วิกฤติศรัทธา
รากเหง้าของปัญหา
ความเป็นเพื่อนร่วมงาน
การให้อำนาจกับครู
การทำโรงเรียนให้เป็นสังคมของผู้เรียนรู้
ครูในฐานะผู้เรียนรู้
การพัฒนาวิชาชีพครู
รูปแบบของการพัฒนาบุคลากรวิชาชีพครู
ทำโรงเรียนให้เป็นผู้นำชุมชน
ให้ครูเป็นผู้นำ
ครูใหญ่ในฐานะผู้นำในชุมชนผู้นำ

วิกฤติศรัทธา

การศึกษากำลังเผชิญกับวิกฤติศรัทธาจากประชาชน เนื่องจากสังคมมีอาการป่วย และประชาชนก็กล่าวโทษว่า การศึกษาที่ขาดคุณภาพเป็นสมุฏฐานของ โรคร้ายทางสังคม ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เนือง ๆ เมื่อหันมามองสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ซึ่งนับวัน จะมีขนาดใหญ่โตยิ่งขึ้น (แต่ก็หวังว่า สักวันหนึ่งจะโตเต็มที่ แล้วก็หยุดโต) ปรากฏว่าครู มักจะมีความรู้สึกที่เป็นลบหลาย ๆ อย่าง เช่น ต่ำต้อย ทำงานเกินตัว ขาดการยอมรับว่าเป็นมือโปร ไม่ได้รับการ สนับสนุน ขาดความไว้วางใจกันระหว่างครูฝ่ายหนึ่ง กับผู้บริหาร ประชาชน อีกฝ่ายหนึ่ง หรือแม้แต่ระหว่างครูด้วยกันเอง แยกกันอยู่ และแย่งลาภแย่งผลกัน จมอยู่กับงาน ขาดพลังที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องใด ๆ เครียดกับงานอื่นที่ไม่ใช่การเรียนการสอน ซึ่งนับวันจะเพิ่มมากขึ้น ครูมักจะจมอยู่กับภารกิจซ้ำซากพอกพูน ความคาดหวังสูงแต่การสนับสนุนน้อย ค่า ตอบแทนไม่เพียงพอ ในระยะยาวภาพลักษณ์นี้ย่อมจะมีผลกระทบต่อวงการคนเก่งคนดี จะมาเป็นครูน้อยลง สิ่งที่เราพยายามแก้ไข เรามักจะใช้วิธีเอายามาพอกข้างนอก มากกว่าเยียวยาภายใน เช่น การพยายามเพิ่มเงินเดือน การให้โอกาสครูได้เลื่อนไหลก้าวหน้า และการกำหนด มาตรฐานวิชาชีพครู แท้จริงแล้ว การแก้ปัญหา โรงเรียนอยู่ที่การปรับปรุงความสัมพันธ์ ระหว่างครูกันเอง และความสัมพันธ์ระหว่าง ครูกับผู้บริหาร ซื่งถือว่าเป็นการเยียวยาภายใน


