สรุปคำบรรยายพิเศษของเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย

(H.E. Mr.CHAN HENG WING)

โครงการประชุมปฏิบัติการการจัดการศึกษารูปแบบใหม่

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546

ณ โรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ วังบูรพา กรุงเทพมหานคร

--------------------------------

คำนำ

             เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทยได้กล่าวว่า วันนี้มาบรรยายในฐานะผู้ใช้บริการ (Consumer) ไม่ใช่นักการศึกษา เพราะมีบุตรสาว 2 คน ที่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนระบบสิงคโปร์  หัวข้อการบรรยายวันนี้เกี่ยวกับเรื่อง ทำไมสิงคโปร์ต้องจัดการศึกษารูปแบบต่าง ๆ สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ (Gifted Student) โรงเรียนที่มีการบริหารจัดการรูปแบบพิเศษ (Independent school) และโรงเรียนในกำกับของรัฐ (Autonomous school)

ภูมิหลังของสิงคโปร์และการศึกษาในระยะเริ่มแรก

             สิงคโปร์เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ระหว่างปี ค.ศ. 1919-1959 การจัดการศึกษาในระยะเริ่มแรกได้รับอิทธิพลจากอังกฤษ ในระยะช่วงปี 1950 เป็นการจัดการศึกษาโดยกลุ่มชุมชนต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มคณะบุคคลที่สอนศาสนาคริสต์ มีโรงเรียนที่สอนเป็นภาษาจีน ภาษามาเลย์ ภาษาทมิฬ และภาษาอังกฤษ ซึ่งจัดโดยกลุ่มบุคคลที่สอนศาสนา แต่เด็กจำนวนมากไม่ได้เรียนหนังสือ

             ในช่วงหลังการได้รับเอกราชในปี 1959 เน้นการจัดการศึกษาสำหรับคนหมู่มาก หรือการศึกษาเพื่อมวลชน (Mass education) ใช้หลักสูตร การอบรมครู และการสอนแบบธรรมดา เพียงเพื่อให้เด็กได้มีที่เรียน และจัดอย่างรวดเร็ว การศึกษาสมัยนั้นจึงเป็นการศึกษาเพื่อความอยู่รอด (Survivor Driven Education) แต่รัฐสนับสนุนงบประมาณเต็มที่เป็นค่าก่อสร้างอาคารเรียน (ประมาณ 30 % ของงบประมาณประเทศ) มีการจ้างครูและฝึกอบรมครูเพื่อให้สามารถสอนนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีนโยบายสอนวิชาการศึกษาพื้นฐาน (คณิตศาสตร์   ภาษาอังกฤษ  และภาษาแม่) สอนให้รู้จักเอกลักษณ์ความเป็นชาติของตนเอง (National Identity) นอกจากนี้มีนโยบายโรงเรียนสองภาษา (Bilingual Education Policy)

             ในระยะต่อมาสิงคโปร์ได้แยกจากมาเลเซีย ปี ค.ศ. 1965 เศรษฐกิจในระยะแรกยังไม่เด่นชัด แต่ต่อมามีการขยายตัวทางการค้ามากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปี 1970 -1980 เศรษฐกิจสิงคโปร์ดีขึ้น เป็นประเทศที่มีการจ้างงานสูงและมีค่าตอบแทนสูง สิงคโปร์หันมาดูแลการจัดการศึกษาของตนเองมากขึ้น ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของสิงคโปร์ที่สำคัญมี 2 ท่าน ซึ่งเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ท่านแรกเป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีชื่อ Dr.Goh Keng Swee สิงคโปร์ถือว่าเป็นสถาปนิกผู้วางรากฐานทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ในยุคทันสมัย (Economic Architect of Modern Singapore) และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และกระทรวงกลาโหมเกือบ 20 ปี นอกจากนี้ยังเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองและในคณะรัฐมนตรีสมัยอดีตนายกรัฐมนตรี ลี กวน ยู

