การประเมินผลการปฏิบัติงาน

เพื่อการพัฒนาวิชาชีพ

ดร.สุรชาติ สังข์รุ่ง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.) กระทรวงศึกษาธิการ

  ระบบประเมินผลงานตามสภาพจริงช่วยให้
"ครู" พัฒนาสู่มาตรฐาน
สิ่งที่จูงใจ (Incentive) คือ ความก้าวหน้า หรือมาตรฐานแทรกแซง  

การประเมินผลงานวิชาการ ก็จะใช้วิธีการ ประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ซึ่งเป็นการประเมินร่องรอยของกระบวนการ และผลที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงของครู เพื่อจะดูความสามารถ แท้ของครูว่าสามารถทำให้ผู้เรียนเกิดคุณภาพสูงสุดตามเกณฑ์หรือไม่ ความสามารถแท้นี้เกิดจากการลงมือพัฒนา จริง คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างมีเหตุมีผล เมื่อทำแล้วมีความชื่นชม
ก.ค. ได้กำหนดแนวทางการประเมินผลงานทางวิชาการของครูและผู้บริหารออกมาใหม่ เมื่อ วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 ทำให้ครูและผู้บริหารเกิดความสงสัยว่าแนวทางใหม่นี้เป็นอย่างไร? แตกต่างไปจากเดิม หรือไม่ ครูจะต้องเตรียมตัวอย่างไร? เมื่อมีแนวทางใหม่ แนวทางเดิมจะยกเลิกหรือเปล่า และหลักเกณฑ์นี้จะมีผล ใช้บังคับเมื่อใด
แนวทางที่ ก.ค. กำหนดขึ้นมาใหม่ เรียกว่า การประเมินผลงานทางวิชาการตามสภาพจริง (Authentic Assessment) เหตุผลที่ ก.ค.กำหนดขึ้นมา เนื่องจาก ก.ค. มีความมุ่งหวังที่อยากจะเห็นความ ก้าวหน้าในวิชาชีพของครู เกิดจากการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดคุณภาพแท้ตามสภาวะปกติอย่างต่อเนื่อง จนเกิด คุณภาพที่ยั่งยืนถาวร แต่สภาพที่เป็นจริงในปัจจุบันความก้าวหน้าที่เกิดจากการเขียนผลงาน ทางวิชาการของครูนั้นเกิดจากการลงมือพัฒนาการเรียนการสอนระยะสั้นๆ โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการเป็นส่วนใหญ่มิได้เป็นผลที่เกิดจากการพัฒนาผู้เรียนจน ได้ผลดีแล้ว จึงรวบรวมผลงานส่งทำให้ผลงานทางวิชาการของครูผ่านการประเมินน้อย
ขณะนี้มีข้าราชการครู ตำแหน่งอาจารย์ 2 ประมาณ 330,000 คนเศษ ในจำนวนนี้ผ่านการ ประเมินผลงานทางวิชาการ เป็นอาจารย์ 3 ประมาณ 5,000 คนเศษ หรือประมาณ ร้อยละ 1.5 ของ อาจารย์ 2 ทั้งหมด ซึ่งนับว่าน้อยมาก ก.ค. จึงเสนอทางเลือกใหม่อีกทางเลือกหนึ่ง โดยผู้บริหารหรือครู จะต้องลงมือพัฒนางานตามสภาวะปกติจนเกิดผลดี ผู้เรียนเกิดคุณภาพโดยรอบด้าน เป็นคุณภาพที่ทำให้ ผู้เรียนมีความสามารถสูงถึงขั้นคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ตัดสินประเมินค่าสามารถยึดติดเป็นนิสัย นำผล การพัฒนาไปใช้ได้ แล้วรวบรวมกระบวนการพัฒนาและผลที่เกิดขึ้น จัดทำเป็นแฟ้มสะสมงาน (Porifolio) หรือแฟ้มพัฒนางาน ส่งให้ ก.ค. ประเมิน