รากเหง้าของปัญหา

ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้บริหารโรงเรียนที่มีอิทธิพลมากที่สุดกับชีวิตใน โรงเรียน เพราะจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในโรงเรียน รวมทั้ง นักเรียนและผู้ปกครองด้วย ครูที่ก้าวขึ้นตำแหน่งครูใหญ่ใหม่ ๆ มักจะตั้งความปรารถนาไว้ว่าจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด ของครู แต่คล้อยหลังไม่กี่เดือน จะกลับกลายเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับครู เนื่องจากอยู่ในฐานะ " ผู้บังคับบัญชา " ที่มีลักษณะ " เล็งผลเลิศ แต่หงุดหงิดง่าย " ฉะนั้นสถานะของความสัมพันธ์ แบบ " สบาย ๆ เป็นกันเอง ช่วยเหลือกัน เชื่อใจกัน และเสมอต้นเสมอปลาย " จึงหาได้ยาก ครูใหญ่ มักจะคาดหวังให้ครู " ทำให้ได้มากกว่าเดิม แต่ได้รับการช่วยเหลือน้อยลง " ครูใหญ่ จึงกลายเป็นตัวก่อปัญหาเสียเอง รากเหง้าของปัญหาก็คือทัศนะต่างมุมระหว่างครูกับผู้บริหาร ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่อง การประเมินผลนักเรียน การประเมินผลครู การจัดองค์กรใน โรงเรียน หรือการจัดชั้นเรียน ของนักเรียน ซึ่งก่อให้เกิดความตรึงเครียด ความริษยา และความขัดแย้งทั้งทางวิชาการและ ส่วนตัว แทนที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงาม เช่น ความถ้อยทีถ้อยอาศัย และความก้าวหน้าทางอาชีพ และส่วนตัว ครูใหญ่กับครูน้อย เหมือนกับอยู่กันคนละด้านของเหรียญบาท ถ้าหัวขึ้นก้อยก็แพ้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าครูยอมสอนชั้นควบ ครูใหญ่ก็หมดปัญหา แต่จะกลายเป็นการสร้างปัญหา ให้ครูเสียเอง ลักษณะของระบบโรงเรียนเป็นสิ่งกีดขวางความร่วมมือและบรรยากาศแบบเปิดมา แต่แรกแล้ว ครูใหญ่เป็นฝ่ายที่ต้องทำตามกระแสของผู้ปกครอง ของสำนักงาน ต้นสังกัด และของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นตัวกลางที่ทุกฝ่ายจ้องหาคำตอบ ถ้าจะดูว่าครูใหญ่มีความ สามารถมากน้อยเพียงใด ก็ให้ดูว่า สามารถคุมลูกน้องคือครูให้ทำงานได้ดีเพียงใด ควบคุม การใช้หลักสูตรได้ดีเพียงไร ใช้งบประมาณได้ดีเพียงใด และนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ดี เพียงใด ถ้าครูใหญ่มัวแต่ปกป้องลูกน้องให้ทำตามอำเภอใจ ครูใหญ่นั่นเองก็จะประสบความ เดือดร้อน จึงไม่ประหลาดใจเลยว่า ครูใหญ่และครูน้อยยืนอยู่กันคนละฝั่งคลอง หรือแม้ว่าจะลง เรือลำเดียวกัน ครูน้อยก็เป็นฝ่ายพายเรือตามที่ครูใหญ่เห็นดีเห็นงาม ความขัดแย้งและความ ตึงเครียดระหว่างครูและครูใหญ่เป็นตัวกัดกร่อนพลังที่มีค่ายิ่งของโรงเรียนให้ลดน้อยถอยลง


ความเป็นเพื่อนร่วมงาน

ผึ้งในรวงเดียวกัน จะมีกี่ร้อยกี่พันตัวไม่เคยมีปัญหา ครูในโรงเรียนเดียวกัน ก็เช่นกัน จะต้องหาวิธีเป็นผึ้งร่วมรวงเดียวกันให้ได้ นั่นก็คือการสร้างความเป็นเพื่อนร่วมงาน ความเป็นเพื่อนร่วมงานจะมีองค์ประกอบสำคัญ 4 อย่าง ได้แก่ 1. ครูพูดกันเรื่องการเรียนการสอน 2. ครูสังเกตการสอนซึ่งกันและกัน 3. ครูร่วมกันปฏิบัติงานการใช้หลักสูตร ตั้งแต่การวางแผน การจัดกิจกรรม การค้นคว้าหา ความรู้ จนถึงการประเมินผลนักเรียนและการประเมินผลการสอน 4. ครูต่างสอนซึ่งกันและกัน ถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ความเป็นเพื่อนร่วมงาน จะช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่นใกล้ชิด เอื้ออาทร และความมี น้ำใจซาบซึ้ง สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการเสียสละเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ รู้สึกตัว หรือกำหนดล่วงหน้า จะสร้างความเป็นเพื่อนร่วมงานได้ ครูใหญ่ต้องมีพฤติกรรม 4 อย่างคือ 1. ระบุอย่างเปิดเผยชัดเจนว่าต้องการความร่วมมือจากครูทุกคน 2. กระทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี โดยปฏิบัติตนเป็นเพื่อนร่วมงานของครูและของครูใหญ่ ด้วยกัน 3. ให้รางวัลตอบแทนไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ๆ ที่เหมาะสม 4. ปกป้องครูที่ทำตัวเป็นเพื่อนร่วมงานได้ ไม่ให้แปลกแยกจากครูอื่น ๆ ที่ยังไม่ กระโดดเข้ามาร่วมวง วิธีเริ่มต้นที่ดีที่สุด ก็คือให้ครูจับคู่กัน เช่น ครูภาษาจับคู่กับครูคณิตศาสตร์หรือให้ครูยุบ ชั้นรวมกัน แล้วแบ่งหน้าที่กันสอน ไม่ว่าจะใช้วิธีจัดกลุ่มครูแบบไหน ย่อมเปิดโอกาสให้ครูได้ดูแล สนับสนุนซึ่งกันและกัน มีการสังเกตการสอน มีการพูด การหารือเรื่องการเรียนการสอน และการ แก้ปัญหานักเรียน โดยสรุปคือ ครูจะสนุกกับการเป็นเพื่อนร่วมงานและพัฒนาวิชาชีพไปพร้อม ๆ กัน


