างมีประสิทธิภาพในปีการศึกษา ๒๕๔๙ และจะมีความสามารถในการใช้ICTได้ในเกณฑ์ที่ดีขึ้นตามลำดับอย่างต่อเนื่อง

    และในปีการศึกษา๒๕๔๖เป็นต้นไป สถานศึกษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ๘๐ จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ สื่ออุปกรณ์และระบบเครือข่ายเพื่อใช้ในการเรียนการสอนในปริมาณสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น และเหมาะสมมากขึ้น เนื่องจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นต้นว่า กระทรวงICT และหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้มีแผนและนโยบายที่ชัดเจนในการร่วมสนับสนุนและให้ความร่วมมือในภารกิจด้านการศึกษาและการพัฒนาการเรียนรู้ของปวงชนทุกระดับ

                ๒.เร่งรัด ส่งเสริม สนับสนุน ให้สถานศึกษาทุกแห่งสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายเข้าถึงกัน และใช้ทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้จะขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยทุกแห่ง รวมทั้งชุมชนและภาคเอกชนที่มีความพร้อมร่วมกันพัฒนากระบวนการเรียนการสอนโดยใช้ICTเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ต่อไป  อย่างต่อเนื่องจนครบทุกสถานศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม 

๒.  การพัฒนาบุคลากร

        เป้าหมาย

        กระทรวงศึกษาธิการ มีแผนจะพัฒนาครูและอาจารย์ทุกคนให้มีความรู้ความสามารถมีทักษะในการใช้  ICT และสามารถนำไปประยุกต์ใช้งาน ได้อย่างเหมาะสม โดยกำหนดหลักสูตรในการพัฒนาไว้ ๖ เรื่องหลัก คือ  ๑) คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเบื้องต้น   ๒) IT Network Administration  ๓)การใช้โปรแกรมระดับ Advance Course  ๔) การพัฒนาสื่อเนื้อหาการเรียนรู้    ๕) การใช้โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน  ๖) การฝึกอบรมแกนนำและการฝึกอบรมทางไกลของ สสวท.  

     ผลดำเนินงานในปัจจุบัน

        การพัฒนาครูอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะประสบการณ์ในด้าน ICT ในช่วงปลายปีการศึกษา ๒๕๔๔- ๒๕๔๕ ได้เร่งรัดพัฒนาครูอาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ได้ไม่ต่ำกว่า ๓๕๓,๔๐๗  คน หรือร้อยละ๕๗  จากจำนวนครูอาจารย์ทั้งหมดประมาณ ๖ แสนคน ให้มีทักษะ ประสบการณ์ในด้านICT โดยใช้ทรัพยากรจากโรงเรียน สถาบันการศึกษา และได้รับการสนับสนุนจากโครงการความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งการจัดอบรมทางไกลตามหลักสูตรของ สสวท.

แผนภูมิแสดงจำนวนและสัดส่วนของผู้ผ่านการอบรม  
เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณครูและบุคลากรทั้งประเทศ ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คน

                     การพัฒนาฝึกอบรมครูแกนนำ มีครูและบุคลากรไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๓๑๔ คน หรือร้อยละ ๕๘  ของผู้ได้รับการอบรมทั้งหมด  ได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมในการเป็นผู้นำในด้านการเรียนการสอนด้านคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

                    การพัฒนาในเรื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเบื้องต้น เป็นสาระสำคัญรองลงมาที่ได้พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะไม่ต่ำกว่า๙๘,๓๑๗ คนหรือร้อยละ ๒๙ ของผู้ได้รับการอบรมทั้งหมด

                    การพัฒนาความรู้และทักษะในการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อการปฏิบัติงาน เช่น  ระบบ EIS / ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร/ฯลฯ ไม่ต่ำกว่า   ๒๗,๔๕๑ คน หรือร้อยละ ๘   