            Dr.Goh Keng Swee พิจารณาว่าการจัดการศึกษาของสิงคโปร์ยังมีปัญหาอยู่มาก การจัดการศึกษาเป็นแบบธรรมดาเกินไป มีเด็กออกจากโรงเรียนกลางคันเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ออกจากโรงเรียนไม่ได้รับการศึกษาอบรมเพียงพอทำให้ไม่มีงานทำ และ/หรือไม่ได้รับการจ้างงาน อันเป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา นอกจากนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์ และระดับการรู้หนังสือต่ำ แม้แต่ระดับความรู้ด้านภาษาก็ต่ำ สถานะ ขวัญและกำลังใจครูตกต่ำ นอกจากนี้เด็กที่จบชั้นประถมศึกษาไม่ได้เรียนต่อในชั้นมัธยมเป็นส่วนใหญ่ มีเพียง 2-3 คน ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย (เอกอัครราชฑูตสิงคโปร์ได้ยกตัวอย่างว่า สมัยที่ท่านเป็นนักเรียน ท่านเป็นคนเดียวในชั้นเรียน 44 คน ที่ศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย)

            Dr.Goh Keng Swee เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของสิงคโปร์ครั้งสำคัญในปี 1978 แทนที่จะจัดการศึกษาเพื่อเด็กสิงคโปร์แบบเดิมคือ เพื่อคนหมู่มาก (Mass education) หันมาให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาตามความสามารถของเด็กมากขึ้น เพราะความสามารถของเด็กไม่เท่ากันทุกคน บางคนเรียนช้าและมีพัฒนาการช้า บางคนเรียนเร็วและอาจจะเบื่อที่จะเรียนกับเด็กเรียนช้า จึงมีนโยบายการจัดการศึกษาตามความสามารถของนักเรียน (Ability-Based Streaming of Students) มีการตั้งโรงเรียนที่มีการบริหารจัดการรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนที่มีรูปแบบการบริหารจัดการรูปแบบพิเศษ (Independent school) และโรงเรียนในกำกับของรัฐ (Autonomous school) แต่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก เพราะระบบการศึกษาแบบเดิมเด็กสามารถเรียนจบชั้นประถม 6 ปี และมัธยมศึกษา 4 ปี ทุกคน แม้เด็กที่ไม่เก่งก็เรียนจบได้ แต่ในระบบใหม่เริ่มในปี 1980 เริ่มมีการแบ่งสายชั้นเรียนออกเป็น 3 สาย ในชั้นประถมปีที่ 3 และในชั้นมัธยมปีที่ 4 เพื่อให้นักเรียนมีโอกาสเลือกเรียนตามความสามารถหรือตามความพึงพอใจ หรือออกมาประกอบอาชีพ ซึ่งเห็นผลในเวลาต่อมาคือในปี 1980 พบว่ามีเด็กชั้นประถมศึกษาออกจากโรงเรียนกลางคัน 11 % แต่ในปี 2001 มีเด็ก ชั้นประถมศึกษาออกจากโรงเรียนกลางคันเพียง .03 % ในระดับมัธยมศึกษาในปี 1980 มีเด็ก ออกจากโรงเรียนกลางคัน 19 % แต่ในปี 2001 มีเด็กออกจากกลางคัน 2.7 % (สิงคโปร์มีความเห็นว่าเป็นอัตราที่สูง)

             โรงเรียนรูปแบบพิเศษดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กได้เรียนตามความสามารถและความถนัด สอนวิชาการศึกษาพื้นฐาน ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาแม่ (จีนแมนดาริน มาเลย์ และทมิฬ) และหน้าที่พลเมือง

             เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ได้นำเสนอแผนภูมิแสดงระบบการศึกษาของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นระบบที่มีทางเลือกให้นักเรียนเรียนตามความสามารถและความถนัด มีระบบทดสอบระหว่างช่วงชั้น เรียกว่า GCE (General Certificate of Education)

