blueline.gif (2101 bytes)

ดร.สงบ ลักษณะ
รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

           การสอบ การวัดผล การประเมิน เป็นเรื่องที่ชีวิตจริงของทุกคนจะต้องเคยได้รับกันทั้งนั้น   ซึ่งปัจจุบันมีผู้กล่าวถึง การแพร่ขยายตัว ของการสอบว่ามีมากมายจนเกินไปหรือไม่ เพราะในสังคมเราบางส่วนยังยอมรับด้วยความเต็มใจหรือด้วยการจำยอมให้มีการสอบกันตั้งแต่       
เข้าเรียนอนุบาล สอบเข้าประถม 1 สอบเข้า มัธยม 1 มัธยม 4 สอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบเข้าทำงาน สอบประเมินระหว่างการทำงานเพื่อเลื่อน
ตำแหน่ง

             ความจริงการสอบหรือการประเมินมีประโยชน์สำคัญประการหนึ่ง คือ ทำให้รู้สถานภาพความรู้ ความสามารถ และคุณสมบัติทาง
บุคลิกภาพ และคุณสมบัติทางบุคลิกภาพรวมถึงความรู้สึกนึกคิดทางจิตใจ คุณธรรม เจตคติ ค่านิยม ต่าง ๆ ของบุคคล เป็นที่มาของการ
ตัดสินระดับความเด่นความด้อยของบุคคลเมื่อเทียบกับมาตรฐานความถูกต้องดีงามที่ถูกกำหนดไว้เป็นเกณฑ์ จะเป็นที่มาของการจัดวางตัวบุคคล
ให้เหมาะกับสภาพคุณสมบัติของเขา และเป็นที่มาของการช่วยเหลือปรับปรุงพัฒนาในสิ่งที่เขาอ่อนด้อยหรือบกพร่อง

             ในความเป็นจริงอีกอย่างหนึ่งของธรรมชาติของบุคคลก็คือ ถ้าเราจะถูกทดสอบประเมินอะไรเราก็จะเตรียมตัวขวนขวายให้ตนเอง
มีในสิ่งที่จะถูกทดสอบนั้น ถ้าการทดสอบเน้นความรู้ความจำ คนก็ท่องจำเพื่อให้สอบได้ ถ้าการทดสอบละเลยคุณธรรมจริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม คนก็ไม่สนใจใฝ่เรียนรู้ในสิ่งเหล่านี้ ถ้าการทดสอบใช้วิธีเลือกคำตอบ ก. ข. ค. .ง. คนก็ไม่ต้องเตรียมความคิดเพราะใช้ความรู้ผิวเผินไปดูตัวเลือก
ก็จะเอาตัวรอดหาคำตอบถูกได้

             มาตรฐานคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในยุคการกระจายอำนาจ ให้ครูสอนเอง สอบเอง ตัดสินผลการเรียนเอง มีผู้สงสัยว่า
จะเป็นการกระจุยคุณภาพการศึกษาหรือไม่ เพราะขนาดทบวงมหาวิทยาลัยยอมรับเอาคะแนนสะสมจี.พี.เอ.หรือเกรดเฉลี่ยมาใช้ในการคัดเลือก
นักเรียนเข้ามหาวิทยาลัย ก็เกิดข้อสงสัยในมาตรฐานการตัดสินผลการเรียนของสถานศึกษา ที่เรียกว่าอาจมีการให้เกรดเฟ้อหรือเปล่า

            สังคมมองมาตรฐานสถานศึกษาไปที่การทำให้เด็กสอบเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้มาก ทำให้เกิดการแบ่งเกรดสถานศึกษา เกิดการแย่งกัน
เข้าเรียนในสถานศึกษาดัง ๆ ที่นักเรียนจบแล้วเข้ามหาวิทยาลัยได้มาก กระทรวงศึกษาธิการก็เริ่มปวดหัวหาวิธีการทำให้สถานศึกษามีมาตรฐาน
การจัดการศึกษาได้ใกล้เคียงกัน ซึ่งที่จริงมีสภาพเหมือนงูกินหาง คือสถานศึกษาที่สังคมคิดว่าเด่นดัง นักเรียนเก่งมาก ๆ ก็จะไปเข้าเรียน ครูอาจไม่ต้องออกแรงเท่าไรเพราะนักเรียนมีทุนเดิมเก่งอยู่แล้ว ผลคือนักเรียนที่มีทุนเดิมเก่ง ก็ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากเอง   ผู้ปกครอง
จึงคิดว่าแม้บุตรหลานของตนไม่เก่ง แต่ถ้าได้เรียนในสถานศึกษาเด่นดัง บุตรหลานก็จะกลายเป็นคนเก่งตามเขาไปด้วย