                   การพัฒนาความรู้ในการพัฒนาเนื้อหาสื่อ ไม่ต่ำกว่า ๖,๓๖๓  คนหรือร้อยละ ๒   

                   การพัฒนาความรู้ในการใช้โปรแกรมระดับAdvance Course ไม่ต่ำกว่า ๕,๒๑๑ คน

หรือร้อยละ ๒

                   การพัฒนาบุคลากรในด้าน IT Network Administration ไม่ต่ำกว่า ๔,๖๓๐ คนหรือร้อยละ ๑

  แผนภูมิแสดงจำนวนและสัดส่วนของผู้ผ่าน การอบรม   
เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณครูและบุคลากรที่ได้รับการอบรมแล้ว ประมาณ ๓๔๒,๒๘๖ คน
 

 

แผนดำเนินการในระยะต่อไป (ตามแผนในปีงบประมาณ ๒๕๔๗–๒๕๔๙)

                     จะได้เร่งรัดพัฒนาบุคลากรที่เหลือจำนวนไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐  คน  ให้ได้รับการพัฒนาทั้งหมด ในปีงบประมาณ ๒๕๔๗ โดยเฉพาะความรู้ประสบการณ์และทักษะในด้านการใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเบื้องต้น และการใช้ซอฟต์แวร์ที่แต่ละหน่วยงานได้พัฒนาขึ้น เพื่อสนับสนุนนโยบายด้าน e-Government รวมทั้งจะจัดพัฒนาความรู้ใหม่เพิ่มให้กับผู้ที่ผ่านการอบรมไปแล้วให้มีความรู้ประสบการณ์และทักษะในด้าน ICT สูงขึ้น  ทั้งนี้ จักต้องขอความร่วมมือจากกระทรวง ICT และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต่อไป   

 

๓. การพัฒนาสื่อและซอฟต์แวร์

        เป้าหมาย

        เร่งขยายเครือข่ายวิทยบริการ (Resource Center) เครือข่ายคอมพิวเตอร์และระบบการสื่อสารทางไกล เพื่อสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานสถานศึกษามีเว็บไซต์เป็นของตนเองสำหรับใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งค้นคว้า จัดให้มีห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Library)    มีสื่อและเนื้อหาสนับสนุนการเรียนรู้แก่ผู้ด้อยโอกาส และมีศูนย์บริการองค์ความรู้และสารสนเทศ มีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Content) เพื่อการเรียนรู้และเผยแพร่แลกเปลี่ยน รวมทั้ง เร่งรัด ส่งเสริม สนับสนุนการจัดทำเนื้อหาแบบOn Line การแปลเอกสาร  และการผลิตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)   เพื่อให้บริการกับนักเรียนและประชาชนได้มีสำหรับสืบค้น ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

        ผลดำเนินงานในปัจจุบัน

                  ๑. การเร่งรัดพัฒนาเว็บไซต์ของหน่วยงาน  จากการเร่งรัดพัฒนาในเรื่องเว็บไซต์ของหน่วยงาน  ปัจจุบันเว็บไซต์ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีไม่ต่ำกว่า  ๑,๕๐๐ เว็บไซต์ เป็นเว็บไซต์ของสถานศึกษาไม่ต่ำกว่า ๗๐๐ เว็บไซต์ และในจำนวนเว็บไซต์นี้ ส่วนหนึ่งได้รับความร่วมมือจากโครงการSchool NetโดยมีNectecให้การสนันสนุน นับเป็นการเริ่มต้นจุดประกายให้มีเว็บไซต์ของสถานศึกษาเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๐ สำหรับเว็บไซต์ของกระทรวงศึกษาธิการนี้ ปัจจุบันมีผู้เข้าใช้บริการประมาณ  ๕๐,๐๐๐ ครั้งต่อวัน และมีสถานศึกษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ๘๐ ที่เข้าถึง(access)มากที่สุด และมีสถิติผู้เข้าชมหรือเข้ามาศึกษาที่เว็บไซต์นี้ค่อนข้างสูงถึง ๑,๑๓๑,๑๙๔ คนซึ่งเป็นสถิติที่สูงกว่าเว็บไซด์ของหน่วยราชการอื่นในกลุ่มกระทรวง (สถิติจากศูนย์รวมสถิติเว็บไทย/๑๗ เมย.๔๖) 

