นำเรื่อง

            การปฏิรูปการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  เกิดจากความ       จำเป็นที่สังคมต้องการแก้ไขความอ่อนด้อยในผลการจัดการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา โดยมีจุดหมายไป  ที่การพัฒนาคนให้มีคุณลักษณะที่พึงปรารถนาอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้คนไปพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง  ๆ ของโลก  การเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา จำเป็นต้องมีการปฏิรูปองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา  คือ

    1. หลักสูตร และกระบวนการเรียนรู้

    2. ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา

    3. ระบบสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

    4. โครงสร้างการบริหารและการจัดการ

    5. ระบบตรวจสอบประเมินคุณภาพการศึกษา

    6. ระบบงบประมาณและทรัพยากรเพื่อการศึกษา

    7. การมีส่วนร่วมของสังคมในการจัดการศึกษา

            หลักการจัดการศึกษาที่สำคัญ คือ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย การมีเอกภาพในนโยบายแต่หลากหลายในการปฏิบัติ การยึดมาตรฐาน และการยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ

            บทความนี้มุ่งสรุปสาระสำคัญของการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และทิศทางในอนาคต ซึ่งแนวคิดบางส่วนยังไม่มีข้อยุติ ท่านผู้อ่านยังสามารถมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นได้ตลอดเวลา

กรอบภารกิจการปฎิรูปการศึกษา

            ภารกิจที่ต้องดำเนินการทันทีเมื่อมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คือ จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปการศึกษา (สปศ.) ซึ่งมีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง สปศ. เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2543 มีคณะกรรมการบริหาร   9 คน มีระยะเวลาการทำงานจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2546 มีหน้าที่ดำเนินพันธกิจสำคัญคือ

    1. เสนอการจัดโครงสร้างองค์กร การแบ่งส่วนงาน การบริหารและการจัดการการศึกษา

    2. เสนอการจัดระบบครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา

    3. เสนอการจัดระบบทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา

    4. เสนอแนะการร่างกฎหมาย การปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ และคำสั่งที่เกี่ยวข้อง

            ภารกิจที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติกำหนดให้ดำเนินงานให้เสร็จใน 1 ปี (20 สิงหาคม 2543) คือ ออกกฎกระทรวงเพื่อแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ออกกฎกระทรวงเพื่อการแบ่งระดับหรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัย

            ภารกิจที่ต้องดำเนินการภายใน 3 ปี (20 สิงหาคม 25445)  คือ

    1. ให้บุคคลมีสิทธิได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

    2. ให้มีการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีโดยให้เด็กที่มีอายุย่างเข้าปีที่ 7 เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้น  พื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่ 16 เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่ 9 ของการศึกษาภาคบังคับ

    3. จัดตั้งกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

    4. จัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

    5. กระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาไปยังเขตพื้นที่การศึกษา

    นับถึงปัจจุบัน สิ่งที่ดำเนินการแล้วคือการจัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

             
             
ภารกิจที่ต้องดำเนินการภายใน 6 ปี (สิงหาคม 2548)  คือ การประเมินผลภายนอกที่จะต้องดำเนินการประเมินสถานศึกษาทุกระดับทุกประเภทและทุกแห่ง

พระราชบัญญัติสำคัญ

            สปศ.ได้ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติที่สำคัญ23 ฉบับ และพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศ อีก 15 ฉบับ  

            ร่างพระราชบัญญัติที่สำคัญ เช่น

    - พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

    - พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

    - พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย

    - พระราชบัญญัติจัดตั้งสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา

    - พระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันพัฒนาและส่งเสริมครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา

    - พระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา

    - พระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

    - พระราชบัญญัติการศึกษาเอกชน

    - พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

    - พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ

    - พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

    - พระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน

    - พระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

    - พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ

    - พระราชบัญญัติกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา

    - ฯลฯ

            ร่างพระราชกฤษฎีกา กฎ และประกาศ ที่สำคัญ  เช่น

    - พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ

    - กฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

    - กฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ศาสนา               

    และวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

    - กฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานฯ

    - กฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาฯ

    - กฎกระทรวงการแบ่งส่วนราชการสำนักงานคณะกรรมการการศาสนา และวัฒนธรรมฯ

    - กฎกระทรวงฉบับที่… (พ.ศ…) (เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