จำนวนแฟ้มสะสมงาน ก.ค. กำหนดให้ครูจัดทำชิ้นงานย่อย ๆ (folio) จำนวน 12 ชิ้น ชิ้นงานย่อย ๆ นี้ ชิ้นหนึ่งก็คือ การพัฒนาความสามารถด้านใดด้านหนึ่งของนักเรียนกลุ่มหนึ่ง เช่น พัฒนาทักษะ การเขียนของนักเรียนกลุ่มที่มีความสามารถเขียนประโยคสั้น ๆ ให้สามารถเขียนประโยคขยายเป็นประโยค ยาว ๆ ขึ้นชิ้นหนึ่ง เป็นเอกสารสรุป ประมาณ 8-12 หน้า จำนวน 12 ชิ้น ในแฟ้มสะสมงานนี้ใช้เวลาพัฒนา ไม่น้อยกว่า 2 ปี การศึกษา
สำหรับการเสนอผลงานเสนอได้ 3 แนวทาง คือ ขอให้กรรมการไปประเมินที่สถานศึกษา หรือส่งแฟ้มสะสมงานไปให้กรรมการประเมินผ่าน กรมต้นสังกัด และแนวทางที่ 3 ผู้บริหารและครูอาจเป็นผู้เสนอ ครูที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ในระดับชาติ หรือนานาชาติให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ขอให้กรรมการลงไปประเมิน ผลงานของข้าราชการผู้นั้นก็ได้
ความแตกต่างของการประเมินตามสภาพจริงนี้ ส่วนที่ต่างไปจากการประเมินผลงานใน ปัจจุบัน ก็คือ ประเมินระดับคุณภาพของแฟ้มพัฒนางาน/แฟ้มสะสมงาน คิดเป็น 100 % ไม่แยกประเมิน ความ ชำนาญการ ความเชี่ยวชาญ ความเชี่ยวชาญพิเศษ 70 % ผลงานวิชาการ 30 % เหมือนแนวทางปัจจุบัน แต่ ทั้งนี้แนวทางปัจจุบันก็ไม่ยกเลิกครูอาจารย์ที่ถนัดเขียนเอกสารงานวิจัยรายงานโครงการ ฯลฯ ก็สามารถนำเสนอ ในแนวทางเดิมได้
ขั้นตอนการนำเสนอ ครูหรือผู้บริหารต้องประเมินแฟ้มพัฒนางานของตนก่อน ให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานระดับคุณภาพทางวิชาชีพว่ามีระดับคุณภาพสูงถึงเกณฑ์ในตำแหน่งที่ขอปรับปรุงหรือไม่ เกณฑ์ระดับคุณภาพนี้ เป็นเกณฑ์สำคัญที่ใช้ตัดสินว่าผลงานหรือแฟ้มพัฒนางานจะผ่านการประเมินหรือไม่ เกณฑ์ระดับคุณภาพนี้มี 3 เกณฑ์คือ ระดับคุณภาพของครู ระดับคุณภาพของผู้บริหาร และระดับคุณภาพของ ศึกษานิเทศก์ เกณฑ์ระดับคุณภาพนี้ มีความคิดพื้นฐานที่สำคัญคือ ความเชื่อเรื่อง การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และความเชื่อว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้
เมื่อประเมินด้วยตนเอง เห็นว่าแฟ้มมีคุณภาพสูงถึงเกณฑ์ก็จัดทำคำขอ พร้อมส่ง แฟ้มพัฒนาให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบหลักฐานและรับรองว่าผู้ขอได้ลงมือพัฒนาจริง แล้วส่งให้กรรมการ ประเมินผลการปฏิบัติงานการประเมินผลการปฏิบัติงานนี้จะประเมินว่าได้ปฏิบัติงานตามมาตรฐาน วิชาชีพหรือไม่ ถ้าผลการประเมินผ่านก็เป็นขั้นตอนของการประเมินแฟ้มสะสมงานต่อไป ถ้าผลการ ปฏิบัติงานไม่ผ่านการประเมินก็ส่งให้ปรับปรุงใหม่ จนกว่าผู้ขอจะปฏิบัติงานตามวิชาชีพและผ่านการ ประเมิน ก็เริ่มกระบวนการขั้นตอนต่อไป
