ฯพณฯ ชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แต่งตั้งให้ศาสตราจารย์ เกษม วัฒนชัย เป็นประธานคณะกรรมการกำหนดนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี องค์ประกอบคณะกรรมการ คือ พระราชวรมุนี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะ กรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักงบประมาณ และนักวิชาการระดับสูงจำนวนหนึ่ง คณะกรรมการ ได้รับการมอบให้ทำงานเต็มเวลา มีการประชุมผ่านมาแล้ว 3 ครั้ง มีเป้าหมายวางนโยบายและแผน การดำเนินงานเต็มรูปทั้งระบบ เตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรี นำสู่การออกกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อยเป็นเวลาต่อเนื่อง 12 ปีแก่เด็กและเยาวชนในวัยเรียน ให้ทั่วถึงชนทุกหมู่เหล่า เป็นการศึกษาที่รับประกันคุณภาพเต็มร้อย ว่าผู้จบการศึกษาจะต้องมี คุณสมบัติที่สมบูรณ์รอบด้าน เป็นคุณสมบัติที่เอื้อต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการศึกษาที่ไม่เก็บ ค่าใช้จ่ายในค่าเล่าเรียน และค่าอุปกรณ์การเรียน และเป็นการศึกษาที่ชุมชน องค์กรในสังคม ครอบครัว และประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมจัดการศึกษาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย ที่ให้เวลาเตรียมการตั้งแต่บัดนี้จนจัดได้สมบูรณ์ ปี พ.ศ.2545


จากการประชุมของคณะกรรมการ 3 ครั้ง มีเรื่องสำคัญที่เป็นเงื่อนไขความสำเร็จของนโยบาย ดังนี้ การศึกษาขั้นพื้นฐานคืออะไร การศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ การเรียนรู้และการพัฒนาทั้งมวลที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชน มีชีวิตที่มีคุณภาพทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมประเทศชาติ จะมีการกำหนดมาตรฐาน คุณภาพทั้งลักษณะความรู้ ความสามารถ การพัฒนาทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจ ทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาการและทางการปฏิบัติรวมถึงวิชาชีพ ส่วนหนึ่งจะเป็นคุณลักษณะร่วมแกนกลางที่คนไทย ทั้งประเทศควรได้ควรมีควรเป็น และจะมีส่วนที่ให้โอกาสแก่ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น เป็นผู้กำหนด ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลง การศึกษาขั้นพื้นฐานครอบคลุมถึงการเรียนระดับใด คณะกรรมการยอมรับว่าการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กที่จะเป็นพื้นฐานของคุณภาพ ชีวิตนั้น เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) ซึ่งช่วงที่เป็นสากล คือ 15 ปี จากอนุบาลเริ่มที่ 3 ขวบ ถึงอายุ 17 ปี หรือจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จะเพิ่มศักยภาพของทรัพยากร มนุษย์ ในยุคที่มีการแข่งขันระหว่างประเทศสูงมาก เพราะตามมาตรฐานคุณภาพที่กำหนดผู้จบ มัธยมศึกษาตอนปลายจะมีความรู้ความสามารถ ทักษะ และคุณธรรม จริยธรรมสูงพอที่จะนำตนเอง สามารถคิดตัดสินใจที่เหมาะสม สื่อสารกับบุคคลในประชาคมโลก และสามารถศึกษาต่อหรือออก ประกอบอาชีพได้ ดังนั้น การศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 12 ปี ตามรัฐธรรมนูญ คือ การศึกษาที่คน ส่วนใหญ่เสนอว่าควรเริ่มจากประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 (รวมสายอาชีพ) หรือจาก อายุ 6-17 ปี โดยรัฐจะยังส่งเสริมการศึกษาอนุบาล และการส่งเสริมผู้ปกครองเลี้ยงดูอบรมเด็ก ก่อนวัยเรียนให้เหมาะสมเต็มกำลังด้วย รัฐรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างไร จะทำไหวหรือ คณะกรรมการได้จัดทำแผนภาพอนาคตของจำนวนเด็กและเยาวชน ที่ได้รับการศึกษา โดยใช้ตัวเลข ปี พ.