                   ๒.พัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นศูนย์รวมและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการเรียนรู้  ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการพัฒนาเว็บไซต์ของทุกหน่วยงาน(สถานศึกษา กอง กรม กระทรวง) ขณะนี้มีไม่ต่ำกว่า  ๑,๕๐๐ เว็บไซต์ เป็นศูนย์รวมและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารการเรียนรู้  โดยมีครูอาจารย์ บุคลากรและนักเรียนร่วมกันพัฒนาสื่อ และเนื้อหา รวมทั้งองค์ความรู้ที่เป็นภารกิจหลักของแต่ละหน่วยงาน เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์   

                    ๓.การจัดประกวดเว็บไซต์ ในปีงบประมาณ ๒๕๔๕ จัดให้มีการประกวดสื่อ และมีประเภทเว็บไซต์เข้าประกวดไม่ต่ำกว่า ๑๐๗ เว็บไซต์ และมีสื่อประเภท CAI เข้าประกวดไม่ต่ำกว่า ๑๕๘ รายการ  สื่อและเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ผ่านการคัดเลือกก็จะได้รับรางวัล พร้อมทั้งได้รับการเผยแพร่และพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป

                   ๔.การพัฒนาสื่อและเนื้อหาเพื่อการเรียนรู้  ในปีการศึกษา ๒๕๔๕ได้จัดจ้างภาคเอกชน พัฒนาสื่อในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่ต่ำกว่า๕วิชา  (คณิต/วิทย์/ภาษาอังกฤษ และวิชาเฉพาะอื่น ๆ และปรับปรุงและพัฒนาสื่อและ Coursewareที่พัฒนาไว้เดิม ให้มีคุณภาพสูงขึ้น พร้อมทั้งได้จัดทำสำเนา  CD-ROM  หนังสืออิเลคทรอนิคส์และสื่อการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ต่ำกว่า  ๑๐๐,๐๐๐ ชุด ซึ่งจะแล้วเสร็จและสามารถใช้ประโยชน์ได้ประมาณช่วงต้นภาคเรียนปีการศึกษา   ๒๕๔๖นี้

               ๕.การพัฒนาศูนย์รวมสื่อ ในปีการศึกษา๒๕๔๕ได้เริ่มเร่งรัดพัฒนาศูนย์รวมสื่อในระดับกรม/ระดับการศึกษาไม่ต่ำกว่า ๑๐ ศูนย์ และพัฒนาห้องสมุดอิเลคทรอนิคส์ (e-library )ในหน่วยงานและสถานศึกษาไม่ต่ำกว่า ๒ แห่งและได้พัฒนาโปรแกรมสืบค้นหา รวมทั้งได้พัฒนา Courseware วิชาพื้นฐาน และวิชาชีพรวม   ทั้งวิชาอื่น ๆในทุกระดับการศึกษา ปัจุบันสามารถเรียกใช้ได้ไม่ต่ำกว่า  ๓๐๐ ชุด/วิชา

              ๖. การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ในปีงบประมาณ ๒๕๔๕ ได้เพิ่มเป้าหมายในการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book)อีก ๑,๐๐๐ เล่มในรูปแบบของCD-ROM และระบบ Online ซึ่งเดิมมีอยู่แล้วไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ เล่ม สำหรับที่อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาและพัฒนา๑,๐๐๐ เล่มนี้ กำหนดจะแล้วเสร็จภายในภาคเรียนแรกของปีการศึกษา ๒๕๔๖ และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ทั้ง ๑,๐๐๐ เล่มนี้เมื่อพัฒนาเรียบร้อยแล้ว จะได้รับการเผยแพร่บนระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตผ่านเว็บไซด์ของกระทรวงศึกษาธิการ และ    เว็บไซด์ของกรมวิชาการพร้อมทั้งจะมีระบบสืบค้นตามเงื่อนไขที่หลากหลาย เพื่อการบริการที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

           ๗.จัดประกวดสื่อ  ในปีงบประมาณ ๒๕๔๕ ได้ร่วมกับภาคเอกชนจัดประกวดสื่อมีผู้นำเข้าประกวดทั้งในลักษณะ Web และสื่อลักษณะ Stand alone รวม ๑๕๘ รายการ  รวมทั้งได้จัดให้มีการประกวดเว็บไซด์เพื่อการศึกษาด้วย สำหรับสื่อและเว็บไซด์ดังกล่าวนี้สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซด์ของกรมวิชาการ