การประเมินแฟ้มพัฒนางาน จะประเมินโดยกรรมการที่ผ่านการอบรมการประเมิน ตามสภาพจริง โดยกรมเป็นผู้คัดเลือกให้ ก.ค. ดำเนินการฝึกอบรม และเสนอแต่งตั้งเป็นกรรมการประเมิน การประเมินจะใช้ระดับคุณภาพดังกล่าวข้างต้น เป็นเกณฑ์ประเมินดูว่าชิ้นงานที่ส่งมามีระดับคุณภาพโดยรวม ระดับใด เกณฑ์กำหนดไว้ ถ้าแฟ้มมีระดับคุณภาพถึงระดับ 3 ประมาณ 75% ของจำนวนแฟ้มทั้งหมด 12 แฟ้ม (คือ 9 แฟ้ม) ก็จะผ่านการประเมินอาจารย์ 3 (ระดับ 8) ถ้าเป็นอาจารย์ 3 รับเงินเดือนระดับ 9 หรือ ผู้อำนวยการระดับ 9 แฟ้มจะต้องมีระดับคุณภาพระดับ 4 ไม่น้อยกว่า 75 % ของชิ้นงานที่พัฒนา 12 ชิ้น
เกณฑ์การประเมินผลงานทางวิชาการตามสภาพจริงนี้ ก.ค. ได้อนุมัติแล้ว เมื่อ วันที่ 17 กรกฎาคม 2541 และให้มีผลใช้บังคับปี 2542 คาดว่าราวต้นปีการศึกษา คือพฤษภาคม 2542 ระหว่างนี้ ก.ค. จะต้องดำเนินการอบรมครูให้มีความเข้าใจเรื่องการทำแฟ้มสะสมงานของครู เตรียมอบรม ผู้จะประเมินแฟ้มสะสมงาน ตลอดจนการเตรียมจัดทำเอกสารคู่มือการฝึกอบรมการทำแฟ้มสะสมงาม คู่มือการประเมินตามสภาพจริง ขณะนี้ ก.ค. กำลังดำเนินการอบรมครูเพื่อเป็นวิทยากร และผู้ประเมินทุก สังกัดรวมกัน ทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 700 คน และที่สำคัญ ก.ค. จะต้องกำหนดมาตรการสำหรับผู้ที่ได้ ตำแหน่งทางวิชาการไปแล้ว ให้รักษาระดับคุณภาพทางวิชาการให้คงอยู่ในเวลาที่กำหนด เช่นภายใน 2 ปี จะต้องผลิตผลงานเสนอกรรมการประเมิน 1 ครั้ง ถ้าไม่ส่งหรือส่งแล้วผลงานไม่ผ่านการประเมิน ก็อาจ ระงับการให้เงินประจำตำแหน่ง หรือกำหนดตำแหน่งเสียใหม่ให้เหมาะสม
ระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานตามสภาพจริงนี้ เป็นระบบที่ช่วยให้ครูพัฒนา วิชาชีพด้วยตนเองให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน ก็คือทำผลดีหรือคุณภาพให้เกิดกับผู้เรียน โดยมีสิ่งจูงใจ Incentive คือ ความก้าวหน้าหรือมาตรการแทรกแซง (Intervention) กรณีครูไม่พัฒนาก็อาจหยุดให้ได้ รับเงินประจำตำแหน่ง การประเมินผลการปฏิบัติงานเช่นนี้ครูจะมีเวลาทำงานกับเด็กอย่างเต็มที่ ไม่ทิ้ง ชั้นเรียนไปเขียนผลงานทางวิชาการ ถ้าถามว่า ง่ายหรือยากกว่าเดิม คำตอบก็คือไม่ยาก เป็นเพียงรวบรวม ร่องรอยของกระบวนการพัฒนาและผลที่เกิดจากการลงมือทำงานตามปกติ เพียงแต่การปฏิบัติงานตามปกติ ต่อไปนี้จะต้องยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจริง ผู้เรียนจะมีบทบาทเรียนรู้เต็มที่ ครูจะมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุน ให้เกิดการเรียนรู้
ด้วยวิธีการประเมินเช่นนี้ จะทำให้ครูพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพเป็นเด็กยุกใหม่ที่ เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ต่อครู ผู้บริหาร ชุมชน สังคม ประเทศชาติ เป็นการพัฒนาแบบยั่งยืนที่เรามุ่งหวัง

Copyright & copy ; 1998 MOENet Thailand Service พัฒนาระบบและนำเสนอข้อมูลโดย กลุ่มระบบงานสารสนเทศ ศูนย์สารสนเทศ สป.ศธ. โทร. 281-9809,628-5643,628-5644 Fax. 281-8218 website@emisc.moe.go.th