ผู้รายงาน

ดร.สงบ ลักษณะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ



วัตถุประสงค์ของการประชุม

เพื่อวางแผนศึกษาสถานภาพปัจจุบันและทิศทางในอนาคตของการจัดการศึกษาพื้นฐานในภูมิภาคเอเซีย และแปซิฟิก ครอบคลุม 20 ประเทศ รวมถึงประเทศที่ได้รับเชิญให้ร่วมโครงการวิจัย คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันนี องค์ประกอบขอบการวิจัยจะครอบคลุมถึงนโยบายการจัดการศึกษา หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน สื่อ การพัฒนาครู การบริหารการจัดการ การวิจัยและการประเมิน



สาระสำคัญของการประชุมเบื้องต้น

จากการสัมมนาและศึกษาดูงานของประเทศสมาชิก มีข้อมูลเบื้องต้นที่ใช้เป็นฐานของการวิจัยเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้ 1. การปฏิรูปการศึกษา 2. ความหมายและขอบเขตของการศึกษาพื้นฐาน 3. องค์ประกอบของการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน 4. องค์ประกอบการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา 5. องค์ประกอบการบริหารการจัดการ 6. องค์ประกอบด้านปัจจัยอำนวยความสะดวก



1. การปฏิรูปการศึกษาพื้นฐาน

ประเทศส่วนใหญ่ดำเนินการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง มีกฎหมายในลักษณะพระราชบัญญัติ รองรับ มุ่งเป้าหมายไปที่การพัฒนาเตรียมคนที่สมบูรณ์เหมาะสมกับสังคมในปี 2000 หรือสังคมในศตวรรษที่ 21 กฎหมายมีประโยชน์กำหนดระบบและมาตรการส่งเสริมคุณภาพ และประสิทธิภาพของการจัดการศึกษาทุกระดับ ครอบคลุมการกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ และลักษณะการปฏิบัติของผู้เกี่ยวข้องทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ชุมชนในทุกองค์ประกอบของการจัดการศึกษา



2. ขอบเขตการศึกษาพื้นฐาน

2.1 นิยามการศึกษาพื้นฐาน การศึกษาพื้นฐาน คือ การศึกษาเบื้องต้นที่ประชาชนทุกคนควรได้รับโดยทัดเทียมเสมอภาคกัน เพื่อให้มีพื้นฐานความรู้ความสามารถในวิทยาการต่าง ๆ ทักษะ เจตคติ ค่านิยม และมีบุคลิกภาพที่เหมาะสม ต่อการเป็นพลเมืองดี เป็นสมาชิกที่ดีในสังคมประชาธิปไตยเพื่อให้พร้อมต่อการศึกษาต่อหรือการฝึกอบรมให้เป็น ปัจจัยทรัพยากรมนุษย์สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติ 2.2 ขอบเขตการศึกษาพื้นฐาน ประเทศส่วนใหญ่ ถือว่าการประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นการศึกษาสำหรับ ผู้เรียนทุกคนได้เรียนรู้ในหลักสูตรบังคับพื้นฐานที่กำหนดให้เรียนรู้ในสิ่งที่คล้ายคลึงกัน แต่การศึกษาระดับมัธยม ศึกษาตอนปลายเป็นการศึกษาที่สนองความแตกต่างของผู้เรียนที่อาจมีความถนัดความสามารถ และความสนใจ ที่แตกต่างกัน จึงมีการจัดสถานศึกษาหลายประเภท เช่น สถานศึกษาที่เน้นวิชาสามัญทั่วไป (General Education) สถานศึกษาที่เน้นวิชาชีพ (Vocational and Technical Education) และสถานศึกษาที่ผสมระหว่างวิชาสามัญและ วิชาชีพ (Comprehensive Education) 2.3 การศึกษาภาคบังคับ คือ การศึกษาพื้นฐานที่มีกฎหมายบังคับให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้รับโดยทัดเทียมกันจากรัฐ โดยไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนหรือค่าธรรมเนียมการศึกษา ประเทศสมาชิกทั้งหมดถือว่าการประถมศึกษาเป็นการศึกษาภาคบังคับ และประเทศส่วนหนึ่ง ขยายการศึกษาภาคบังคับให้ครอบคลุมมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งจะเป็นการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี 2.4 การศึกษาพื้นฐานที่จัดโดยเอกชน การศึกษาเอกชนเป็นการศึกษาที่ผู้เรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับสถานศึกษาแม้จะเป็นการศึกษา ภาคบังคับก็ตาม โดยทั่วไปสถานศึกษาเอกชนดำรงอยู่ได้เพราะได้รับการนิยมจากผู้ปกครองในฐานะที่สถานศึกษา เอกชนเป็นทางเลือกที่สามารถจัดการศึกษาได้มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพน่าพอใจ รัฐบาลมีส่วนสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนในลักษณะของการให้เงินอุดหนุน (Subsidy) เพื่อการ จ้างครูและการพัฒนาคุณภาพในสัดส่วนที่ขึ้นกับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาเอกชน โดยเอกชน รับผิดชอบด้านอาคารสถานที่ และรัฐรับผิดชอบด้านครูและปัจจัยการเรียนการสอน



3. หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน

รัฐรับผิดชอบนโยบายหลักสูตร กำหนดกรอบผลการเรียนรู้ (Learning Outcomes) เป็นมาตรฐาน คุณภาพการศึกษา เพื่อควบคุมและคุ้มครองรับประกันประสิทธิภาพของผู้เรียนการศึกษาพื้นฐานให้มีโอกาสได้รับ การพัฒนาให้บังเกิดผลเป็นคุณลักษณะที่พึงปรารถนาทัดเทียมกัน ประเทศที่เน้นการรวมอำนาจ (Centralization) จะจัดทำหลักสูตรเดียวของชาติ กำหนดโครงสร้าง รายละเอียดของรายวิชาทั้งวิชาบังคับแกนและวิชาเลือกจากส่วนกลาง และกำหนดสัดส่วนวิชาเลือกที่ให้พัฒนา โดยท้องถิ่นที่มีคณะกรรมการศึกษาของท้องถิ่นดำเนินงานร่วมกับสถานศึกษา ประเทศที่เน้นการกระจายอำนาจ (Decentralization) รัฐบาลกลางจัดทำมาตรฐานผลการเรียนรู้ ในวิชาสาขาต่างๆ และจัดทำคำแนะนำในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนมอบให้รัฐบาลท้องถิ่น (รัฐต่าง ๆ) หรือคณะกรรมการการศึกษาส่วนท้องถิ่นของเขตหรือจังหวัด (Board of Education) จัดทำรายละเอียดของเนื้อหา วิชาทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือก แนวการจัดการเรียนการสอน การประกันคุณภาพ และการตรวจสอบวัดผล ประเมินผล ให้เข้ากับสภาพของท้องถิ่นและตอบสนองความถนัดความสามารถ และความสนใจของผู้เรียนอย่าง หลากหลาย รัฐบาลกลางอาจจัดให้มีการติดตามประเมินมาตรฐานคุณภาพการศึกษา (National Assessment) ในวิชาและชั้นที่เป็นตัวประโยค (เช่น ประถมศึกษา 6 มัธยมศึกษา 3 และ 6) ในบางปี ทุกประเทศเห็นความสำคัญของคุณภาพการศึกษาพื้นฐาน ที่ควรมีระบบควบคุมประสิทธิภาพ การจัดการเรียนการสอนให้ประกันได้ว่าผู้เรียนทุกคนจะได้รับผลการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ ทั้งในส่วนที่เป็นมาตรฐาน สากล มาตรฐานชาติ และส่วนที่สนองท้องถิ่นรวมถึงส่วนที่เป็นลักษณะเฉพาะของความสามารถ ความถนัด ความสนใจของผู้เรียนที่แตกต่างกัน คุณลักษณะของผู้จบการศึกษาพื้นฐานควรครอบคลุมลักษณะสำคัญ เช่น คุณลักษณะที่สมดุลย์ (Balanced) ระหว่างความรู้ความสามารถในวิทยาการ ทักษะ ทางการสื่อสาร ทักษะทางการคิด ทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองเพื่อการเรียนรู้ ต่อเนื่องตลอดชีวิต ทักษะการปฏิบัติงาน ทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ค่านิยม และจริยธรรม คุณลักษณะในการใช้เทคโนโลยี และคุณลักษณะเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ควรบูรณาการเข้า กับวิชาต่าง ๆ ตลอดหลักสูตร (Cut Across the Curriculum) คุณลักษณะทางอาชีพที่มีตั้งแต่ระดับรู้จักคุ้นเคยกับงานอาชีพต่างๆ ไปจนถึงการได้รับ การฝึกทักษะทางอาชีพเบื้องต้น เพื่อการศึกษาต่อทางอาชีพหรือเป็นพื้นฐานในการ ออกประกอบอาชีพ



4. การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

มีกรอบมาตรฐานคุณลักษณะของครูและผู้บริหารสถานศึกษา และใช้มาตรฐานนี้เพื่อ การผลิตครู การมอบงานปฏิบัติแก่ครูในสถานศึกษา การพัฒนาครูระหว่างทำงาน การประเมินเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางอาชีพ คณะครูและผู้บริหารสถานศึกษาควรคำนึงถึงคุณภาพของการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นหลัก มีความสามารถ ในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สามารถวิเคราะห์หลักสูตรและสังคมเพื่อกำหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ที่เป็นมาตรฐาน และสะท้อนมาตรฐานสากล มาตรฐานชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถคิดกระบวนการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ว่ามีกระบวนการติดตามประเมินผล และการช่วยเหลือผู้เรียนเพื่อรับประกันคุณภาพว่าผู้เรียนแต่ละคนเกิดการเรียนรู้ สูงสุดเต็มศักยภาพ มีผู้กล่าวว่าหลักสูตรที่แท้จริง คือสิ่งที่ครูคิดและปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอน ดังนั้นความสามารถของ ครูในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสร้างสรรค์ระบบการเรียนการสอนด้วยตนเอง โดยยึดจุดประสงค์คุณภาพการเรียนรู้ ของผู้เรียนเป็นหลัก จึงเป็นคุณภาพที่สำคัญของครูซึ่งหลายประเทศสามารถปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน ได้ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยไม่ต้องมีภาระการฝึกอบรมครูในการใช้หลักสูตรใหม่ ก็เนื่องจากครูมีความสามารถ พื้นฐานเพียงพอในการพัฒนาหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอน จนสามารถปรับเปลี่ยนได้ด้วยตัวเอง



5. องค์ประกอบทางการบริหารจัดการ

ประเทศที่กระจายอำนาจอาจมีรัฐบาลท้องถิ่น (Local Government) หรือมีระบบการบริหารในท้องถิ่น เช่น เขต หรือจังหวัดรองรับ กลไกการบริหารจัดการในท้องถิ่น โดยมากจะมีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษารองรับ มีบุคลากรจากการแต่งตั้งและจากการเลือกตั้งให้เป็นผู้แทนของชุมชนและเอกชน คณะกรรมการการศึกษาในท้องถิ่นรับผิดชอบครอบคลุมการกำหนดมาตรฐานคุณภาพผลการเรียนรู้ การพัฒนาหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอน การพัฒนาครู การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยี การติดตามประเมินผล คุณภาพการศึกษาตามแนวทางประกันคุณภาพการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาในท้องถิ่นมีความเป็นอิสระจาก ส่วนกลางในการบริหารบุคคล บริหารแผนงานและบริหารงบประมาณ มีแนวคิดการสร้างศักยภาพให้คณะกรรมการการศึกษาในท้องถิ่นมีพลังอำนาจในตนเอง (Empowerment) บนพื้นฐานของการพึ่งตนเองได้ (Self-Reliant) ซึ่งมีความสมบูรณ์ในความเป็นเอกภาพ การจัดการ ศึกษาได้ดีกว่าการมอบอำนาจ (Delegation of Power)