ศ.2540 เป็นฐาน มีนักเรียนในระบบโรงเรียนที่จบ ป.6 แล้วไม่เรียนต่อ ม.1 ประมาณ 11% จากนักเรียนที่จบ ป.6 จำนวน 955,237 คน มีนักเรียนที่จบ ม.3 แล้วไม่เรียนต่อ ม.4 และสายอาชีพ (ปวช.) ประมาณ 16% จากนักเรียนที่จบ ม.3 จำนวน 781,640 คน แปลว่า ถ้าเราต้องการให้ผู้จบ ป.6 ทุกคน และผู้จบ ม.3 ทุกคนเข้าเรียนต่อในระดับโรงเรียน 100% จนจบ ม.6 ทั้งสายสามัญและสายอาชีพทั้งที่จัดโดยภาครัฐและเอกชน จะเป็นจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกชั้น รวมทุกชั้น (ม.1ถึง ม.6) จะเป็นจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น 1,640,000 คน ซึ่งสมมติว่าโรงเรียนไม่มี ห้องเรียนก็ต้องสร้างห้องเพิ่มขึ้น 41,000 ห้อง (ห้องละ 40 คน) สมมติว่า ปัจจุบันไม่มีครูที่จะรับมือ กับนักเรียนที่เพิ่มก็ต้องจ้างครู 65,600 คน (ครู 1 คน ต่อนักเรียน 25 คน) ซึ่งจะเป็นงบประมาณ ลงทุนห้องเรียน ลงทุนครู ค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน (คิด 10,000 บาทต่อคนต่อปี) จะเป็นงบ ประมาณเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 85,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าคิดค่าใช้จ่ายส่วนตัวนักเรียน (15,000 บาท ต่อคนต่อปี) และค่าเสียโอกาสที่ไม่ได้ทำงานมีรายได้ แต่ต้องมาเรียนหนังสือ (15,000 บาทต่อคน ต่อปี) จะเป็นเงินทั้งสิ้น 129,014 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงการเสียค่าใช้จ่ายจะน้อยกว่านี้เพราะ ปัจจุบัน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีห้องเรียนเพียงพอรับผู้จบ ป.6 ได้ทุกคน แต่ ผู้จบ ป.6 เรียนต่อ ม.1 ต่ำกว่าเป้าหมาย ปัจจุบัน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายอาชีพ (ปวช.) ทั้งภาครัฐและเอกชน รองรับผู้จบ ม.3 ได้ถึง 60% แต่มีผู้เรียนต่อน้อยกว่าเป้าหมายมาก ส่วนนักเรียนมัธยมปลายสาย สามัญ ปัจจุบันมีห้องรับภาระได้ประมาณ 50% ของผู้จบ ม.3 ซึ่งถ้ามีผู้มุ่งเรียนต่อ ม.4 สายสามัญ มากขึ้น อาจจำเป็นต้องขยายห้องเรียนเพิ่มขึ้น แต่ไม่มากนัก ปัจจุบันอัตราส่วนครูต่อนักเรียน ประมาณ 1 : 19 ดังนั้นจึงมีครูจำนวนมากที่เกิน จำนวนมาตรฐาน 1 : 25 ที่พร้อมต่อการพัฒนาให้สอนในระดับมัธยม ในสาขาวิชาต่าง ๆ ได้ จึงไม่ เปลืองค่าใช้จ่ายในการจ้างครูเพิ่มนัก ปัจจุบัน รัฐจัดการศึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย คือ ระดับอนุบาลที่ดำเนินงานโดย สปช. การศึกษา ป1 - ป.6 ที่เป็นการศึกษาถาคบังคับ และ ม.1 - ม.3 ที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาสสังกัด สปช. และกรมสามัญศึกษา เป็นการศึกษาที่ไม่เก็บค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น จะมีประมาณ 20% ที่ยังต้อง เก็บเงินค่าบำรุงการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในเขตตัวเมืองของกรมสามัญศึกษา แสดงว่า รัฐจัดการศึกษาแบบให้เปล่าได้ 9 ปีแล้ว ดังนั้นถ้าจะเพิ่มเป็น 12 ปี จะเป็นสัดส่วนที่ไม่มากนัก เป็น การเพิ่มในส่วนชดเชยเงินบำรุงการศึกษาของโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา และเป็นเงินอุดหนุน ผู้ที่เรียนในการศึกษาเอกชน ข้อสำคัญ รัฐสามารถออกกฎระเบียบเปิดโอกาสให้ครอบครัว ชุมชน องค์กรท้องถิ่น ให้มีส่วนร่วมช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาในรูปของภาษีท้องถิ่นเพื่อการศึกษา ในรูปของ การบริจาคโดยมีสิ่งตอบแทนด้านการลดภาษีจากรัฐ และอื่น ๆ รวมถึงรัฐอาจลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ของประเทศมาใช้ในการลงทุนเพื่อการศึกษา ซึ่งปัจจุบันงบประมาณทางการศึกษามีประมาณ 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ (GDP) อาจต้องเพิ่มให้เข้ามาตรฐานสากล คือ ไม่ต่ำกว่า 5% ของ GDP ทำอย่างไรจึงจะจัดได้ทั่วถึง คณะกรรมการพิจารณาให้มีการศึกษาทางเลือกที่หลากหลาย (Alternative) ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรท้องถิ่น เช่น เทศบาล ชุมชน ผู้ปกครอง การจัดหลักสูตรปริยัติธรรมแก่สามเณร และภิกษุ การศึกษานอกระบบโรงเรียน การศึกษาโดยครอบครัว รวมถึงการศึกษาแก่ผู้พิการ ด้อยโอกาส ซึ่งจะมีการจัดระบบที่ยึดคุณภาพผลการเรียนเป็นตัวควบคุม แต่เปิดกว้างยืดหยุ่นใน กระบวนการจัดหลักสูตร เนื้อหา และกิจกรรมการเรียนการสอน จะมั่นใจได้ว่าเด็กและเยาวชนวัย 6-17 ปี จะได้รับการศึกษาทั่วถึงกัน