    - กฎ ก.ค.ศ. ฉบับที่… (พ.ศ…) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู   และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ… ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารับเงินเดือน

    - กฎ ก.ค.ศ. ฉบับที่… (พ.ศ…) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ… ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารับเงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่ง

    - ประกาศกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่องการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา

    - ฯลฯ

ผลการดำเนินงานในปัจจุบัน

          1. โครงสร้างของกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

             สิ่งที่เป็นข้อเสนอของ สปศ. คือการกำหนดให้กระทรวงมีหน่วยงานระดับกรม 5 หน่วยงานเท่านั้น  คือ

    (1) สำนักงานปลัดกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

    (2)  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

    (3)  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    (4) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

    (5) สำนักงานคณะกรรมการการศาสนา และวัฒนธรรม

          สิ่งที่เป็นข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ  คือ

    (1) ชื่อกระทรวงยังคงเป็นกระทรวงศึกษาธิการ  เพราะแยกงานวัฒนธรรมและศิลปากรไปอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล และแยกงานพระพุทธศาสนาไปเป็นสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้นกับนายกรัฐมนตรี โครงสร้างใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการประกอบด้วยสำนักงานปลัดกระทรวง ทบวงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทบวงอาชีวศึกษา และทบวงอุดมศึกษา

    (2) กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา อยู่ในสำนักงานปลัดกระทรวง และให้สำนักงานวิทยาลัยชุมชนอยู่กับทบวงอาชีวศึกษา

    (3) เสนอร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ…. ซึ่งจะมีผลทำให้เกิด “สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” เป็นส่วนราชการอิสระ นิติบุคคล อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งรวมงานของกรมการศาสนาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาเอาไว้ด้วย

    (4) กรมพลศึกษา แยกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมกีฬาและการศึกษาให้อยู่กับกระทรวงกีฬา ส่วนที่เกี่ยวข้องกับลูกเสือและอนุกาชาดให้อยู่กับสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

    (6) งานการศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นสำนักงานในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

    (7) สำนักบริหารงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นหน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

    (8) สำนักงานส่งเสริมศาสนาที่นอกเหนือจากศาสนาพุทธ เป็นหน่วยงานในสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

          2.  หน่วยงานอิสระ ที่ไม่เป็นส่วนราชการ แต่เป็นหน่วยงานของรัฐ

              กระทรวงศึกษาธิการและ สปศ. มีความเห็นตรงกันในการมีหน่วยงานอิสระต่อไปนี้

    (1) สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเสนอให้ปรับสถานะของคุรุสภาให้ทำหน้าที่นี้

    (2) สถาบันเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา

    (3) สถาบันพัฒนาและส่งเสริมครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเสนอให้ยกฐานะของสถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา ให้ทำหน้าที่นี้

    (4) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    (5) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา

    (6) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ

          3. เขตพื้นที่การศึกษา

             สิ่งที่เป็นข้อเสนอของ สปศ. เดิมคือการแบ่งเป็นเขตพื้นที่การศึกษาจำนวน 295 เขตทั่วประเทศ โดยองค์กรที่ทำหน้าที่บริหารและการจัดการภายในเขตพื้นที่การศึกษา คือ “คณะกรรมการ และสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา” มีหน้าที่ในการกำกับดูแลสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่นับ  รวมถึงการศึกษาปฐมวัยหรือการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาด้วย กำกับดูแลสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญา  ส่งเสริมการอาชีวศึกษาและการศึกษาเอกชน  ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย  ส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรม  ส่งเสริมพลานามัยและกิจการพิเศษ  และมีหน่วยนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยให้องค์กรบริหารเขตพื้นที่การศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

           กระทรวงศึกษาธิการ เสนอให้รอผลการทดลองนำร่องปฏิรูปการศึกษาแบบแบ่งเขตพื้นที่การศึกษา ก่อนตัดสินใจเรื่องจำนวนเขตพื้นที่การศึกษา

          4.  สำนักบริหารงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)

           ตามข้อเสนอของ สปศ. กำหนดให้สำนักบริหารงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นส่วนราชการในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

          ตามข้อเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้ ก.ค.ศ. เป็นส่วนราชการสังกัดสำนักงาน  ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