6. องค์ประกอบด้านจัดปัจจัยอำนวยความสะดวก

รัฐรับผิดชอบการลงทุนทางการศึกษาจัดปัจจัยทรัพยากรสร้างความพร้อมให้กับสถานศึกษาทั้งในด้าน มาตรฐาน อาคารสถานที่ ห้องสมุด ห้องปฏิบัติการ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ตามมาตรฐาน เพื่อให้เป็นส่วนส่งเสริมให้บังเกิดคุณภาพของการจัดการเรียนการสอนได้สมบูรณ์ ในหลายประเทศที่มีความเจริญทาง เศรษฐกิจ จะกำหนดสัดส่วนที่แน่นอนของรายได้ประชาชาติเพื่อการจัดการศึกษา และกำหนดสัดส่วนที่แน่นอนของการ เก็บภาษีในท้องถิ่น (Local Tax) ให้กับค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของเขตหรือจังหวัด การบริการบางประเภท เช่น อาหารกลางวันในสถานศึกษาในบางประเทศของยุโรป จะพิจารณาจากรายได้ของผู้ปกครอง (ตรวจสอบจากการประเมิน ภาษีรายได้ประจำปี) เป็นเกณฑ์ให้ผู้ปกครองจ่ายเงินช่วยเหลือโครงการอาหารกลางวันตามสัดส่วนของรายได้ และมี บางระดับของรายได้ที่ผู้ปกครองไม่ต้องจ่ายเงินแต่อย่างใด สถานศึกษาสามารถนำเงินที่ได้รับมาถัวเฉลี่ยจัดบริการ อาหารกลางวันให้กับนักเรียนทุกคนได้อย่างเหมาะสม การจัดการศึกษาด้านอาชีพ เช่น ในระดับสูงกว่ามัธยมแต่ต่ำกว่า ปริญญาตรี หลายประเทศมีแนวคิดว่าเป็นการผลิตคนเพื่อประโยชน์ของสถานประกอบการทางธุรกิจและอุตสาหกรรม ของเอกชน ดังนั้นควรให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเอกชนมีส่วนร่วมในบางส่วน หรือรับผิดชอบทั้งหมดในการจัดการ อาชีวศึกษา



ข้อสังเกตในการพิจารณาใช้สาระสำคัญที่ได้รับเพื่อการจัดการศึกษาพื้นฐาน 12 ปีของไทย

1. การมี พ.ร.บ. ปฏิรูปการศึกษาจริงจัง 2. กระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทสำคัญในการกำหนดสาระสำคัญของพระราชบัญญัติในประเด็นต่าง ๆ และกำหนดกลไกของกระทรวงศึกษาธิการรองรับให้ชัดเจน เช่น ในเรื่องต่อไปนี้ มาตรฐานคุณภาพการศึกษาและหลักสูตร การส่งเสริมการจัดหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอนเพื่อไปสู่มาตรฐานคุณภาพ การตรวจสอบ ติดตาม ประเมินผล มาตรฐานคุณภาพการศึกษา มาตรฐานการผลิตครู การใช้ครู การพัฒนาครู และการประเมินครูเพื่อความก้าวหน้า การบริหารและการจัดการทางการศึกษา การกำหนดงบประมาณทางการศึกษา โดยระบุสัดส่วนที่แน่นอนจากรายได้ของชาติ และ สัดส่วนจากภาษีอากรของแผ่นดินในภูมิภาคและในท้องถิ่น 3. สร้างความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการทางการศึกษาในจังหวัด ในรูปของสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาจังหวัด ซึ่งอาจมีเลขาธิการ (เทียบเท่ากับรองปลัดกระทรวง) 1 คน และมีรองเลขาธิการ ด้านประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ฯลฯ และมีผู้แทนของภาคเอกชน ชุมชน คณะกรรมการการศึกษา ฯ ควรรับผิดชอบการบริหารจัดการการศึกษาทุกระดับทุกประเภทแทน ส่วนกลาง ส่วนกลางมีหน้าที่กำหนดนโยบาย ให้การสนับสนุนทางวิชาการและทรัพยากร และติดตาม ประเมินคุณภาพการศึกษา 4. แสวงหาแนวทางส่งเสริมภาคเอกชนในการจัดการศึกษา โดยใช้การจูงใจและผลตอบแทนที่เหมาะสม




Copyright & copy; 1998 MOENet Thailand Service
บทความ โดย ดร. สงบ ลักษณะ
ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ
พัฒนาระบบ และนำเสนอข้อมูลโดย กลุ่มงานสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต
ศูนย์สารสนเทศ สป.ศธ.
โทร. 281-9809, 628-5643, 628-5644 Fax. 281-8218

website@emisc.moe.go.th