             ตามแนวปฏิรูปการศึกษา เราพุ่งเป้าไปที่การพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นบุคคลที่เป็นคนเก่งเป็นคนดีที่สมบูรณ์ด้วยปัญญา และคุณธรรม นอกจากการให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในวิทยาการต่าง ๆ ก้าวสู่สากลและการเรียนรู้เรื่องความเป็นชาติไทย ศิลปวัฒนธรรมไทยแล้ว ผู้เรียนจะต้องมีความสามารถในกระบวนการคิด การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การแก้ปัญหา การปฏิบัติได้จริง การวางแผนและการจัดการทั้งปวง รวมถึงการมีคุณลักษณะที่ดีงามทางเจตคติ ค่านิยม คุณธรรมต่าง ๆ ผลการเรียนรู้ที่ดีงามเหล่านี้ถูกกำหนดไว้เป็นมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ที่ทุกสถานศึกษาจะต้องนำไปเป็นแม่บทของการจัดกระบวนการเรียนรู้ และการทดสอบวัดผลประเมินผล

             เพื่อรับประกันการจัดการศึกษาให้บังเกิดผลที่ผู้เรียนครบถ้วนตามมาตรฐาน การปฏิรูปการศึกษาจึงกำหนดให้มีระบบประกันคุณภาพ
ภายในสถานศึกษา กำหนดให้มีสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาไปทำหน้าที่ประเมินสถานศึกษา

              นอกจากนี้ตามแนวการปฏิรูปการศึกษา ยังกำหนดให้จัดตั้งองค์กรอิสสระเรียกชื่อว่าสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ มาสร้างความมั่นใจว่า สถานศึกษาต่าง ๆ สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ครบถ้วนตามมาตรฐานคุณภาพ
การศึกษาที่สังคมต้องการ

              จากการประชุมปฏิบัติการเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมเมื่อ วันที่ 29 เมษายน 2544 ก็มีการกล่าวถึงการยกเลิกการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เพราะในเวลาจำกัดข้อสอบก็จะวัดได้เพียงความรู้ความจำที่ผิวเผินด้วยการใช้
แบบทดสอบแบบเลือกตอบ เป็นการทำลายระบบคุณภาพการเรียนการสอนในระดับประถมและมัธยมศึกษา เพราะนักเรียนจะทุ่มเทไปกับ
ความรู้ความจำ กวดวิชาอัดฉีดความรู้ จนไม่สนใจการเรียนรู้ในสิ่งที่ดีงามอีกมากมายในหลักสูตร เพียงเพราะสิ่งนั้นไม่อยู่ในการสอบคัดเลือก
เข้ามหาวิทยาลัย

              สังคมเห็นด้วยกับศาสตราจารย์นายแพทย์เกษม วัฒนชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่เสนอแนะให้นำระบบการสอบด้วย
เครื่องมือมาตรฐานกลางของกระทรวงศึกษาธิการ กลับมาใช้ควบคุมคุณภาพของการเรียนรู้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากเคยใช้ได้ผลดีมาแล้วในอดีต ผลพลอยได้ของการใช้เครื่องมือทดสอบกลาง จะทำให้สามารถมีไม้บรรทัดมาตรฐานร่วมกันตัดสินคุณภาพการเรียนรู้ได้ทุกสถานศึกษา ทำให้เป็นข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือด้านทรัพยากรแก่สถานศึกษาที่มีคุณภาพด้อย ช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษา และใช้เป็นข้อมูลพิจารณา
การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องไปออกข้อสอบคัดเลือกอีกให้เสียทรัพยากร

               แนวทางการจัดมาตรการเร่งรัดพัฒนามาตรฐานคุณภาพของสถานศึกษาให้มีระดับใกล้เคียงกันในความดีเด่นของการจัดการศึกษา อาจมีได้หลายมาตรการ เช่น

              1.กำหนดให้มีระบบมาตรฐานคุณภาพประจำสถานศึกษา ระบุลักษณะผลผลิต กระบวนการ และปัจจัยที่สมบูรณ์ครบถ้วนด้วย
การระบุสภาพความสำเร็จที่เป็นมาตรฐาน ระบุเกณฑ์และดัชนีชี้วัดความสำเร็จในทุกองค์ประกอบย่อย ๆ ของระบบคุณภาพ  ซึ่งจะเป็น
แม่บทของการวางแผน การกำกับดูแล และการตรวจสอบทดสอบผลความสำเร็จของการจัดการศึกษาของสถานศึกษาต่อไป