การให้อำนาจกับครู

การกระจายอำนาจทางการศึกษาในขั้นท้ายที่สุด ก็คือ กระจายลงไป ถึงครู ซึ่ง ใกล้ชิดกับตัวเด็กมากที่สุด รองลงมาจากพ่อแม่ผู้ปกครอง สิ่งที่จะกระจาย ให้กับครูได้แก่ 1. อำนาจในการตัดสินใจ 2. ความรู้ที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับการเรียนการ สอนที่จะส่งผลให้กับคุณภาพของการปฏิบัติงาน 3. ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของตนเอง ตลอดจนข้อมูล ข่าวสารในวงกว้างที่จะช่วยให้ครูเข้าใจนโยบายและแนวการพัฒนา และ 4. รางวัลตอบแทนผลการปฏิบัติงาน ศูนย์ของอำนาจมีอยู่สามประการ ได้แก่ งบประมาณ บุคลากร และหลักสูตร ดังนั้นการกระจายอำนาจ จึงต้องครอบคลุมถึงสามเรื่องนี้ เมื่อโรงเรียนเริ่มต้นการกระจายอำนาจด้วยการมอบงบประมาณจำนวนหนึ่งให้ครู แต่ละคนตัดสินใจเป็นผู้ใช้งบประมาณนั้น ครูก็จะพิจารณาว่าจะใช้ในเรื่องใดดี ครูบางคนอาจ จะซื้อหนังสือ บางคนซื้อเกมส์ให้เด็กเล่น บางคนซื้ออาหารเพื่อปรับปรุงภาวะโภชนาการของ เด็ก หรือบางคนอาจจะนำคณะนักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ตามหัวข้อวิชา ที่ตนเองสอนอยู่ ไม่ว่าครูจะนำไปใช้ในเรื่องใด ล้วนแต่สร้างความรับผิดชอบให้กับครู และให้ครูแสวงหาความรู้ เพื่อที่จะใช้งบประมาณจำนวนนั้นให้คุ้มค่าที่สุด ในทำนองเดียวกับการใช้เงินเดือนของครูเอง ทุกบาททุกสตางค์ สิ่งที่ครูจะทำต่อไปอีกขั้นหนึ่งก็คือ นำงบประมาณจำนวนนั้นมารวมกันให้มี ค่ามากขึ้นก็จะสามารถซื้อหนังสือได้มากขึ้น หรือนำคณะนักเรียนไปศึกษานอกสถานที่ร่วมกัน ครูก็จะหันหน้าเข้าหากัน หารือกัน ช่วยกันตัดสินใจ และช่วยกันทำงาน ความเป็นเพื่อนร่วมงาน ก็จะเจริญงอกงามขึ้น การกระจายอำนาจให้แก่ครูในโรงเรียนจะขยายวงกว้างและลึกซึ้ง ซับซ้อนยิ่งขึ้น จะครอบคลุมไปถึงเรื่องหลักสูตร ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรไปสู่ความเป็น มืออาชีพ