             นอกจากนี้ Dr.Goh Keng Swee ได้ริเริ่มนโยบายการกระจายอำนาจการบริหารจัดการไปสู่สถานศึกษาเป็นครั้งแรก มีการตั้งสภาโรงเรียน (School Councils) ประกอบด้วย ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน เพื่อช่วยเหลือโรงเรียน ทำให้ผู้บริหารหันมาพัฒนาแผนงานโรงเรียน สามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้ รวมทั้งประเมินโครงการ แนวนโยบายนี้ทำให้เกิดแนวคิดที่จะทำให้โรงเรียนเป็นอิสระมากขึ้น โดยมีการบริหารจัดการแบบพิเศษ เรียกว่า Independent school และ Autonomous school ในเวลาต่อมา

             ผู้นำการเปลี่ยนแปลงการศึกษาที่สำคัญระยะที่ 2 คือ Dr.Tony Tan ผู้สืบทอดแนวนโยบายของ Dr.Goh Keng Swee  ท่านผู้นี้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์มากว่า 10 ปี ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมทั้งกำกับดูแลการอุดมศึกษาของสิงคโปร์ รวมทั้ง Polytechnic ด้วย

             เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ได้กล่าวถึงความสำคัญของผู้นำทั้งสองของสิงคโปร์ ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพล มีความอาวุโส (Seniority) สามารถนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา นอกจากนี้จะต้องเป็นผู้ที่จะสามารถชักนำนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เห็นความสำคัญของทางการศึกษา เพื่อผลักดันการปฏิรูปการศึกษาและการจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา

โรงเรียนที่มีรูปแบบการบริหารจัดการพิเศษ (Independent school)

             ในปี 1986 Dr.Tony Tan ได้เชิญผู้บริหารสถานศึกษาของสิงคโปร์ 12 คน ไปดูงานด้านการศึกษาของสถาบันการศึกษาชั้นนำและมีชื่อเสียงของสหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา (เช่น Bronx High School of Science ในนิวยอร์ก Phillips Academy และ Roxbury Latin School ในบอสตัน Saint Albans School ใน Washington D.C., Bedford High School, Edinburgh Academy, Sevenoaks School, St George's School for Girls ในสหราชอาณาจักร) การดูงานเน้นวิธีการจัดการศึกษา การบริหารสถานศึกษา วิธีการให้การศึกษาฝึกอบรมและพัฒนาเยาวชน โดยได้นำประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ของประเทศเหล่านั้นกลับมาพัฒนาการศึกษาของสิงคโปร์

             สองปีต่อมาในปี 1988 หลังการดูงานมีการตั้งโรงเรียนรูปแบบพิเศษ เรียกว่า Independent school 2 แห่ง โดยคัดเลือกโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษา นักเรียนมีผลการเรียนดี มีความภาคภูมิใจในสถานศึกษา มีการพัฒนาทั้งในเชิงวิชาการและ ไม่ใช่ วิชาการ มีการสนับสนุนจากครอบครัว ปัจจุบันมีโรงเรียนประเภทนี้ 8 แห่งในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแต่ละโรงเรียนเป็นโรงเรียนชั้นนำและมีประวัติยาวนาน

             ลักษณะของโรงเรียนประเภทนี้มีอิสระในการบริหารจัดการ ในเรื่องบุคลากรและงบประมาณ มีคณะกรรมการบริหารโรงเรียน (Board of Management) ซึ่งมีอำนาจแต่งตั้งหรือขับไล่บุคลากรในโรงเรียน รวมทั้งสามารถตัดสินเรื่องเงินเดือน สามารถจัดทำหลักสูตรเอง แต่มีข้อแม้ว่าหลักสูตรจะประกอบด้วยการสอนภาษาแม่ และรายวิชาที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด รวมทั้งวิชาหน้าที่พลเมือง และจริยศึกษา (Civic and Moral education) รวมทั้งการศึกษา ของชาติ (National education)