ทำอย่างไรจึงจะได้คุณภาพ คุณภาพของผู้ได้รับการศึกษา จะได้รับการกำหนดที่มีส่วนผสมทั้งมาตรฐานสากล (เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ เทคโนโลยี) และมาตรฐานของชาติที่สะท้อนผล การเรียนในวิชาแกนกลางจำนวนหนึ่งที่คุ้มครองสิทธิการได้รับการศึกษาที่ได้ผลทัดเทียมกัน รวมถึง มาตรฐานที่ท้องถิ่น ผู้เรียน และผู้ปกครองจะกำหนด มาตรการที่มีประสิทธิภาพทางระบบหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การใช้สื่อ การวัดการประเมินผล จะถูกจัดเป็นระบบประกันคุณภาพ พร้อมกับระบบส่งเสริมคุณภาพครู การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมกับการกำกับ ติดตาม นิเทศ ประเมินผลที่เป็นเอกภาพโดยท้องถิ่น จะถูกจัดวางในการปฏิรูปการบริหารการจัดการที่กระจาย อำนาจให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าของโรงเรียน มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะกำกับ ตรวจสอบ และช่วยเหลือ โรงเรียนให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี ระบบมาตรฐานโรงเรียน มาตรฐานวิชาชีพครู มาตรฐานการ บริหารการจัดการ จะได้รับนำมาจัดทำอย่างจริงจัง แนวคิดการจัดสหวิทยาเขตให้โรงเรียนใกล้เคียงกัน ในพื้นที่เดียวกันทุกระดับทุกสังกัด รวมเป็นกลุ่ม แบ่งปันช่วยเหลือด้านครู ทรัพยากร ความรู้ความคิดแก่กัน อุดมศึกษาช่วยดูแล ช่วยเหลือมัธยม มัธยมช่วยดูแลช่วยเหลือประถมจะเกิดขึ้น จนผู้ปกครองสบายใจได้ว่าเมื่อส่ง บุตรหลานเข้าสถานศึกษาใกล้บ้านก็จะได้รับการประกันว่า จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพได้ มาตรฐานใกล้เคียงกัน ไม่ต้องอพยพพาบุตรหลานเข้าตัวเมือง หรือวิ่งเต้นฝากเรียนในโรงเรียนดัง ระบบที่วางไว้จะมีผลบังคับใช้เมื่อใด อย่างไร ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งใจจะให้นโยบายและแผนสำเร็จโดยเร็ว เพื่อให้คณะรัฐมนตรีให้การเห็นชอบ และจะมีการดำเนินงานต่อเนื่องทันที เช่น การออกเป็น พ.ร.บ. การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี มาแทน พ.ร.บ. ประถมศึกษา ค.ร.ม. จะพิจารณาว่าควรเป็นการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี หรือไม่ กระทรวงเร่งออกกฎกระทรวงเพื่อสร้างระบบโดยเร็ว เช่น ระเบียบการจัดสรร ค่าใช้จ่าย ระเบียบการอุดหนุนการศึกษาเอกชน การปฏิรูปหลักสูตรกระบวน การเรียนการสอน การตรวจสอบประเมินผล การปฏิรูปครูและบุคลากร การ ปฏิรูป การบริหารราชการ ฯลฯ ซึ่งการบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านี้ จะทะยอยจัดทำตามความพร้อมโดยไม่ต้องรอถึงปี พ.ศ. 2545 และอาจจะให้มีการทดลองนำร่องในจังหวัดต่าง ๆ ที่เป็นตัวแทนภาคภูมิศาสตร์ ในปี พ.ศ.2543 เพื่อให้ได้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อการปรับปรุงแก้ไข นโยบายและแผนการศึกษา 12 ปี จะเปลี่ยนแปลงตาม รัฐบาลใหม่หรือไม่ โดยหลักการ เมื่อนโยบายและแผนถูกกำหนดประกาศเป็นทางการ และมีผลบังคับใช้ ตามขั้นตอนต่าง ๆ เชื่อได้ว่าทุกรัฐบาลที่จะรับผิดชอบการศึกษาจะเห็นคุณค่าของนโยบายและแผน และจะดำเนินการต่อตามแผนแม่บทนี้


ในช่วงที่คณะกรรมการกำลังเร่งดำเนินงานนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการพร้อมที่จะรับ ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกท่านทุกฝ่าย เพื่อความดีความงาม และความเหมาะสมของ การจัดการศึกษาที่มุ่งประโยชน์ต่อบุตรหลานของเราในรุ่นต่อ ๆ ไป ที่จะเป็นกำลังนำประเทศไทย ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และมีสังคมที่สันติสุขต่อไป




Copyright & copy; 1998 MOENet Thailand Service
บทความ โดย ดร.สงบ ลักษณะ
เลขานุการคณะกรรมการกำหนดนโยบายและแผน
การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี
พัฒนาระบบ และนำเสนอข้อมูลโดย กลุ่มงานสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต
ศูนย์สารสนเทศ สป.ศธ.
โทร. 281-9809, 628-5643, 628-5644 Fax. 281-8218

website@emisc.moe.go.th