         ๘.การเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสื่อที่มีอยู่เดิม ได้เร่งรัดให้สถานศึกษา ครู นักเรียน นำสื่อที่ได้พัฒนาไว้อยู่เดิม โดยเฉพาะสื่อในโครงการ Resource Center จำนวน ๔๒๐ แห่งและสถานศึกษาต่างๆมาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหา และเทคนิค ด้านเสียง ภาพ ความเคลื่อนไหวในตัวสื่อ เพื่อให้สื่อมีความน่าสน น่าใช้เพิ่ม มากขึ้น                                                              

 แผนดำเนินการในระยะต่อไป(ตามแผนในปีงบประมาณ๒๕๔๗–๒๕๔๙)

                  เร่งรัด ส่งเสริม สนับสนุน กระตุ้นที่จะให้ครู อาจารย์ นักเรียนนักศึกษาและ สถานศึกษาทุกระดับทุกแห่ง มีและใช้ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Library) และใช้ ICT เป็นสื่อในการพัฒนา แสวงหา และผลิตเนื้อหาความรู้ท้องถิ่นในรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์  ผลิตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ปีละไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ เล่ม จัดการประกวดสื่อและเว็บไซต์ เพื่อเป็นต้นแบบที่ได้มาตรฐาน รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุน การแปลเอกสาร พัฒนาเนื้อหา องค์ความรู้  สารสนเทศที่เป็นประโยชน์ เพิ่มขึ้น  เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน 

๔. การจัดหาและพัฒนาระบบเครือข่ายและคอมพิวเตอร์

      เป้าหมาย

                     ด้านเครื่องคอมพิวเตอร์  ภายในปีงบประมาณ๒๕๔๗ – ๒๕๔๙ สถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษาทุกแห่งจะต้องมีห้องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย ๑ ห้อง และสถานศึกษาในระดับประถมศึกษา จะต้องมีห้องคอมพิวเตอร์อย่างน้อย ๑ ห้องเรียนใน ๑ ตำบล  และเพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ สถานศึกษาทุกแห่งต้องมีคอมพิวเตอร์อย่างน้อย ๑  เครื่อง

                     ด้านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เงื่อนไขการเข้าถึงการเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต สถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ทุกแห่งเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตภายในปีงบประมาณ๒๕๔๖  ส่วนสถานศึกษาในระดับประถมศึกษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๘๐ เข้าถึงภายในปีงบประมาณ๒๕๔๗ และกำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่ง ไม่ต่ำกว่า ๔๓,๐๑๐ สถานศึกษา สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ ในปีงบประมาณ ๒๕๔๘        

     ผลดำเนินงานในปัจจุบัน

                  ๑.การเชื่อมโยงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในระยะแรก จากช่วงเวลาที่ผ่านมาและจาการสำรวจในปีงบประมาณ ๒๕๔๕  กระทรวงได้ขยายเครือข่ายเชื่อมโยงไปยังสถานศึกษาทุกระดับจำนวนไม่ต่ำกว่า         ๘,๖๔๘ แห่งโดยความร่วมมือจากศูนย์เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และในปลายปีงบประมาณ ๒๕๔๕ ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงICT  ให้สถานศึกษาในสังกัดสามารถเข้าสู่ระบบอินเตอร์เน็ตได้เพิ่มเป็น ๑๔,๑๕๗ แห่ง  ซึ่งคิดเป็นร้อยละ ๓๓ ของสถานศึกษาทั้งหมด

                    ๒.การเชื่อมโยงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในระยะสอง  จากเดิมสถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษา(สังกัดกรมสามัญศึกษา) ยังไม่มีโทรศัพท์อีก ๔๕๕ แห่ง ต่อมาในกลางปีงบประมาณ ๒๕๔๖นี้ ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงICTร่วมกับบริษัท ทศท.คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ทำการติดตั้งโทรศัพท์เพิ่มขึ้นอีกจำนวน ๓๙๕  แห่ง ส่วนที่ยังเหลืออีก ๖๐ แห่งจะติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๖นี้  โดยสรุปในปีการศึกษา๒๕๔๖นี้ สถานศึกษาในระดับมัธยมศึกษา(สังกัดกรมสามัญศึกษา) จะมีความพร้อมในด้านโทรศัพท์อย่างครบถ้วนทุกสถานศึกษา และพร้อมที่จะเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและใช้ประโยชน์จาก ICTเพื่อการศึกษาได้อย่างเต็มรูปแบบ