             โรงเรียนประเภทนี้ สามารถเก็บค่าเล่าเรียนสูงกว่าโรงเรียนรัฐบาล สามารถ จัดหาวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ และจ้างบุคลากรเพิ่มขึ้น โดยโรงเรียนสามารถเก็บค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้โรงเรียนยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลสิงคโปร์เป็นเงินรายหัวเท่ากับโรงเรียนรัฐบาลอื่น ๆ (โรงเรียนได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ โรงเรียนจัดเก็บเพิ่ม)

โรงเรียนในกำกับของรัฐ (Autonomous school)

             โรงเรียนรูปแบบนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในโรงเรียน เพราะโรงเรียนแบบ Independent school ไม่สามารถตั้งได้ทั้งหมด ปัจจุบันมีเพียง 23 แห่ง มีลักษณะคล้ายกับ Independent school ในด้านความยืดหยุ่นทางการบริหาร และการระดมทรัพยากรที่จะดำเนินโครงการนวัตกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน แต่มีลักษณะเหมือนโรงเรียนรัฐบาล กล่าวคือมีขนาดชั้นเรียนและบุคลากรในโรงเรียนที่กำหนดโดยรัฐบาล แต่ได้รับการสนับสนุนให้โรงเรียนมีความเป็นเลิศในสาขาที่โรงเรียนมีความชำนาญเป็นพิเศษ (Special niches) ทั้งด้านวิชาการและไม่ใช่วิชาการ เพื่ออบรมบ่มเพาะเด็กให้มีพัฒนาการและมีความเป็นอัจฉริยะหรือความชำนาญเป็นพิเศษ ในสาขาต่าง ๆ โดยแต่ละโรงเรียน จะต้องมีสาขาที่มีความชำนาญโดดเด่นอย่างน้อย 1 สาขา และโรงเรียนสามารถรับนักเรียนที่มีความสามารถได้โดยตรง

การศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ (Gifted Student)

             เป็นระบบการศึกษาที่เก่าแก่กว่าโรงเรียนระบบข้างต้น คือ Independent school และ Autonomous school มีการศึกษาเรื่องนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1981 เนื่องจากนักเรียนมีความสามารถต่างกัน ด้านรัฐบาลได้นำเสนอโครงการการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ เรียกว่า The Gifted Project ในปี 1983 เพื่อสนองความต้องการของเด็กที่มีความสามารถพิเศษหลากหลาย รวมทั้งความสามารถทางสติปัญญา มีความต้องการสิ่งกระตุ้นทางด้านจิตใจ (Mental Stimulation)  เพื่อให้เกิดพัฒนาการด้านสติปัญญาอย่างเต็มความสามารถ แต่หากในชั้นเรียนปกติไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กได้ จะกลายเป็นปัญหาตามมา เช่น เด็กจะเฉยเมย ไม่แยแสการเรียนการสอน และก่อปัญหาในชั้นเรียน สิงคโปร์ถือว่า ประชากรสิงคโปร์เป็นทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว จึงต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาสูงสุด รวมทั้งผู้มีความสามารถพิเศษ

             สิงคโปร์ได้นำรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษจากประเทศอิสราเอลมาใช้ มีการจัดชั้นเรียนในชั้นเรียนปกติที่มีอุปกรณ์การศึกษาต่าง ๆ ครบครันเรียกว่า Self-contained class มีการจัดหลักสูตรพิเศษ เพื่อพัฒนาสติปัญญา และสามารถเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกัน รวมทั้งร่วมกิจกรรมตามหลักสูตรร่วมกัน สิงคโปร์ยอมรับระบบการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษว่า สามารถส่งเสริมความสมบูรณ์ทางปัญญาให้เด็กได้ แต่เป็นระบบที่ไม่เร่งรัด ไม่สนับสนุนให้เรียนล้ำหน้าหรือเรียนข้ามชั้น และเน้นให้เด็กมีความสมบูรณ์ด้านสติปัญญาและมีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งพัฒนารูปแบบการศึกษาเพื่อให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคมและอารมณ์ในระดับปกติสามารถอยู่ร่วมกับนักเรียนในวัยเดียวกัน

