banner06.jpg (8019 bytes)

ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์
18 ตุลาคม 2543

          จากกระแสความคิดเห็นของคนที่สนใจการปฏิรูปการศึกษาในขณะนี้ มีประเด็น ที่ได้รับความสนใจเป็น
พิเศษ   ที่หลายฝ่ายแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อต่าง ๆ คือ การจัดโครงสร้างการบริหารของกระทรวงใหม่ที่
กำหนดให้มีเขตพื้นที่การศึกษาซึ่งเป็นหน่วยงานที่จะรองรับการกระจายอำนาจจากกระทรวงไปสู่พื้นที่ ทั้งใน
ด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม   นอกจากประเด็นเกี่ยวกับจำนวนเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว   ยังมีประเด็นที่
มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือการกำกับดูแลเขตพื้นที่การศึกษาควรให้หน่วยงาน ใดกำกับดูแล ขณะนี้
มีความเห็นเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรอยู่ในกำกับดูแลของสำนักงานปลัดกระทรวง อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า
ควรอยู่ในกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เหตุผลเป็นอย่างไร   อยากให้ผู้อ่านที่มี
ใจเป็นกลางพิจารณา   ด้วยเหตุและผลนำไปสู่ข้อยุติที่เป็นฉันทามติเพื่อเป็นพลังนำไปสู่การพัฒนาการศึกษา
ของชาติต่อไป

          พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้กำหนดให้หน่วยงานที่ดูแลด้านการศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรมมีกระทรวงเดียว คือ กระทรวงการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการศึกษา
ทุกระดับและทุกประเภท การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ทั้งในด้านการกำหนดนโยบายแผนและมาตรฐาน
สนับสนุนทรัพยากร ติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม และมี
องค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคล 4 องค์กร ครอบคลุมงานทั้ง 3 ด้าน ตามชื่อกระทรวง นอกจากนี้ยังกำหนดให้มี
คณะกรรมการและสำนักงานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เขตพื้นที่การศึกษา ทำหน้าที่กำกับดูแลงานการ
ศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับ ต่ำกว่าปริญญา งานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม
ในเขตพื้นที่    ประเด็นพิจารณาก็คือเขตพื้นที่การศึกษาควรอยู่ในการกำกับดูแลของหน่วยงานส่วนกลางใด
ระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงและสำนักงานคณะกรรมการ ขั้นพื้นฐาน มีความคิดเห็นที่น่านำมาพิจารณา
ดังนี้

          ถ้าเขตพื้นที่การศึกษาสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง มีเหตุผลว่าสำนักงานปลัดกระทรวงเป็นศูนย์รวมของ
งานการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นงานหลักของกระทรวงเป็นตัวแทนกระทรวง ระดับชาติ เขตพื้นที่
การศึกษาก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนกระทรวงการศึกษาฯ ในระดับพื้นที่หรือจังหวัด   จึงน่าจะอยู่ในกำกับดูแลของ
สำนักงานปลัดกระทรวง หรือถ้าเขตพื้นที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน ก็มีเหตุผลว่าเป็นหน่วยงาน
ที่บริหารงานโดยคณะบุคคล ต่างจากสำนักงานปลัดที่บริหารงานโดยบุคคลเพียงคนเดียวอาจเกิดปัญหาการรวม
อำนาจไม่สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ รวมทั้งงานส่วนใหญ่ของ
เขตพื้นที่เป็นงานด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน   แต่ก็มีข้อแย้งว่าโดยบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้มีการกระจาย
อำนาจทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ไปยังเขตพื้นที่และสถานศึกษา
โดยตรงอยู่แล้ว   ไม่น่าจะยกเหตุผลว่าขัดหลักการกระจายอำนาจมาอ้างหรือถ้าไม่มั่นใจก็อาจตั้งกรรมการกำกับ
ดูแลประสานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นการเฉพาะขึ้นในสำนักงานปลัดกระทรวง   เหมือนทบวงมหาวิทยาลัยใน
ปัจจุบันที่มีคณะกรรมการทบวงมหาวิทยาลัย