                     ๓.การจัดหาระบบคอมพิวเตอร์   ปัจจุบันสถานศึกษาไม่ต่ำกว่า ๑๔,๓๘๐ แห่ง หรือร้อยละ ๓๓จากสถานศึกษาทั้งหมด  ๔๓,๐๑๐ แห่ง มีระบบคอมพิวเตอร์ใช้ไประมาณ  ๑๑๙,๓๒๔  เครื่อง  เมื่อเทียบกับนักเรียน/นักศึกษาจำนวน ๑๖  ล้านคน  จะมีสัดส่วน  ๑  เครื่อง ต่อนักเรียน ๑๐๓  คน  แต่ถ้าคิดจำแนกตามระดับการศึกษา ระดับประถมศึกษา ๑ เครื่อง ต่อนักเรียน ๑๒๐ คน ระดับมัธยมศึกษา ๑ เครื่อง ต่อนักเรียน  ๕๓ คน

จำนวนสถานศึกษา (แห่ง)

จำนวนนักเรียน/
นักศึกษา

(คน)

มีระบบ
คอมพิวเตอร์ใช้

(เครื่อง)


สัดส่วน/ร้อยละ/อัตราส่วน

ทั้งหมด

มีระบบ
คอมพิวเตอร์ใช้

๔๓,๐๑๐

๑๔,๓๘๐

-

-

ร้อยละ ๓๓

    ทุกระดับการศึกษา ๑๖,๒๐๖,๑๑๗

๑๑๙,๓๒๔

๑ : ๑๐๓

    ระดับประถมศึกษา ๖,๕๙๕,๘๒๘

๓๙,๕๑๔

๑ : ๑๒๐

    ระดับมัธยมศึกษา ๒,๕๘๓,๙๓๑

๔๖,๙๕๔

๑ : ๕๓

                      ๔. การรับบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้แล้ว กระทรวงศึกษาได้ร่วมกับกระทรวง ICT ดำเนินการในกิจกรรมของโครงการ “ปลูกต้นกล้าปัญญาเด็กไทย “ และ “โครงการส่งเสริมเด็กไทยด้วย ICT“  ได้รับบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้แล้วไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐  เครื่อง และดำเนินการโครงการเพื่อนเด็กของยูนิเซฟ ได้รับมอบคอมพิวเตอร์จำนวน  ๒๐๗ เครื่องขณะเครื่องทั้งหมดอยู่ระหว่างจัดส่งให้สถานศึกษาและซ่อมบำรุงให้สามารถใช้ปฏิบัติงานได้  ทั้งนี้ ยังไม่ได้นับรวมเครื่องคอมพิวเตอร์อีกไม่ต่ำกว่า ๑,๕๐๐ เครื่อง ที่อยู่ระหว่างการประสานรับบริจาคอีกส่วนหนึ่ง

                    ๕.การซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้แล้ว ได้มอบหมายให้วิทยาลัยเทคนิคทุกแห่งในสังกัดกรมอาชีวศึกษาและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ทั่วประเทศเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ให้กับโรงเรียนสถานศึกษาและหน่วยงานได้สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ได้อย่างคุ้มค่า และเต็มประสิทธิภาพ

 แผนดำเนินการในระยะต่อไป (ตามแผนในปีงบประมาณ ๒๕๔๗–๒๕๔๙)

         เร่งรัดการพัฒนาระบบเครือข่าย ให้สถานศึกษาทุกระดับทุกแห่งเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตได้ตามแผนภายในปี ๒๕๔๘ พร้อมทั้งส่งเสริม สนันสนุนให้ สถานศึกษาทุกระดับมีห้องคอมพิวเตอร์ ให้เพียงพอต่อการเรียนการสอน  และเพื่อให้เกิดการกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงและ ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิตอล และแหล่งการเรียนรู้ รวมทั้งเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จึงต้องหาแนวทางเร่งรัดและส่งเสริมสนับสนุนการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์อีกประมาณ  ๒๐๐,๐๐๐  เครื่อง  ให้กับสถานศึกษาทุกแห่งโดยเฉพาะที่อยู่ในชนบทที่ห่างไกล