การทำโรงเรียนให้เป็นสังคมของผู้เรียนรู้

โรงเรียนของเราส่วนใหญ่ มักจะดำเนินงานโดยมีผู้กำหนดกฏเกณฑ์และสิ่งที่พึง ประสงค์ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังตั้งความคาดหวังไว้เป็นชั้น ๆ เช่นผู้บริหารระดับ องค์กรกลางคาดหวังว่า ผู้บริหารโรงเรียนจะดำเนินการให้ได้ผลงาน ของโรงเรียนตามที่ กำหนด ผู้บริหารโรงเรียนคาดหวังว่า ครูจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ หรือข้อตกลง เพื่อให้ผลที่วัดได้จากตัวเด็ก หรือที่วัดได้จากตัวชี้วัดอื่น ๆ เป็นไปตามมาตรฐาน แต่เมื่อถึง ระดับครู ครูก็จะยัดเยียดสิ่งต่าง ๆ ให้กับตัวเด็ก เพื่อให้ได้ผลตามที่ครูใหญ่กำชับมา เป็น ชั้น ๆ ลดหลั่นกันไปอย่างนี้ ก่อนเครื่องบินนำผู้โดยสารขึ้นสู่ท้องฟ้า พนักงานจะอธิบายวิธีปฏิบัติเพื่อความ ปลอดภัย จะมีอยู่ตอนหนึ่งที่มีคำแนะนำว่า เมื่อห้องโดยสารขาดออกซิเจน ให้ผู้ใหญ่สวม หน้ากากออกซิเจนก่อนแล้วจึงสวมให้เด็ก นั่นก็แปลว่า ผู้ใหญ่ต้องมีลมหายใจอยู่ก่อนจึงจะ ช่วยชีวิตเด็กได้ แต่ในโรงเรียน ครูมีแต่ให้นักเรียนเรียนรู้ โดยตัวครูเอง ไม่ได้เรียนรู้อะไร ก่อน เสมือนหนึ่งว่า ครูนั้นสาละวนอยู่กับการสวมหน้ากากออกซิเจน ให้กับเด็ก ส่วนตัวครู นั้นหายใจร่อแร่อยู่ ครูใหญ่เองก็เร่งจะเอาแต่ผล เร่งให้ครู หายใจเอาความคิดดี ๆ เข้าไป โดยที่ตัวครูใหญ่เองไม่ได้แสวงหาอะไรดี ๆ เป็นชิ้นเป็นอัน ท้ายที่สุด แทบจะไม่มีใครเรียนรู้ อะไรในโรงเรียน นอกจากท่องจำ หรือ เดินตามตำรา อย่างที่เราพูดกันติดปากว่า เรียน หนังสือนั่นเอง (แม้แต่ในมหาวิทยาลัยเอง อาจารย์ก็ยอมรับว่า วิทยาศาสตร์ที่นิสิตนักศึกษา เรียนอยู่ขณะนี้ ล้าสมัยแล้วต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรวิทยาศาสตร์กันใหม่) มีผู้กล่าวว่า การเรียนรู้อย่างลึกซึ้งเกิดขึ้นในสังคมที่สมาชิกทุกคนไม่ว่า เพศใดวัยใด รุ่นใด ฐานันดรใด มีชีวิตร่วมกัน ทำงานร่วมกัน และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ปู่สอนหลาน หลานสอนปู่ ญาติ พี่น้องสอนกันเอง ทุกคนเป็นครูและทุกคนเป็นนักเรียน โรงเรียนก็อยู่ในสถานะอันนี้เพราะ ทุกคนมีชีวิตร่วมกัน มีหลายเพศหลายวัย หลายฐานะ รวมไปถึงผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนที่เข้า มามีส่วนร่วม ย่อมเป็นโอกาสอันดีที่จะเรียนรู้เรื่อง ต่าง ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ ชีววิทยา ภูมิศาสตร์ มลภาวะ ฯล ฯ เกี่ยวกับท้องถิ่น ทุกคนมีโอกาสที่จะช่วยกันค้นพบสิ่งต่าง ๆ มากมาย ดังนั้น ในบรรยากาศเช่นนี้ แทนที่ จะถามว่า นักเรียน ครู และครูใหญ่ควรจะรู้อะไร ควรจะทำอะไร และทำอย่างไร จึงจะให้เขารู้และทำสิ่งนั้น ๆ ก็จะถามเสียใหม่ว่า " สถานการณ์ ใดจะเอื้ออำนวยให้ ครูใหญ่ ครู และนักเรียน มีลักษณะเป็นผู้เรียนที่จริงจัง ทุ่มเท ดำรงไว้ และให้ความร่วมมือ " เมื่อเป็นเช่นนี้การพัฒนาปรับปรุงโรงเรียน ก็ย่อมหมายถึงความ พยายามที่ จัดสภาพของโรงเรียนที่เอื้ออำนวยให้ผู้ใหญ่และเด็กที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้เสริม การเรียนรู้ ซึ่งกันและกันตลอดไป บทบาทและพฤติกรรมของครูใหญ่ก็จะเปลี่ยนไปเป็น หัวหน้านักเรียน ทำหน้าที่แสวงหาประสบการณ์ เผยแพร่สิ่งที่ตนค้นพบให้คนอื่นรู้ ทำตน เป็นแบบอย่างและแสดงความยินดีปรีดากับสิ่งที่เรียนรู้