          5.  การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

          ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและหน่วยบริการสาธารณะของกระทรวงศึกษา        ธิการจะต้องโอนไปขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใน 4 – 10 ปี

          กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอแผนการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาฯ มีสาระสำคัญ 5 ประการ

    (1) การจำกัดขอบเขตของสถานศึกษาที่จะต้องมีการถ่ายโอน กำหนดลักษณะสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่รัฐจะดำเนินการเองโดยจะไม่มีการถ่ายโอนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งสิ้น 9 ประเภท คือ

      - สถานศึกษาที่เน้นการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศเฉพาะด้าน

      - สถานศึกษาที่จัดการศึกษาในเชิงทดลอง วิจัยและพัฒนา

      - สถานศึกษาเพื่อผู้พิการและด้อยโอกาส

      - สถานศึกษาที่จัดตั้งให้เป็นสถานศึกษาตัวอย่างสำหรับการจัดการศึกษาในระดับภาค

      ระดับจังหวัด หรือในระดับเขตพื้นที่การศึกษา

      - สถานศึกษาขนาดใหญ่ ระดับมัธยมศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 1,500 คนขึ้นไป และระดับประถมศึกษาที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 300 คนขึ้นไป

      - สถานศึกษาที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานของ สมศ.

      - สถานศึกษาที่จัดตั้งเป็นองค์การมหาชนซึ่งมีลักษณะเป็นองค์กรกระจายอำนาจอยู่แล้ว

      - สถานศึกษาในโครงการพระราชดำริที่อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ หรือที่จัดตั้งขึ้น    เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสต่าง ๆ

      - สถานศึกษาที่ผู้บริจาคที่ดินและอาคารมีวัตถุประสงค์ให้รัฐเป็นผู้ดำเนินการจัดการศึกษา

    (2) การจำกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะรับโอนสถานศึกษาไว้เฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่ที่มีความเจริญและความพร้อมสูงเท่านั้น นั่นคือนอกจากกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยาแล้ว จะถ่ายโอนสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ให้เฉพาะเทศบาลนครซึ่งในขณะนี้มี 20 แห่งทั่วประเทศ และเทศบาลเมืองที่มีอยู่เพียง 78 แห่ง  ดังนั้นจะไม่ให้มีการถ่ายโอนไปยังเทศบาลตำบลที่มีจำนวน 1,031 แห่ง ไม่ให้มี   การถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีจำนวน 6,746 แห่ง และไม่ให้มีการถ่ายโอนไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีจำนวน 75 แห่ง

    (3) การถ่ายโอนการศึกษาต้องเป็นไปตามความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น    ที่จะต้องผ่านการประเมินตามเกณฑ์การประเมินความพร้อมที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการ

    (4) การถ่ายโอนจะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อข้าราชการครูที่มีอยู่เดิมที่จะยังคงสถานะเป็นข้าราชการของกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จนกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถกำหนดระบบบริหารงานบุคคลที่ทัดเทียมกับระบบบริหาร งานบุคคลที่จะเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการปฏิรูปการศึกษา

    (5) การกำหนดกรอบระยะเวลาที่ยืดหยุ่นสำหรับการถ่ายโอน คือ การถ่ายโอนการศึกษาปฐมวัยระหว่างปีงบประมาณ 2545 – 2548 การถ่ายโอนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในระหว่างปีงบประมาณ 2549 – 2554

 ผลการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ

          นับถึงปัจจุบันคณะบุคคลและกรมที่เกี่ยวข้องกับภารกิจการปฏิรูปการศึกษาได้มีผลการดำเนินงานที่คืบหน้าไป คือ

    1.  การกำหนดให้มีการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี

    2.  การตัดสินให้การศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีที่บุคคลมีสิทธิได้รับการศึกษาโดยรัฐ         ไม่เก็บค่าใช้จ่าย คือ การศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยให้ถือว่าการศึกษาปฐมวัยหรืออนุบาลเป็นการศึกษาที่รัฐจะต้องส่งเสริมเป็นอย่างดีด้วย