๕. การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการบริหารและการจัดการ (MIS)

     เป้าหมาย

        เร่งรัด ดำเนินการให้ทุกหน่วยงานมีการออกแบบ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง และระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (BackOffice)  รวมทั้งการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจและการบริหารจัดการ เพื่อรองรับการวางแผน และการดำเนินงานด้านการปฏิรูปการศึกษาในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาจนถึงระดับกระทรวง รวมทั้งให้มีการพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานข้อมูลตามนโยบาย e-Government ที่มุ่งเน้นปรับระบบบริหารเพื่อการบริการประชาชน (Front Office)   โดยใช้หลักการที่เดียว ทันใด ทั่วไทย ทุกเวลา  ทั่วถึง  เท่าเทียม  และธรรมาภิบาล(โปร่งใส) และสามารถเชื่อมโยง เรียกใช้ แลกเปลี่ยน ข้อมูลระหว่างศูนย์ปฏิบัติการด้วยกันได้ในทุกระดับ(DOC/MOC/PMOC) อย่างมีประสิทธิภาพ     

       ผลดำเนินงานในปัจจุบัน

                   ๑. การพัฒนาเว็บไซด์ให้เป็นศูนย์ข้อมูล  ได้เร่งรัดให้หน่วยงานทุกระดับ (สถานศึกษา จังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา)มี websitsเป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บรวบรวมระบบข้อมูลสารสนเทศพื้นฐาน

                       ข้อมูลผลการดำเนินงานในระดับนโยบายและภารกิจหลักของหน่วยงาน เป็นศูนย์กลางการรายงาน  การติดตาม และเป็นแหล่งศึกษา ค้นหา อ้างอิง เพื่อการเรียนรู้ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ที่มีคุณภาพและเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนและเพื่อความสะดวก รวดเร็ว ในการเรียกใช้ประโยชน์และการค้นหา

                       ปัจจุบันหน่วยงานระดับกรมและเทียบเท่ามีเว็บไซด์ครบทุกหน่วยงาน (๑๔หน่วยงาน) และไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๐ ของหน่วยงานในระดับกองของแต่ละกรม   จะมีเว็บไซด์เป็นของหน่วยงานเอง

                    ๒. การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ  ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการระดับกระทรวง (MOC)  และเชื่อมโยงกับศูนย์ปฏิบัติการสำนักนายกรัฐมนตรี (PMOC)  พร้อมทั้งจัดให้มีศูนย์ปฏิบัติการระดับกรม (DOC)  และศูนย์ปฏิบัติการในระดับเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อการติดตามการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ และเชื่อมโยงกับศูนย์ปฏิบัติการสำนักนายกรัฐมนตรี(PMOC)  ตามนโยบายรัฐบาล โดยผ่าน websiteของกระทรวง              

                   ๓. ระบบข้อมูลรายบุคคล ในต้นปีการศึกษา ๒๕๔๖นี้ กระทรวงจะมีข้อมูลรายบุคคลของ นร./นศ. จำนวน ๒๔ รายการ และข้อมูลครูบุคลากรจำนวน ๒๘ รายการ  และหนึ่งในรายการหลักนี้จะมีข้อมูลรหัสประจำตัวประชาชน ๑๓หลักของทุกคนรวมอยู่ด้วย  และสำหรับระบบฐานข้อมูลรายบุคคลของนักเรียน/นักศึกษาที่จัดเก็บในครั้งนี้ จะสามารถรองรับนโยบาย e-Citizen หรือ Smart Card /e-card ของรัฐบาล   รวมทั้งเพื่อใช้ประโยชน์ในการประมาณการค่าใช้จ่าย รายหัวของนักเรียน                    