ครูในฐานะผู้เรียนรู้

ครูผู้มีอิทธิพลต่อนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง ความก้าวหน้าของครูหมายถึงความ ก้าวหน้าของนักเรียน สิ่งที่จะต้องพัฒนาในโรงเรียนคงจะไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าการพัฒนา วิชาชีพ และบุคคลิกภาพของครูที่จะส่งผลต่อการพัฒนาทักษะ ความเชื่อมั่นในตนเอง และ พฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาวิชาชีพครู ก็คือการ พัฒนาขีดความสามารถในการสังเกตและวิเคราะห์ผลลัพธ์ของวิธีการสอน และสื่อการเรียน การสอนที่ครูนำมาใช้ ตลอดจนเรียนรู้วิธีที่จะปรับปรุงการเรียนการสอนจากการสังเกตุ และวิเคราะห์นั้น ทั้งนี้รวมถึงการที่ครูจะต้องร่วมมือกับครูอื่น ๆ ให้เกิดการพัฒนา ไปพร้อม ๆ กัน


การพัฒนาวิชาชีพครู

การพัฒนาครูส่วนใหญ่จะใช้วิธี "ถมให้เต็ม " ผู้ฝึกอบรมจะเป็นผู้กำหนด ขึ้นเองว่า ครูจำเป็นต้องรู้อะไรเพิ่ม ต้องมีทักษะใหม่ ๆ อะไรบ้าง เมื่ออบรมไปแล้วก็พบว่า เป็นสิ่งที่ครูรู้แล้วมีแล้วทั้งนั้น ครูดีครูเก่งจึงไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น ส่วนครูที่แย่ก็ยังคงแย่ ต่อไป เพราะการฝึกอบรมนั้นเป็นแบบเหมาโหล การพัฒนาวิชาชีพครูที่แท้จริงนั้น จะต้องเริ่มขึ้นภายในโรงเรียนเอง ก็คือ การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้บริหาร และความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกัน โดยมี ผู้บริหารเป็นตัวกระตุ้น แต่เรื่องนี้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะธรรมชาติ บทบาทหน้าที่ ของผู้บริหารกับครูมีความขัดแย้งกันอยู่ในตัว ในลักษณะที่เป็นการมองต่างมุม ครู โดยมากไม่ชอบผู้บริหารที่ " จุ้น " ในขณะที่ผู้บริหารก็ต้องการจะดูแลรับผิดชอบ การสอนของครูทุกคน


