บทนำ

         การปฏิรูปการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เกิดจากความจำเป็นที่สังคมต้องการแก้ไขความอ่อนด้อยในผลการจัดการศึกษาในช่วงที่ผ่านมา โดยมีจุดหมายไปที่การพัฒนาคนให้มีคุณลักษณะที่พึงปรารถนาอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้คนไปพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ของโลก กลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้บังเกิดผลความสำเร็จตามจุดหมายนี้ คือการมีระบบประกันคุณภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดให้มีการดำเนินการพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาทั้งในระดับกรมและระดับสถานศึกษาอย่างต่อเนื่องจริงจัง

ความคิดพื้นฐานของการประกันคุณภาพการศึกษา

         ประกันคุณภาพคืออะไร  การประกันคุณภาพ (Quality Assurance : QA) คือ การวางแผนและการปฏิบัติของหน่วยผลิต ที่มุ่งจะผลิตสิ่งที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของผู้ใช้ผลผลิต ดังนั้นการประกันคุณภาพทางการศึกษาจึงเป็นกระบวนการวางแผนและกระบวนการจัดการของผู้ที่รับผิดชอบจัดการศึกษาเพื่อจะรับประกันให้สังคมเชื่อมั่นว่าจะพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ได้ครบถ้วนตามมาตรฐานคุณภาพที่ระบุไว้ในหลักสูตรและตรงกับความมุ่งหวังของสังคม

         ทำไมต้องประกันคุณภาพการศึกษา  เป็นความรับผิดชอบต่อสังคม (Accountability) ของสถานศึกษาที่จะผลิตผู้จบการศึกษาให้มีคุณภาพได้มาตรฐานทุกคน เป็นการคุ้มครองผู้บริโภคที่พ่อแม่ผู้ปกครองและผู้เรียนเอง มีสิทธิเรียกร้องให้สถานศึกษาจัดการศึกษาอย่างเต็มคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาใดที่เขาส่งบุตรหลานเข้าเรียน

         ใครเป็นผู้ประกันคุณภาพการศึกษา  คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานจะประกันโดยผู้บริหารจัดการและหุ้นส่วนของโรงงาน ดังนั้นคุณภาพของการจัดการศึกษาจะประกันโดยตรงโดยผู้บริหาร คณะครูอาจารย์ บุคลากรในสถานศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษา หุ้นส่วนที่ต้องร่วมรับประกันด้วยคือหน่วยงานทางการศึกษาตั้งแต่ระดับกระทรวง กรม จนถึงสำนักงานที่เขตพื้นที่การศึกษา

         ใครเป็นผู้ทวงสิทธิประโยชน์จากการประกันคุณภาพการศึกษา  ผู้ทวงสิทธิ์ของคุณภาพสินค้าคือผู้บริโภค ผู้ทวงสิทธิ์ของการศึกษา คือ ผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน สังคม ประเทศชาติ นั่นคือทุกคนทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากคุณภาพของผู้เรียนที่จบการศึกษาจากสถานศึกษา

         อะไรคืองานหลักของการประกันคุณภาพการศึกษา  กระบวนการหลักของการประกันคุณภาพการศึกษาประกอบด้วยเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการ 5 เรื่อง คือ

         1. การกำหนดมาตรฐานคุณภาพ (Quality Standards) เน้นไปที่คุณลักษณะของผู้จบการศึกษา (Outcome) สนองมาตรฐานหลักสูตร สนองความต้องการของผู้เรียนและสังคม

         2. การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) เน้นไปที่การจัดปัจจัย (Input) และจัดกระบวนการ (Process) ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพเพื่อนำไปสู่ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน ซึ่งหลายหน่วยงานได้แจกแจงสิ่งที่ควบคุมคุณภาพนี้ออกเป็นองค์ประกอบย่อย ๆ หรือมาตรฐานย่อย ๆ จำนวนหนึ่ง ใช้เพื่อการวางแผนและเป็นคู่มือปฏิบัติงาน