          สำนักงานปฏิรูปการศึกษาเคยมีมติเมื่อเดือนเมษายน 2543 ว่าสำนักงานฯ เขตพื้นที่การศึกษามีฐานะเป็น
หน่วยงานราชการบริหารส่วนกลางโดยให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ที่ตั้งในเขตอำเภอเมืองเป็นตัวแทนกระทรวงฯ
ในจังหวัด ดังนั้นการเป็นตัวแทนกระทรวงก็ต้องดูแลทั้งด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมซึ่งสอดคล้องกับ
ชื่อสำนักงาน จึงไม่น่าจะอยู่ในกำกับดูแลของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งดูแลเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน
เท่านั้น แต่ก็มีข้อแย้งอีกว่าในเขตพื้นที่การศึกษาไม่มีหน่วยงานศาสนาและวัฒนธรรม ส่วนมากเป็นงานด้านการ
ศึกษา ในเรื่องนี้อธิบดีกรมศาสนาอธิบายว่า "...เจตนารมย์ของการแบ่งเขตพื้นที่เพื่อให้ดูงานการศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม ตอนแรกคิดว่าดูแลวัดด้วย   แต่ต่อมามีการตีความว่าวัดไม่ใช่หน่วยงาน   ถ้าพิจารณาตามแนว
ปฏิบัติของระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปลี่ยนชื่อวัดต้องเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยในฐานะ
ที่เป็นส่วนราชการอื่นซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงาน     การตีความให้หน่วยงานด้านศาสนาหรือวัฒนธรรมว่าไม่ใช่
หน่วยงานเพื่อให้มีน้ำหนักด้านนี้ด้อยลงเพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษา   สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานเป็น การสนองเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญที่ว่าพัฒนาความรู้คู่คุณธรรมหรือไม่ ถ้าตีความว่าสถาบัน
ศาสนาหรือวัฒนธรรมไม่ใช่หน่วยงานแล้วใครจะดูแลเรื่องนี้    และการตีความเช่นนี้จะเกิดประโยชน์ต่อ
ประชาชนมากหรือน้อยกว่า การตีความว่าเป็นหน่วยงานเพียงใด..."

          ถ้าพิจารณาบทบาทหน้าที่ของเขตพื้นที่การศึกษาแล้วจะเห็นว่าเขตพื้นที่การศึกษาเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้
ดูแลเฉพาะการศึกษาขั้นฐานอย่างเดียว ต้องครอบคลุมทั้งด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมจึงน่าจะอยู่ในกำกับ
ดูแลของสำนักงานปลัดกระทรวงที่มีงานกว้างขวางและครอบคลุมกว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน อีกทั้งเป็นการให้ความสำคัญงานด้านศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสร้างคุณธรรม
จริยธรรมให้กับคนในชาติตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งนี้มีเงื่อนไขว่าให้มีกรรมการดูแลเขตพื้นที่
การศึกษาในสำนักงานปลัดกระทรวงเป็นการเฉพาะและมีการกระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและ
สถานศึกษาอย่างแท้จริง ถ้าให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำกับดูแล ก็มีคนเสนอว่าควร
เปลี่ยนชื่อสำนักงานฯเขตพื้นที่    เป็นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขตพื้นที่การศึกษาแทน
ชื่อเดิม

          ที่กล่าวมานี้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลว่าเขตพื้นที่การศึกษาควรให้หน่วยงานใด ดูแล ซึ่งจะเป็นข้อมูล
ประกอบการพิจารณาของหน่วยงานที่มีหน้าที่เสนอการจัดโครงสร้าง ขณะนี้ คือสำนักงานปฏิรูปการศึกษา
เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ    ทั้งนี้การพิจารณาต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของ
ประชาชนประกอบด้วย จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทั่วไป (ไม่ใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง)เข้ามามีส่วนร่วมแสดง
ความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม อย่างไรก็ตามก็มีข้อสงสัยของคนทั่วไปว่าการเปิดรับฟัง
ความคิดเห็นจากประชาชนนั้น เป็นประชาชนครบทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หรือมีเฉพาะข้าราชการเป็น
ส่วนใหญ่หรือรับฟังแล้วเลือกเฉพาะความคิดเห็นที่ตรงกับที่คิดไว้แล้วส่วนที่แตกต่างก็ไม่นำมาพิจารณา
แล้วอ้างว่ารับฟังความคิดเห็นแล้วก็ได้แต่หวังว่า ข้อสงสัยนี้จะไม่เกิดขึ้นในกระบวนการฏิรูปการศึกษาของ
ประเทศไทยขณะนี้

 

DOWNLOAD

กลับเมนูบทความวิชาการ

diaflurline.gif (1468 bytes)
Copyright @ : 2000 Ministry of Education, THAILAND
แหล่งข้อมูล : ดร.สมศักดิ์   ดลประสิทธิ์
รวบรวม จัดเตรียมข้อมูล พัฒนาและนำเสนอ : นิภา  แย้มวจี (18 ต.ค. 2543 )
หน่วยงาน :  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ   ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
ปรับปรุงข้อมูล : -
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
website@emisc.moe.go.th
diaflurline.gif (1468 bytes)