รูปแบบของการพัฒนาบุคลากรวิชาชีพครู

เราอาจจะแบ่งครูออกได้เป็น 3 ประเภท ประเภทที่หนึ่ง ครูที่ไม่มีความ สามารถและไม่เต็มใจที่จะตรวจสอบวิเคราะห์วิจารณ์การสอนของตนเอง ทั้งยังไม่ยอม ให้ครูอื่นตลอดจนครูใหญ่ และผู้ปกครองเข้ามาตรวจสอบว่าตนเองสอนอะไรและสอน อย่างไร ประเภทที่สอง ครูที่ค่อนข้างจะมีความสามารถและเต็มใจที่จะตรวจสอบ การสอนของตนเอง และใช้วิจารณญาณของตนเองเปลี่ยนแปลงการสอนเป็นครั้งคราว แต่ ครูเหล่านี้จะรู้สึกไม่สบายใจถ้าคนอื่นเข้ามาวุ่นวาย มักจะมีความสุขความพอใจอยู่กับ การเรียนรู้และความร่วมมือของนักเรียน ประเภทที่สาม ครูที่มีความสามารถและ เต็มใจที่จะตรวจสอบตนเอง และเต็มใจให้คนอื่นเข้ามาช่วยวิพากษ์วิจารณ์ด้วย มักจะ เป็นผู้แสวงหาความช่วยเหลือเสียเอง ทั้ง ๆ ที่เป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือน้อย กว่ากลุ่มแรก ถ้าเราเพียงแต่พัฒนาแบบเหมาโหล อบรมครูยกชั้น หรือยกวิชา การพัฒนาจะ ไม่ได้ผล วิธีที่ดีกว่าก็คือการช่วยให้ครูประเภทที่หนึ่งพัฒนาขึ้นมาเป็นครูประเภทที่สอง และ ประเภทที่สามตามลำดับ ครูประเภทที่หนึ่งและประเภทที่สองจะเกิดความเครียดมาก และ มักจะส่งผลกระทบไปถึงตัวเด็กด้วย แต่ครูประเภทที่สามจะช่วยพยุงสถานการณ์เอาไว้ ตามรูปแบบใหม่ของการพัฒนาบุคลากรนี้ ครูใหญ่จะเป็นผู้รับฟังข้อเสนอของครู และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวก ความยุ่งยากใจอยู่ที่การหาวิธี กระตุ้นให้ครูรู้จักคิดริเริ่ม การจัดหาทรัพยากรมาสนองการเรียกร้องของครู การเสี่ยง ต่อความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทดลองทำสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ การเป็นกันชน ให้แก่ครู เมื่อหน่วยงานกลางมาตรวจสอบหรือเมื่อผู้ปกครองมีข้อข้องใจ


ทำโรงเรียนให้เป็นผู้นำชุมชน

ห่านฟ้าที่บินเกาะกันไปเป็นฝูง จะมีตัวหนึ่งบินนำหน้า เมื่อใดที่มัน อ่อนล้า มันจะถอยมาอยู่หลังฝูง และในทันทีนั้นก็จะมีอีกตัวหนึ่งเข้าประจำที่ของจ่าฝูง แทน สังคมในโรงเรียนก็เช่นกัน ควรจะเปิดโอกาสให้ครูได้ออกหน้ารวมไปถึงนักเรียน ด้วย ควรให้โอกาสได้ออกหน้าเช่นกัน ชีวิตและงานในโรงเรียน ย่อมจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งหรือช่วงใดช่วงหนึ่ง ที่ครูทุกคนเป็นคนดี อยากจะทำดี และสามารถที่จะทำดีได้ ครูเป็นแหล่งสำคัญของภาวะ ผู้นำ ซึ่งหากนำมาใช้ให้ถูกทาง ย่อมจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล เมื่อมองไปรอบๆ โรงเรียนแล้ว ก็จะเห็นว่า ไม่ว่านักเรียน ครู ผู้ปกครอง หรือครูใหญ่ ล้วนมีศักยภาพที่จะ เป็นผู้นำของโรงเรียนได้ทั้งนั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรือขณะใดขณะหนึ่ง ภาวะผู้นำจะ ทำให้สิ่งที่เราเชื่อ หรือสิ่งที่เราใฝ่ฝันกลายเป็นความจริงขึ้นมา หากโรงเรียนให้โอกาส แก่ทุก ๆ คน เขาก็จะเรียนรู้วิธีที่จะนำคนอื่น และได้รับรางวัลทางใจ เช่น การยอมรับ ความพอใจ ตลอดจนบารมีที่ได้จากการขวนขวายประโยชน์ของหมู่คณะและของตนเอง