    3. การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน  โครงสร้างของหลักสูตรประกอบด้วยสาระการเรียนรู้แกนร่วม สาระการเรียนรู้แกนเลือก และสาระการเรียนรู้เลือกเสรี ทั้งสามสาระมุ่งสู่ 8 กลุ่มวิชา คือ

      book_red.gif สุขศึกษาและพลศึกษา

      book_red.gif ทัศนศิลป์ ดนตรีและนาฏศิลป์

      book_red.gif สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

      book_red.gif ภาษาไทย

      book_red.gif คณิตศาสตร์

      book_red.gif วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

      book_red.gif การงานและอาชีพ

      book_red.gif ภาษาต่างประเทศ

          สถานศึกษาจะต้องรับผิดชอบการจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยดำเนินการในส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ การจัดทำสาระของหลักสูตร การกำหนดคุณลักษณะของผู้เรียนที่พึงประสงค์ และการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

    4. การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้

    กรมวิชาการผลิตเอกสารจำนวนมากเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ  มีการสร้างเครือข่ายการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ 4 ภูมิภาค พัฒนาครูเก่ง    ครูดีในสังกัดต่าง ๆ ในรูปของครูแกนนำและครูต้นแบบปฏิรูปการเรียนรู้มีจำนวน 43,000 คน พัฒนาโรงเรียนนำร่องด้านการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและในทุกเขตการศึกษาจำนวน 36 โรงเรียน ขยายเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ 300 โรงเรียน

               จัดกลไกส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านทางศูนย์การเรียนรู้ชุมชน การใช้ห้องสมุดและ       พิพิธภัณฑสถาน การพัฒนาและใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้

    5. การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

                 จัดทำร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา  และร่างกฎกระทรวงว่าด้วยกองทุนส่งเสริมครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาเสร็จแล้ว รอนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                 สถาบันการผลิตครูมีข้อตกลงร่วมกันที่จะปรับปรุงหลักสูตรการผลิตครูทุกระดับให้มุ่ง  ตรงต่อการปฏิรูปการศึกษา เห็นชอบให้มีหลักสูตรระดับปริญญาตรี 5 ปี  เพื่อเพิ่มความเข้มของ ความรู้ ความสามารถในวิชาชีพครู และให้มีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูอีก 1 ปีหลังการศึกษาปริญญาตรี ก่อนที่จะประเมินเพื่อรับใบอนุญาตการประกอบอาชีพครู จะมีระบบการคัดเลือกผู้เข้ารับการศึกษา  ให้ได้ผู้ที่มีคุณลักษณะเหมาะสมต่อการเป็นครู มีการจูงใจด้วยทุนการศึกษา และรับประกันการมีงานทำ

                 ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับกรอบความคิดมาตรฐานวิชาชีพครู 4 ระดับ และผู้บริหารสถานศึกษา 3 ระดับ และการเตรียมความพร้อมในการรับใบอนุญาตประกอบอาชีพครูและผู้บริหาร ครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีใบอนุญาตประกอบอาชีพ  และมีผลการปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐาน  จะได้รับค่าตอบแทนในระบบเงินเดือนใหม่เงินวิทยฐานะ เงินประจำตำแหน่ง และเงินตอบแทนผลงานดีเด่น  เมื่อกฎหมายที่เกี่ยวกับครูมีผลการบังคับใช้

                 ครูจำนวนมากได้รับการฝึกอบรมในด้านการสอนภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และคอมพิวเตอร์

                 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้นโยบายการอบรมพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา 3 ประการ คือ ให้มีความเป็นเอกภาพในหลักสูตรอบรมและการใช้สื่อการอบรม ให้มีการประเมินผลการฝึกอบรมอย่างจริงจังแสดงความสามารถที่พัฒนาเพิ่มพูนได้จริง และให้ถ่ายโอนผลการฝึกอบรมไปสู่การศึกษาระดับปริญญาโทในสถาบันอุดมศึกษาได้

    6. การประกันคุณภาพการศึกษา

    สถานศึกษาทุกแห่งทุกระดับดำเนินการจัดระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา สอดรับกับเกณฑ์มาตรฐานและแนวปฏิบัติในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่กำหนดโดย สมศ.   รวมถึงการเตรียมความพร้อมต่อการประเมินคุณภาพโดยองค์กรภายนอกสถานศึกษาต่อไป

             รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมอบนโยบายให้กรมวิชาการจัดทำแบบทดสอบ   มาตรฐานประเมินนักเรียนทุกคนในวิชาหลักในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

            7.   การจัดตั้งวิทยาลัยชุมชน

            วิทยาลัยชุมชนเป็นการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาขั้นต่ำกว่าปริญญา ประกอบด้วย หลักสูตรอนุปริญญา 2 ปีเพื่อถ่ายโอนไปศึกษาต่อระดับปริญญาในสถาบันอุดมศึกษาอื่น และหลักสูตรระยะสั้นเพื่อเพิ่มทักษะอาชีพ ทักษะงาน และทักษะชีวิตแก่บุคคลกลุ่มต่าง ๆ เช่น ผู้จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า นักศึกษาที่รับโอนมาจากสถาบันอื่น ผู้ปฏิบัติงานและผู้ประกอบการ รวมถึงประชาชนทั่วไป

             ระหว่างปี 2544 – 2545 มีแผนดำเนินงาน เปิดสอนที่ 10 จังหวัด คือ แม่ฮ่องสอน พิจิตร ตาก อุทัยธานี สระแก้ว บุรีรัมย์ มุกดาหาร หนองบัวลำภู ระนอง และนราธิวาส และมีเป้าหมายจะขยายปีละ 20 จังหวัดจนครบทุกจังหวัด

              การดำเนินงานในแต่ละจังหวัดจะอยู่ในรูปของคณะกรรมการ ซึ่งจะเลือกสถานศึกษาหนึ่งแห่งเป็นแม่ข่ายวิทยาลัยชุมชน และให้สถานศึกษาอื่น ๆ ร่วมเป็นเครือข่ายวิทยาลัยชุมชน    พัฒนาหลักสูตรและจัดการศึกษาอบรมร่วมกัน


             8.   การนำร่องปฏิรูปการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา

                   วัตถุประสงค์ของการนำร่องปฏิรูปการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการบริหารและการจัดการการศึกษาแบบเขตพื้นที่การศึกษา โดยดำเนินการทดลองอย่างน้อย 10 เรื่อง คือ

    (1) การจัดโครงสร้างองค์กรและแบ่งส่วนงาน

    (2) การจัดและเกลี่ยอัตรากำลังรวมทั้งทรัพยากร

    (3) การจัดระบบบริหารจัดการและการกระจายอำนาจ

    (4) การบริหารงานบุคคลและการคัดเลือกแต่งตั้งผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา

    (5) การบริหารงบประมาณ

    (6) การจัดบริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    (7) การใช้หลักสูตรและการปฏิรูปการเรียนรู้

    (8) การบริหารคุณภาพและการประกันคุณภาพการศึกษา

    (9) การจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการสถานศึกษาและการใช้เทคโนโลยี           สารสนเทศเพื่อการศึกษา

    (10)การระดมทรัพยากรและการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่น

          จังหวัดที่ใช้ในการทดลอง คือ

           จังหวัดพิษณุโลก         จำนวน 5 เขต    ทดลองแบบแยกเขต

           จังหวัดชลบุรี               จำนวน 5 เขต    ทดลองแบบรวมเขต

           จังหวัดอำนาจเจริญ     จำนวน 2 เขต    ทดลองแบบแยกเขต

           จังหวัดเพชรบุรี            จำนวน 2 เขต    ทดลองแบบรวมเขต

           จังหวัดภูเก็ต                จำนวน 1 เขต    ทดลองแบบหนึ่งจังหวัดหนึ่งเขต

          การดำเนินงานทดลองนำร่องจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป  ผลการทดลองจะเป็นความรู้สำคัญสำหรับการตัดสินใจการออกกฏกระทรวงแบ่งเขตพื้นที่การศึกษา การกำหนดลักษณะของโครงสร้างองค์กร การแบ่งส่วนงาน การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากร และการจัดระบบการบริหารการจัดการให้บังเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการกระจายอำนาจการศึกษา

บทสรุป

            จุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาคือการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลผลิตและการบริการทางการศึกษา รับประกันในคุณลักษณะของผู้จบการศึกษาอบรมทุกระดับการศึกษา ที่จะ   มีความสมบูรณ์และสมดุลในการเป็นมนุษย์ปัญญา มนุษย์คุณธรรม และมนุษย์ที่ปรับตัวเก่ง เรียนรู้ตลอดเวลา ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ของสังคม