             ในปี 1984 มีนักเรียนประเภทนี้ในระดับประถมและมัธยม ประเภทละ 100 คน ในปัจจุบัน (ปี 2003) มีนักเรียน 1,400 คน ในระดับประถม และ 2,000 คน ในระดับมัธยม

             ส่วนวิธีการพัฒนาการเรียนการสอนเด็กประเภทนี้ สิงคโปร์มีการคัดเลือกครูมาฝึกอบรม และครูส่วนหนึ่งได้รับการฝึกอบรมจากที่ปรึกษาชาวต่างประเทศด้วย

             หลักสูตรการศึกษาเหมือนหลักสูตรชั้นเรียนปกติ แต่นักเรียนสิงคโปร์จะต้อง ได้รับการทดสอบความรู้ระดับชาติ (National Examination) เมื่อจบชั้นประถมปีที่ 6 และเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษา 4 ปี หัวข้อการเรียนการสอนกว้างและลึก โดยเน้นกระบวนการคิดเป็นและเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งสอนตามความต้องการของแต่ละบุคคล แต่เน้นการวิจัย (Research-Oriented) กล่าวคือ เด็กจะต้องทำงานวิจัยระดับมัธยมในสาขาที่นักเรียนสนใจด้วย

             สิงคโปร์มีการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษเกือบ 20 ปีแล้ว และมีการทบทวน (Review) เป็นระยะ ๆ 3 ครั้ง ในปี 1985, 1989 และ 2001 มีการจัดฝึกอบรมความรู้ให้เจ้าหน้าที่ ครู และนักการศึกษา ตลอดจนติดต่อกับผู้ชำนาญการจากต่างประเทศ

ประเด็นวิพากษ์

             โรงเรียน Independent school ดำเนินการมาได้ 15 ปีแล้ว และโรงเรียนในกำกับของรัฐมีระยะเวลาดำเนินการร่วม 10 ปี ส่วนโรงเรียนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษดำเนินการได้มาเกือบ 20 ปี อย่างไรก็ตามพบว่ามีปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

             1. โรงเรียนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษและโรงเรียน Independent school จะเลือกรับนักเรียนบางคน ปรากฏว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก เพราะเป็นการสนับสนุนบุคคลชนชั้นนำ (Elitism) นอกจากนี้โรงเรียน Independent school เก็บค่าเล่าเรียนแพงกว่าโรงเรียนรัฐบาล เป็นประโยชน์ต่อเด็กที่มาจากครอบครัวร่ำรวยเท่านั้น แต่นักเรียนที่ขาดแคลนไม่มีโอกาสได้เข้าเรียน แม้รัฐมีทุนการศึกษาและเงินช่วยเหลือ ให้เด็กที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อไม่ให้เด็กมีความกังวลทางการเงิน แต่การเก็บค่าเล่าเรียนสูงเป็นภาระหนักของผู้ปกครอง และเกณฑ์การพิจารณาทางการเงินยังเป็นประเด็นที่ฝ่ายการเมืองบางกลุ่มอาจหยิบยกขึ้นมาใช้ เพื่อสนองความพึงพอใจของกลุ่มชนบางกลุ่ม โดยมีนักการเมืองหรือบุคคลบางกลุ่มหนุนหลัง

             2. การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลชั้นนำ (Elitism) เกิดปัญหาการแบ่งแยก ทางสังคม (Social Segregation) ตามมา และเกรงว่านักเรียนกลุ่มพิเศษกลุ่มนี้จะไม่สามารถ เข้ากับกลุ่มอื่นได้ จากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และการเมืองของสิงคโปร์ มีการเรียกร้องให้เกิดการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน (Egalitarian treatment) ซึ่งเป็นประเด็นที่ปรากฏในสังคมที่เกิดใหม่ เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ไม่เหมือนกับประเทศที่มีการสืบทอดสถานะทางสังคมอันยาวนาน มีการแบ่งชั้น วรรณะ รวมทั้งการเหยียดผิว ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาทางสังคม ลุกลามในสิงคโปร์ต่อไปได้