ให้ครูเป็นผู้นำ

การที่ครูออกไปยืนหน้าชั้น และสั่งสอนเด็กทั้งห้อง ยังไม่นับว่าเป็นการนำ ภาวะผู้นำ หมายถึง ครูนำครูอื่น ๆ ด้วยกัน ซึ่งอาจจะหมายถึงการนำคณะครูทั้งโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการหรืองานนอกอื่น ๆ การเป็นผู้นำในเรื่องที่เป็นส่วนรวมทั้ง โรงเรียนครูจะแสดงภาวะผู้นำพร้อม ๆ กันไปกับความรับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้ครูคนนั้น ต้องรับฟังความคิดเห็นของครูอื่น ๆ และกระทำการใด ๆ อย่างยุติธรรมอย่างน้อยก็ ในสายตาของครูเหล่านั้น ขณะเดียวกันครูคนนั้นก็จะต้องทำใจยอมรับว่าสิ่งที่ตัดสินใจ ทำไปนั้นอาจจะถูกใจคนส่วนรวม แต่ไม่เป็นที่พอใจของครูบางคน ดังนั้น รางวัลที่ได้ จากการเป็นผู้นำจึงค่อนข้างเลือนลาง สิ่งที่ได้เป็นผลระยะยาว นั่นก็คือส่วนรวมจะได้ สิ่งที่ดีที่สุดจากตัวนักเรียนอีกทอดหนึ่ง จากการที่ครูมีโอกาสเป็นจ่าฝูงนี่เอง จะทำให้ เกิดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของโรงเรียน และให้ความร่วมมือต่อส่วนรวมอย่างเต็มที่เมื่อ ให้โอกาสครูที่จะเป็นผู้นำก็เท่ากับการยอมรับความสามารถของเขา ครูก็จะยิ่งขยันทำงาน มากขึ้น เป็นไปตามผลการวิจัยที่พบว่ายิ่งครูมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากเพียงไร ความ สามารถในการผลิต (productivity) ตลอดจนความพอใจในงาน (job satisfaction) และการทุ่มเทให้องค์กร (organizational commitment) จะยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว


ครูใหญ่ในฐานะผู้นำในชุมชนผู้นำ

ครูใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ คือผู้ที่สามารถสร้างแนวร่วมได้มาก ๆ สามารถ ดึงครูที่มีความรู้มีความเก่งกล้าในศาสตร์สาขาต่าง ๆ กัน มาร่วมงานกันได้เป็นอย่างดี ให้มาเป็นผู้นำร่วมกัน โดยที่ครูใหญ่เองไม่จำเป็นต้องรู้ดีไปเสียทุกอย่าง แต่ครูใหญ่จะ ต้องรู้วิธีสร้างชุมชนผู้นำขึ้นในโรงเรียน ประการแรก ครูใหญ่จะต้องแจ้งและยืนยันเจตนารมย์ของตนเองให้ คณะครู ผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชนทราบและเข้าใจอย่างถ่องแท้ในโอกาสต่าง ๆ เช่น ในการประชุม ในการสนทนากัน ในจดหมายข่าว ในบันทึกข้อความและในการประชุมร่วม กับชุมชนว่าต้องการให้เป็นผู้นำโดยทั่วถึงกัน ประการที่สอง ครูใหญ่จะต้องปล่อยวางอำนาจให้กับครูบ้าง เพื่อให้ ครูตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เป็นการดึงเอาส่วนที่ดีที่เป็นพลังสร้างสรรค์ ของครูออกมา ประการที่สาม ให้ครูเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ก่อนที่จะ ตัดสินใจว่าจะแก้โดยวิธีใด ไม่ใช่มอบหมายให้ครูรับผิดชอบแก้ปัญหานั้น ๆ ตามวิธีที่ครูใหญ่ ตัดสินใจไว้แล้ว การที่ครูเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาปัญหาแต่ต้นมือ จะทำให้ครูสนุก มีกำลังใจ และมีความเป็นเจ้าของ ประการที่สี่ ครูใหญ่จะต้องเกลี่ยความรับผิดชอบให้ทั่วถึงกันให้ถูก กับนิสัยและเหมาะกับความสามารถของครูแต่ละคน ไม่ใช่มอบความรับผิดชอบให้กับครู เพียงไม่กี่คนที่ไว้ใจได้ ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการแบ่งครูออกเป็นสองฝ่าย ชุมชนของผู้นำ ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น จะมีครูเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่แก้ปัญหาเป็น ครูอื่น ๆ ที่เหลือ หากได้ รับโอกาสทัดเทียมกัน เขาก็จะหาวิธีแก้ปัญหาด้วยวิธีการใหม่ ๆที่เขาคิดขึ้น อาจจะแปลก ใหม่เกินความคาดหมายก็ได้ ครูประเภทหลังนี้ย่อมต้องการความช่วยเหลือจากครูใหญ่ และครูอื่น ๆ เมื่อเขาประสบความสำเร็จแม้เพียงครั้งเดียว เขาก็จะเกิดความภูมิใจ ประการที่ห้า ร่วมกันรับผิดชอบหากเกิดความล้มเหลว ครูใหญ่ต้องไม่ ตำหนิครูเพียงฝ่ายเดียว มิฉะนั้นต่อไปจะไม่มีใครกล้าอาสาทำอีก การสู้กับความจริง จะทำให้ ครูใหญ่และครูหันหน้าเข้าหากัน เกิดความผูกพัน เกิดขวัญและกำลังใจ ประการที่หก ยกความดีความชอบให้ครูเมื่องานสำเร็จ ครูใหญ่มีเวลา ถมไปที่จะทำตัวเป็นพระเอก แต่ไม่ใช่เวลานี้ ที่ครูควรจะเป็นพระเอกบ้างและได้รับการ ยกย่อมชมเชยจากผู้ปกครองและชุมชน ถ้าครูใหญ่ชิงเป็นพระเอกเสียเอง ความหมาย ก็จะลดน้อยลง การที่ครูได้รับการยกย่องมาก ๆ นั้น ในระยะยาว ครูใหญ่ก็จะได้รับการ ยกย่องว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของความสำเร็จต่าง ๆ เหล่านั้น ที่กล่าวมาแต่ต้น เป็นแนวความคิดในการพัฒนาโรงเรียนจากภายใน ซึ่งมีปัจจัยสำคัญ ที่สุดคือตัวครู และมีเงื่อนไขความสำเร็จที่สำคัญที่สุด คือ บทบาทของผู้บริหารในการเป็นผู้นำ และเอื้ออำนวยให้ความสัมพันธ์ระหว่างครูด้วยกัน และความสัมพันธ์ระหว่าง ครูกับผู้บริหาร ดำเนินไปในวิถีทางที่ถูกต้อง คือ เสริมสร้างความเป็นเพื่อนร่วมงาน กระจายอำนาจในการ ตัดสินใจให้แก่ครู ทำให้โรงเรียนมีสภาพเป็นสังคมของการเรียนรู้ที่ทุกคนเป็นสมาชิกและ พัฒนาบุคลากรวิชาชีพครูไปสู่ความเป็นผู้นำที่มีความสามารถในการผลิตสูง มีความพอใจใน งาน และทุ่มเทให้กับองค์กร

Copyright & copy; 1998 MOENet Thailand Service
บทความ โดย ดร.เซ็น แกัวยศ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ
พัฒนาโปรแกรมและนำเสนอโดย
กลุ่มงานสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต ศูนย์สารสนเทศ สป.ศธ.
โทร.281-9809,628-5643,628-5644 FAX 282-9241


website@emisc.moe.go.th