            ความสำเร็จของการบรรลุจุดหมายของการปฏิรูปการศึกษา จะขึ้นกับความสำเร็จในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติในองค์ประกอบต่าง ๆ ให้สามารถนำไปสู่จุดหมายได้อย่างสมบูรณ์   หัวใจของการปฏิบัติตามแนวการปฏิรูปการศึกษาคือ”คน”  คนที่เป็นครู คณาจารย์  คนที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา  และคนที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนด้านนโยบาย วิชาการ การจัดสรรทรัพยากร และการบริหารจัดการ

           การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของครู คณาจารย์ ผู้บริหารสถานศึกษา สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอกฎระเบียบหรือคำสั่ง การปรับเปลี่ยนที่สำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการทำงาน และการปฏิบัติตนให้เป็นมืออาชีพ (Professional) อย่างแท้จริง

           วัฒนธรรมใหม่ในการทำงานคือวัฒนธรรมคุณภาพ  ซึ่งหมายถึงการมีความคิด ความเชื่อ   ความรู้สึกและวิถีปฏิบัติไปในแนวทางที่มุ่งคุณภาพ เช่น วางแผนทำงานโดยมองไปที่จุดหมายผลลัพธ์ที่ดีงามที่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนและสังคม คิดค้นแสวงหาวิธีการที่แหลมคมที่จะรับประกันการบรรลุผลได้ตรง ครบถ้วน เร็ว และประหยัด มีค่านิยมไม่ปล่อยวางทอดทิ้งปัญหา ตรงกันข้ามกลับมีความเพียรพยายามคิดค้นการแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ แม้จะต้องคิดออกนอกกรอบแบบเดิมบ้าง  มีความกล้าคิด กล้าลอง กล้ายืนหยัดในการแก้ปัญหา กล้ายืนหยัดกับความถูกต้อง พอใจที่จะตรวจสอบประเมินการปฏิบัติอยู่เสมอและนำผลการประเมินมาปรับปรุงการปฏิบัติงานตลอดเวลา

           การทำงานแบบมืออาชีพ คือการมีจิตวิญญาณรักงานในหน้าที่ตั้งใจที่จะทำงานให้บังเกิดผลสูงสุดเต็มกำลังความสามารถ ทำงานโดยไม่ต้องรอคำสั่งหรือรอสูตรสำเร็จแนะนำวิธีการทำงานจากผู้อื่น แต่จะคิดตรวจสอบผลการทำงานของตน มีนิสัยรักการเรียนรู้ คิดค้นแสวงหาวิธีการที่เหมาะสมด้วยตนเอง ที่จะแก้ปัญหาข้อบกพร่องในงานของตน สร้างสรรค์วิธีการใหม่ ๆ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติและผลงานที่ดีขึ้นกว่าเดิม มีคติว่า”ถ้าผลงานเดิมไม่ดี ก็อย่าทำงานแบบเดิม” เป็นผู้วิตกทุกข์ร้อนเมื่อการบริหารหรือการสอนทำให้ผู้เรียนอ่อนด้อย  จะดิ้นรนขวนขวายหาทางช่วยผู้เรียนให้มีการเรียนรู้ดีขึ้นอยู่เสมอ  และเกิดความรู้สึกปิติยินดีภูมิใจเมื่อสามารถช่วยแก้ปัญหาของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้สมบูรณ์เต็มศักยภาพ มีความสุขในการเรียนและมีความสำเร็จในอนาคตที่ดีงามของเขา

           ในขณะที่ทุกคนยอมรับว่ากระบวนการเรียนรู้ยุคใหม่จะยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่ความสำเร็จ ของการปฏิรูปการศึกษานั้น ครู คณาจารย์ และผู้บริหารสถานศึกษา น่าจะเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุด  เพราะท่านเหล่านี้คือผู้ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดประโยชน์ถึงตัวผู้เรียนได้อย่างแท้จริง                                                          

Copyright @ Ministry of Education, THAILAND
ที่มาของข้อมูล : ดร.สงบ  ลักษณะ
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ : น.ส.นิภา แย้มวจี (20 ก.พ. 2545)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล    กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th