                 ๔. การพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางในระดับกระทรวง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการร่วมกัน ซึ่งระบบดังกล่าวจะสอดคล้องกับระบบBack Office ของรัฐบาล  ปัจจุบันได้เริ่มใช้แล้วคือ ระบบงานสารบรรณ ระบบสารสนเทศพื้นฐานสำหรับผู้บริหาร ส่วนที่อยู่ระหว่างดำเนินการคือระบบครุภัณฑ์ ระบบงบประมาณ ระบบติดตามแผนงานโครงการด้าน IT และระบบติดตามงานการปฏิรูปการศึกษา และนอกจากนี้ก็ยังมีระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการในด้านการเรียนการสอน เป็นต้นว่า ระบบลงทะเบียนนักเรียน ระบบบริหารจัดการการเรียนการสอน(ระบบLMS:Learning Management System) ทุกระบบที่กล่าวนี้ คาดว่าจะเริ่มแล้วเสร็จในช่วงแรกประมาณปลายปีงบประมาณ ๒๕๔๖ นี้เป็นต้นไป

               ๕. การศึกษาวิจัยเพื่อการจัดหาระบบสารสนเทศด้านภูมิศาสตร์ (ระบบGIS)  ได้มีโครงการการศึกษาวิจัยเพื่อการจัดหาระบบสารสนเทศด้านภูมิศาสตร์(ระบบGIS)ที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ ซึ่งผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ กระทรวงจะมีระบบ Software GIS ในลักษณะ Freeware และลักษณะCommercial  ซึ่งเป็นระบบเปิดอย่างละ ๑ ระบบภายในปีงบประมาณ๒๕๔๖นี้ 

แผนดำเนินการในระยะต่อไป(ตามแผนในปีงบประมาณ๒๕๔๗–๒๕๔๙)

        จะเร่งรัดให้มีการดำเนินการตามแผนทั้งในเรื่องการพัฒนาระบบฐานองค์ความรู้   ระบบคลังข้อมูล  ระบบสารสนเทศด้านภูมิศาสตร์เพื่อการบริหาร  ระบบฐานข้อมูลเพื่อการบริหาร    และระบบสารสนเทศกลาง รวมทั้ง จะเร่งรัดการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการทุกระดับ   ให้เป็นศูนย์ปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ      มีระบบข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน สามารถส่งข้อมูลระหว่างกันได้ทุกศูนย์( DOC/ MOC/PMOC)   และจะช่วยประสานให้สถาบันระดับอุดมศึกษา  ช่วยพัฒนา e-Province ในเขตพื้นที่๓จังหวัด(เชียงใหม่  ขอนแก่น  และภูเก็ต)  ทั้งนี้   เพื่อตอบสนองภารกิจและนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการให้บริการโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

 

๖. การดำเนินงานในด้านการบริการและการเพิ่มประสิทธิภาพของงานโดยประยุกต์ใช้ ICT

                  ๑.การจัดซื้อจัดหาด้วยระบบอิเลคทรอนิคส์ (e-Auction) ได้มีการบริหารจัดการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับกระบวนการจัดซื้อจัดหาเป็นวิธีประมูลด้วยระบบอิเลคทรอนิคส์ (e-Auction) ตามมติ ครม.เมื่อ      ๑ ตุลาคม ๒๕๔๕  ขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วไม่ต่ำกว่า  ๔ โครงการ  แต่ละโครงการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว สามารถประหยัดงบประมาณได้โดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๒๗ พร้อมทั้งยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมการอีกไม่ต่ำกว่า ๕ โครงการ            

 

ชื่อโครงการ/ชื่อหน่วยงานรับผิดชอบ

ผลการประมูลต่ำกว่างบที่ตั้งไว้

๑.)โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องโทรสาร ของ สป. ประมาณร้อยละ ๒๗.๓๑
๒.) โครงการจัดหาครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ของ อศ. อยู่ระหว่างดำเนินการ
๓.) โครงการจัดทำสื่อ/e-book ของ กว. ประมาณร้อยละ ๓๗
๔.) โครงการจัดหาครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ ของ ศธ. อยู่ระหว่างดำเนินการ

                       ๒. การเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ในการให้บริการการประยุกต์ใช้ ICT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในด้านการพัฒนา จัดหา สื่อ เครื่องมือ เนื้อหา  ซึ่งในการนี้กระทรวงได้ส่งเสริมสนับสนุน และมีมาตรการ แนวทางดำเนินการร่วมกับหน่วยงานทุกกรม กอง ใช้ประโยชน์จากการนำICTเข้ามาพัฒนาการศึกษา โดยเฉพาะการให้บริการที่รวดเร็ว ทันสมัย สะดวก ลดกระบวนการขั้นตอนในการปฏิบัติงาน เป็นต้นว่า การประกาศ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ข่าวสาร  ผลการสอบคัดเลือก  การโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการ การร่วมเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์ของทุกกระทรวงและคณะรัฐบาล ใช้ ICT ในการส่งข้อมูล การประมวลผลข้อมูลคะแนน GPA PR ในระดับกระทรวงตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๔๑  เป็นต้นมา รวมทั้งภารกิจอื่นทุกประเภท