               2. กำหนดให้มีการจัดทำระบบสารสนเทศของระบบคุณภาพ นั่นคือสถานศึกษาจะต้องประเมินสถานภาพปัจจุบันของแต่ละ
องค์ประกอบในระบบคุณภาพ นำสิ่งที่เป็นข้ออ่อนด้อยมาเป็นเป้าหมายของการวางแผนพัฒนาปรับปรุงคุณภาพการจัดการศึกษา อาจต้องอาศัย
มาตรฐานตัวเทียบที่เรียกว่า Benchmark ที่ศึกษาจากวิธีการบริหารจัดการของสถานศึกษาอื่นที่ประสบความสำเร็จ หรือจากการร่วมกัน
กำหนดของผู้มีส่วนได้เสียกับสถานศึกษา นำมาเป็นเป้าหมายของการพัฒนาคุณภาพผลผลิต คุณภาพกระบวนการ และคุณภาพปัจจัย

               3. กำหนดให้มีคู่มือพัฒนาคุณภาพ โดยร่วมกันคิดค้นกลยุทธ์วิธีการที่ผู้บริหารและคณะครูอาจารย์รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง จะต้อง
ดำเนินการปฏิบัติให้เหมาะสมดีงาม จนกล่าวได้ว่านี่คือมาตรฐานของการทำงาน เป็นที่มาของการมอบหมายงาน เป็นที่มาของการพัฒนาคน
ให้เข้ากับงาน และเป็นที่มาของการประเมินคุณภาพการปฏิบัติงานของผู้บริหาร และของครูอาจารย์

               4. กำหนดให้มีการติดตาม ประเมินผล และรายงานผลต่อสาธารณชน ในผลการปฏิบัติงานตามระบบคุณภาพ โดยสถานศึกษา
จัดการประเมินตรวจสอบตนเองเป็นการภายใน ก่อนที่จะมีการประเมินโดยภายนอก การติดตามประเมินและรายงานผลนี้ควรจัดทำเป็น
ประจำทุกปี ใช้ประโยชน์ผลการประเมินเพื่อการแสดงศักยภาพความสามารถของสถานศึกษาให้สังคมชื่นชม ใช้เป็นข้อมูลเพื่อยกย่อง
เชิดชูเกียรติผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และใช้เป็นข้อมูลเพื่อปรับปรุงแก้ไขพัฒนาในสิ่งที่บกพร่อง รวมถึงใช้เป็นสิ่งจูงใจ ให้คิดค้นวิจัยแสวงหา
นวัตกรรมการเรียนการสอนต่อไป

                5. กำหนดให้กรมหรือหน่วยงานต้นสังกัด จัดกลไกการติดตามประเมินผลมาตรฐานคุณภาพของสถานศึกษา ตามระบบมาตรฐาน
ที่ควรจะเป็น อยู่เสมอ ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลของการสนับสนุนช่วยเหลือพัฒนาสถานศึกษา ให้สถานศึกษาทุกแห่งมีมาตรฐานเข้าสู่มาตรฐาน
ที่พึงปรารถนา และใช้ประโยชน์ในการค้นพบผู้บริหารเก่งผู้บริหารดี ครูเก่งครูดี เพื่อการยกย่องเชิดชูเกียรติ รวมถึงใช้ประโยชน์ในการ
รวบรวมนวัตกรรมการเรียนการสอนที่แหลมคมที่คิดริเริ่มสร้างสรรค์โดยครูเก่ง ๆ นำมาประมวลเพื่อการถ่ายทอดขยายผลสู่สถานศึกษาอื่น ๆ และสู่สังคมในวงกว้างต่อไป

               แต่อย่างไรก็ตามระบบที่ดีงามต่าง ๆ จะถูกนำมาใช้แล้วประสบความสำเร็จหรือไม่ จะขึ้นกับปัจจัยสำคัญ คือ คน คนที่เป็นผู้บริหาร และคนที่เป็นครู อาจารย์ ถ้าเราสามารถเลือกสรร พัฒนา และส่งเสริมให้คนเก่งคนดีได้มีโอกาสทำงาน จัดเครื่องช่วยให้คนเก่งคนดีมีความสุข
กับการทำงาน ความคิดที่จะให้สถานศึกษามีมาตรฐานใกล้เคียงกัน คงจะไม่เป็นเพียงความเพ้อฝันอีกต่อไป


   

 

  blueline.gif (2101 bytes)


Copyright @ : 2000 Ministry of Education, THAILAND
แหล่งข้อมูล : 
ดร.สงบ  ลักษณะ
รวบรวม จัดเตรียมข้อมูล พัฒนาและนำเสนอ : สุนันทา   ศรีดากุล (2 พ.ค.2544 )
หน่วยงาน :  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ    ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
ปรับปรุงข้อมูล : -
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
website@emisc.moe.go.th