             3. เกิดปัญหาในทางปฏิบัติเพราะโรงเรียนประเภท Independent school มีอำนาจว่าจ้างและขับไล่ครู มีผลกระทบต่อการดึงดูดครูดี ๆ และเหมาะสมมาอยู่ในระบบ และจากมุมมองของครูพบว่า อัตราเงินเดือนของครูในโรงเรียนเหล่านี้ควรมีความสมดุลย์กับอนาคตของครูที่อาจจะมุ่งสอนเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้รับการพัฒนา นอกจากครูจะลาออก ปัจจุบันการสอนในโรงเรียนประเภทนี้เป็นการผสมผสานครู 2 กลุ่ม กลุ่มแรกป็นครูที่โรงเรียนคัดเลือกเองและครูอีกส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ซึ่งมีระบบส่งครูไปช่วยสอน (Pool of teachers)

แนวทางการจัดการศึกษาของสิงคโปร์ในปัจจุบัน

             การจัดการศึกษาของสิงคโปร์ในปัจจุบัน มีการขับเคลื่อนครั้งสำคัญอีกครั้ง ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่เรียกว่าโรงเรียนแห่งความคิดและชาติแห่งการเรียนรู้ (Thinking Schools, Learning Nation) มีการถ่ายทอดค่านิยมและทักษะต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการคิดและวิเคราะห์ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีการสร้าง สิ่งแวดล้อมทางการเรียนให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งด้านอาคารเรียน อุปกรณ์ และการบริหารจัดการที่ดี เพื่อกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการในโรงเรียน นอกจากนี้ยังสนับสนุนการสอนที่มีคุณภาพ โดยมีระบบการคัดเลือกครูและรักษาครูให้อยู่ในระบบ และทบทวนภารกิจของครู ส่งเสริมความเป็นเลิศทางการบริหาร มีการบริหารงานที่มี ประสิทธิภาพ และลดภาระงานของครู/ผู้บริหาร นอกจากนี้ยังมีนโยบายที่เน้นพัฒนาโครงสร้างทางการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการทางการศึกษา และพัฒนาสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางทางการศึกษา (Hub)

บทสรุป

             การดำเนินงานด้านการศึกษาจะต้องเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย รวมทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง แต่ความสำเร็จทางการศึกษาต้องใช้เวลานานจึงจะปรากฏความสำเร็จ ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีความมุ่งมั่น มีความอดทนต่อคำวิพากย์วิจารณ์ เนื่องจากการศึกษาเห็นผลช้า เด็กนักเรียนจะต้องอยู่ในระบบโรงเรียนนานประมาณ 10-12 ปี จึงจะเห็นความสำเร็จ ชาวอังกฤษเปรียบการจัดการศึกษาเสมือนการทำขนม Pudding ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะพิสูจน์ว่าขนม Pudding เป็นอย่างไร ดีหรือไม่

อรชาต สืบสิทธิ์

ผู้สรุป

 กลับหน้าแรกกระทรวงฯ
Copyright & copy : ๒๐๐๓ MOENet Thailand Service
แหล่งข้อมูล : นายปัญญา  บูรณะนันทสิริ
กลุ่มช่วยอำนวยการและประสานราชการ
ปรับปรุงข้อมูล : ๕ มีนาคม  ๒๕๔๖
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ :  น.ส.นิภา แย้มวจี
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. ๐ ๒๒๘๑  ๙๘๐๙, ๐ ๒๖๒๘  ๕๖๔๓-๔๔  โทรสาร ๐ ๒๒๘๒  ๙๒๔๑