                 ๓. การส่งเสริมสนับสนุนการใช้ระบบอิเลคทรอนิคส์เพื่อการสื่อสาร  การส่งเสริม สนับสนุนให้บุคลากรในแต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ใช้ระบบอิเลคทรอนิคส์ เพื่อการสื่อสารตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อการกระตุ้นให้เกิด Rural Cyber Café นั้น ปัจจุบันผู้บริหารระดับสูงและบุคลากรทุกระดับในแต่ละหน่วยงานในระดับกรมและกองไม่ต่ำกว่าร้อยละ๒๕  ใช้ ระบบ e-mail และระบบอิเลคทรอนิคส์ในรูปแบบอื่นๆ(web board /icq) สื่อสารถึงกันอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานขยายผลในปริมาณผู้ใช้ที่สูงขึ้น

 กลับเมนู.....


ยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมการใช้ ICT เพื่อการศึกษา  ตามแผนในปี๒๕๔๗–๒๕๔๙

         เพื่อให้เกิดการกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงและครอบคลุมในทุกพื้นที่ ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิตอล เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ของปวงชนทุกระดับ  และเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  สิ่งที่ควรได้รับการสนับสนุน และความร่วมมือจากทุกฝ่าย จะประกอบด้วย

                     ๑. แผนงานโครงการที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง   ตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  ปี ๒๕๔๗–๒๕๔๙  กระทรวงศึกษาธิการ    งบประมาณในวงเงิน  ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท

                     ๒.การจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้สถานศึกษาที่ขาดแคลนได้มีคอมพิวเตอร์ในสัดส่วนที่เหมาะสมในทุกพื้นที่  

                         การจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ กระทรวงได้มีแผนการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ เครื่อง ในช่วงปี ๒๕๔๗-๒๕๔๙  เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งที่ขาดแคลนได้มีคอมพิวเตอร์ในสัดส่วนที่เหมาะสมในทุกพื้นที่นั้น แต่ขณะนี้สถานศึกษาหลายแห่งได้จัดเช่าคอมพิวเตอร์เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านICT ให้กับนักเรียน โดยขอเก็บเงินจากผู้ปกครองเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการนี้  ดังนั้น หากทุกฝ่ายให้ความสำคัญและร่วมกันกำหนดมาตรการ/แนวทางปฏิบัติ   สถานศึกษาก็จะสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้โดยไม่จำเป็นต้องไปเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง ซึ่งจะสอดคล้องกับการจัดการศึกษาตามพ.ร.บ.การศึกษา ที่ได้กำหนดไว้ว่า รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ความชัดเจนในแนวปฏิบัติก็จะเห็นเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น  

                       มาตรการหรือแนวทางที่ควรได้รับการพิจารณา ก็คือ การจัดหาโดยการจัดเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์และมอบหมายให้สถานศึกษาที่มีความพร้อมเป็นศูนย์กลางการให้บริการกับสถานศึกษาที่ขาดแคลนซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ร่วมกัน   โดยกำหนดให้มีการวางแผนจัดระบบการใช้งานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ  ก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงการใช้ ICT ได้รวดเร็วขึ้น                                            

 กลับเมนู.....

[กลับหน้าโฮมเพจ]

ที่มาของข้อมูล : ศูนย์สารสนเทศ สป.ศธ.
โทร. 
๐ ๒๒๘๑  ๙๘๐๙, ๐ ๒๖๒๘  ๕๖๔๓-๔๔ 
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ :  นางสายพิณ  เชื้อน้อย (๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๖)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. ๐ ๒๒๘๑  ๙๘๐๙, ๐ ๒๖๒๘  ๕๖๔๓-๔๔  โทรสาร ๐ ๒๒๘๒  ๙๒๔๑
website@emisc.moe.go.th