ความเจริญก้าวหน้าของสหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจผู้นำของโลกทำให้เกิดอิทธิพลชี้นำประเทศต่าง ๆ ให้นำรูปแบบความคิดและวิถีการปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ไปใช้กันอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดในวิธีการจัดการศึกษา นักการศึกษาของไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผลผลิตของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และจากโครงการจำนวนมากที่สหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือไทย ทำให้เรารับปรัชญาและระบบวิธีการจัดการศึกษามาจากเขาเป็นส่วนใหญ่

         แต่ถ้านักการศึกษาไทยมีวิจารณญาณแยกแยะจุดเด่นจุดอ่อนในวิธีการจัดการศึกษาของสหรัฐอเมริกาให้ออก รู้จักนำแนวคิดมาดัดแปลงให้เข้ากับภูมิปัญญาไทยและวัฒนธรรมการจัดการศึกษาของไทย ก็น่าจะเป็นผลดี ลบล้างคำกล่าวที่ว่าคนไทยเป็นทาสทางปัญญา ถูกล้างสมอง ไปลอกแบบของเขามาอย่างไม่ลืมหูลืมตา จนทำให้ระบบการศึกษาของไทยพังอย่างไม่เป็นท่า

         อย่างน้อยจะช่วยลบล้างข้อกล่าวหาที่มีคนกล่าวว่าไทยเรามีวัฒนธรรมขี้เห่อตามแฟชั่น รับกระแสสิ่งใหม่เร็ว ง่าย และเบื่อเร็ว มีผู้ยกตัวอย่างการรับระบบพัฒนาคุณภาพ คิว.ซี. ว่ากำเนิดที่ญี่ปุ่น ไปโตที่สหรัฐอเมริกา แต่มาตายที่ไทย เพราะเรารับมาเพียงชื่อ รับอย่างผิวเผินไม่ลงถึงแก่นแท้ ทำแบบตื้น ๆ สักพักหนึ่งก็เลิก หันไปรับของใหม่ เช่น Reengineering บ้าง TQM บ้าง และขณะนี้กำลังรับเรื่องกระจายอำนาจให้สถานศึกษาทำหลักสูตรเอง สอนเอง สอบให้คะแนนเอง รวมถึงการให้ครอบครัวสอนเด็กได้เองที่เรียกว่า Home School และรูปแบบการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง Child Centered ที่เด็กพูดกระทบกระเทียบว่าเป็นควายเซ็นเตอร์นั่นแหละครับ

         หลายท่านจะจำได้ว่าในราวปี ค.ศ. 1965 สหรัฐอเมริกาตระหนกตกใจที่รัสเซียสามารถส่งดาวเทียมสู่อวกาศได้ก่อนสหรัฐอเมริกา ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องทบทวนหลักสูตรการเรียนการสอนให้กลับไปสู่มาตรฐานที่เรียกว่า Return to Basic จากเดิมที่ให้อิสระแก่ท้องถิ่นในการจัดการเรียนการสอนอันเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญให้อำนาจแก่รัฐต่าง ๆ เอาไว้ทำให้ไม่มีหลักสูตรระดับชาติ

         และจากการที่เด็กอเมริกันสอบแพ้ต่างชาติในการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ทำให้ประธานาธิบดีต้องมีนโยบายยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ในปี พ.ศ. 2535 โดยอาศัยแนวคิดจากการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษาของประเทศกลุ่มเอเปค ซึ่งผมมีโอกาสติดตาม ดร.ก่อ สวัสดิพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น ไปประชุมที่สหรัฐอเมริกา

         นักการศึกษาอเมริกันเคยเล่าว่าเขาอิจฉาประเทศไทยที่มีหลักสูตรการศึกษาระดับชาติรับประกันว่าเด็กไทยทุกคนทุกพื้นที่จะได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถได้มาตรฐานทัดเทียมกัน ไม่ลักลั่นเหลื่อมล้ำกันเหมือนสหรัฐอเมริกาในอดีต

         จึงทำให้นักการศึกษาของไทยอดคิดไม่ได้ว่าแนวการปฏิรูปการศึกษาของไทยกำลังจะนำรูปแบบที่ล้มเหลวของสหรัฐอเมริกาในอดีตมาใช้หรือเปล่า ซึ่งทุกคนเชื่อว่าการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาเป็นสิ่งดี การใช้การเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเป็นสิ่งที่มีคุณค่า แต่คงต้องไม่ลืมที่จะวิเคราะห์ให้ถึงแก่นของความคิดเดิม เลือกนำสิ่งดีมาผสมผสานกับภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่ามา ยาวนาน ดัดแปลงจัดระบบเสริมให้เชื่อมั่นในความสำเร็จของการทำให้เด็กไทยทุกคนเรียนรู้เต็มมาตรฐานทั้งมาตรฐานสากล มาตรฐานความเป็นไทย และมาตรฐานที่สนองท้องถิ่น

         เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2545 ประธานาธิบดี George W. Bush ลงนามในกฎหมายสำคัญปฏิรูปการศึกษา เน้นไปที่การมีมาตรการเล่นงานสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐที่จัดการศึกษาได้ผลต่ำ ที่เรียกว่า Low-Performing Schools มีสาระสำคัญไปที่จัดให้มีการทดสอบนักเรียน ใช้ผลการทดสอบมาช่วยเหลือนักเรียน และจัดการกับผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ทำงานไม่ได้ผล

         ในด้านมาตรการทดสอบนักเรียน จะมีแบบทดสอบระดับรัฐทำการทดสอบนักเรียนทุกคนในชั้น (Grade) ปีที่ 3 ถึงชั้นปีที่ 8 ในวิชาการอ่านและคณิตศาสตร์ จะเริ่มในปีการศึกษา 2547/2548 ซึ่งจะนำวิชาวิทยาศาสตร์มาทดสอบเพิ่มด้วยในปีถัดไป เป็นการทดสอบทุกปี นำผลการทดสอบมาดูความก้าวหน้าในคุณภาพการจัดการศึกษาของแต่ละโรงเรียน เพื่อคัดสรรโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำให้ได้รับงบประมาณช่วยดำเนินการให้มีผลสัมฤทธิ์ดีขึ้นภายในระยะเวลา 2 ปี

         ถ้าภายใน 2 ปียังมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ จะให้สิทธิแก่ผู้ปกครองและผู้เรียนในการย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอื่นที่มีผลการจัดการศึกษาดี หรือให้ได้รับเงินช่วยเหลือเพื่อจ่ายให้กับผู้ที่จะมาช่วยสอนพิเศษให้ ลักษณะนี้คล้ายกับการช่วยค่าใช้จ่ายในการไปกวดวิชากับครูเก่ง ๆ เพิ่มเติม

         ที่น่าสนใจหรือประหลาดใจคือการได้รับงบประมาณพิเศษนี้จะไม่นำมาช่วยนักเรียนที่เรียนในสถานศึกษาเอกชนหรือสถานศึกษาทางศาสนาแต่อย่างใด ซึ่งเดิมสมาชิกพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งเคยสนับสนุนให้รัฐบาลช่วยค่าใช้จ่ายของนักเรียนในสถานศึกษาเหล่านี้ในรูปคูปองการศึกษา

         สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมคือ ถ้าภายใน 4 ปี โรงเรียนไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพของการศึกษาให้ดีขึ้นจะต้องปรับเปลี่ยนครูหรือพัฒนาครูที่สอนวิชาต่าง ๆ ให้มีความรู้ความสามารถได้มาตรฐานทุกคน และภายใน 6 ปี ถ้าโรงเรียนไม่สามารถปรับปรุงคุณภาพการศึกษาได้อีก กฎหมายกำหนดให้เปลี่ยนผู้บริหารและทีมงานบริหารโรงเรียนทันที

         บทเรียนจากสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นความจำเป็นของการกวดขันมาตรฐานคุณภาพของผลการเรียนที่ผู้เรียน เพราะพวกเขาคือทรัพยากรบุคคลที่เป็นอนาคตของบ้านเมือง ได้เห็นความเอาจริงของรัฐบาลในการตรวจสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบทดสอบกลางกับผู้เรียนทุกคนทุกปี นำผลมาจัดมาตรการงบประมาณช่วยเหลือและมาตรการจัดการกับบุคลากรที่รับผิดชอบ

         ข้อสำคัญคือผู้คนในบ้านเมืองเขาจะมีจุดมุ่งไปที่คุณประโยชน์ของปวงชนและประเทศชาติ มีปัญหาอะไรจะช่วยกันคิดแก้ไข ไม่ใช่คอยด่าลูกเดียวเหมือนบ้านเราครับ

Copyright @ Ministry of Education, THAILAND
ที่มาของข้อมูล : ดร.สงบ  ลักษณะ
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ : น.ส.นิภา แย้มวจี (5 ก.พ. 2545)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล    กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th