         3. การติดตามประเมินผลคุณภาพ (Quality Monitoring and Assessment) สถานศึกษาจัดกลไกการติดตามประเมินผลการปฏิบัติ โดยจัดทำเกณฑ์ตัวชี้วัดคุณภาพของปัจจัยกระบวนการ และผลผลิต ใช้เพื่อการปรับปรุงและรายงานผลต่อสังคมเป็นประจำ หน่วยงานกลางของกรมหรือกระทรวงอาจจัดทำแบบทดสอบมาตรฐานเพื่อประเมินคุณภาพของผู้เรียนเพื่อเร่งเร้าให้สถานศึกษาจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพเพิ่มขึ้น

         4. การทบทวนเพื่อปรับปรุงคุณภาพ (Quality Intervention) เน้นให้สถานศึกษาใช้ผลการติดตามประเมินผลเพื่อการปรับปรุงแก้ไขในปัจจัยและกระบวนการที่ยังไม่น่าพอใจซึ่งระดับกรมและกระทรวงอาจจัดทรัพยากรสนับสนุนช่วยเหลือการปรับปรุงคุณภาพของสถานศึกษาที่อ่อนด้อยได้อีกแรงหนึ่ง

         5. การตรวจสอบคุณภาพ (Quality Audit) เน้นให้มีหน่วยงานภายนอกสถานศึกษา เช่น คณะกรรมการระดับกรม ระดับเขตพื้นที่การศึกษา หรือระดับกลุ่มโรงเรียน ดำเนินการเยี่ยมเยือนตรวจสอบการปฏิบัติของสถานศึกษาตามกระบวนการประกันคุณภาพเพื่อช่วยเหลือและพัฒนา

กฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

         พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

          มาตรา 47 ระบุให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วยระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก

         มาตรา 48 ให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่สถานศึกษาต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

         มาตรา 49 กำหนดให้สถานศึกษาทุกแห่งต้องได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกอย่างน้อย 1 ครั้ง ในทุก 5 ปีและต้องเสนอผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน

         ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัย  ลงวันที่  26 พฤศจิกายน  พ.ศ. 2544 ระบุให้มี 8 องค์ประกอบในระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาคือ

         1. การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ

         2. การพัฒนามาตรฐานการศึกษา

         3. การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

         4. การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

         5. การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา

         6. การประเมินคุณภาพการศึกษา

         7. การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี

         8. การผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา

          กระทรวงกำหนดให้หน่วยงานต้นสังกัดระดับจังหวัดดำเนินการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพสถานศึกษาอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกสามปี รวมถึงให้หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานต้นสังกัดระดับจังหวัดจัดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ในวิชาแกนหลักและคุณลักษณะที่สำคัญด้วยเครื่องมือมาตรฐาน

         ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยคณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 กำหนดให้มี “คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา” อยู่ภายใต้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา มีหน้าที่ 9 ประการ หน้าที่ที่สัมพันธ์กับการประกันคุณภาพการศึกษา คือ หน้าที่ติดตามผลการเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคล ตรวจสอบ ทบทวน ประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงานของครูและการบริหารหลักสูตร ใช้ผลเพื่อการพัฒนา และรายงานผลต่อผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชน

         มาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินภายนอก ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการรับมาตรฐานการศึกษาที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติมาใช้เป็นกรอบการวางแผนเพื่อรับการประเมินภายนอกที่จะประเมินโดยสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) มาตรฐานการศึกษามี 14 มาตรฐาน      ประกอบด้วย   7 มาตรฐานด้านผู้เรียน   3 มาตรฐานด้านกระบวนการ    และ 4 มาตรฐานด้านปัจจัย

ความก้าวหน้าของการประกันคุณภาพการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

         กรมวิชาการ

        กรมวิชาการดำเนินการศึกษาและพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาร่วมกับหน่วยงานและผู้รอบรู้ต่าง ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ได้ผลเป็นประกาศกระทรวงศึกษาธิการข้างต้น และเอกสารช่วยการดำเนินงาน 7 เล่มคือ

        1. ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา : กรอบและแนวดำเนินงาน

        2. แนวทางการจัดทำระบบสารสนเทศสถานศึกษา

        3. แนวทางการบริหารจัดการคุณภาพสถานศึกษา

        4. แนวทางการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา

        5. แนวทางการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพภายในของสถานศึกษา

        6. แนวทางการรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปีของสถานศึกษา

        7. แนวทางการตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาโดยเขตพื้นที่การศึกษา

        นอกจากนี้กรมวิชาการได้ดำเนินการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติปีการศึกษา 2544 แบ่งเป็นการประเมินระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งประเมินความถนัดทางการเรียน (SAT) เมื่อ 14 พฤศจิกายน 2544 และประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั่วไป (GAT) ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2545

         กรมสามัญศึกษา

        กรมสามัญศึกษาดำเนินงานประกันคุณภาพอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 ก่อนมี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กำหนดให้มีมาตรฐานและตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาประกอบด้วยมาตรฐานด้านผลผลิต 10 มาตรฐาน 50 ตัวชี้วัด มาตรฐานด้านกระบวนการ 7 มาตรฐาน 39 ตัวชี้วัด และมาตรฐานด้านปัจจัย 9 มาตรฐาน 41 ตัวชี้วัด รวม 26 มาตรฐาน 130 ตัวชี้วัด

         กรมสามัญศึกษาจัดระบบการพัฒนาบุคลากรทุกโรงเรียนผ่านทางกิจกรรมประชุมและอบรมโดยมีเอกสารชุดการประกันคุณภาพการศึกษา 4 เล่ม

         ปีการศึกษา 2543 ประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาในโรงเรียนที่เป็นตัวแทนทุกสหวิทยาเขต เขตละ 1 โรงเรียน รวม 493 โรงเรียน ซึ่งมีบางจังหวัดที่ขอประเมินทุกโรงเรียน การประเมินครั้งนี้ใช้เป้าหมาย 12 มาตรฐาน 59 ตัวชี้วัด

         ปีการศึกษา 2544 มุ่งประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาในโรงเรียนแกนนำของสหวิทยาเขตอีก 935 โรงเรียน

         สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.)

          การดำเนินงานของ สปช. ประกอบด้วยการพัฒนามาตรฐานโรงเรียน มีคณะบุคคลรับผิดชอบพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับจากกรมถึงโรงเรียน เร่งรัดปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อเป็นฐานสู่การประกันคุณภาพ วิจัยพัฒนารูปแบบการประเมินตนเอง วิจัยทดลองพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา พัฒนาครูในสาขาวิชาหลัก และในปีการศึกษา 2544 มีการประเมินคุณภาพโรงเรียนตามกรอบมาตรฐานของ สปช. โดยใช้บุคลากรภายนอก

         สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.)

        สช. ดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาควบคู่กับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาโรงเรียนเอกชนทุกระดับ ผลงานเด่นคือการพัฒนาเอกสารวิชาการในลักษณะคู่มือปฏิบัติงาน และเอกสารชุดประกันคุณภาพการศึกษา 7 เล่ม

         ตั้งแต่ปีการศึกษา 2541 จนถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนเอกชนที่ได้ประกันคุณภาพและขอรับการประเมินเพื่อการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา จนได้รับการรับรองมาตรฐาน 494 โรงเรียน เป็นโรงเรียนสามัญศึกษา โรงเรียนอาชีวศึกษา โรงเรียนสอนภาษาจีนและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม รวมถึงโรงเรียนหลักสูตรระยะสั้น

         ในปีการศึกษานี้ สมศ.จัดสรรเงิน 5,892,500 บาทสนับสนุนให้โรงเรียนเอกชน 408 โรงเรียน ซึ่งเป็นโรงเรียนทั้งสายสามัญศึกษาและอาชีวศึกษา ให้ดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม 2544 เพื่อรับการประเมินภายนอกตั้งแต่ปีการศึกษา 2545 เป็นต้นไป

         กรมอาชีวศึกษา

         กรมอาชีวศึกษาดำเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา 3 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ เน้นการพัฒนาความตระหนัก ความรู้ ทักษะ และแต่งตั้งคณะกรรมการ ขั้นดำเนินการ เน้นการวางแผนปฏิบัติงาน ดำเนินงานตามแผน ตรวจสอบประเมินผล และนำผลการประเมินมาปรับปรุงงาน ขั้นจัดทำรายงาน ทั้งรายงานประเมินตนเองและรายงานประจำปี

         จุดเด่นของกรมอาชีวศึกษาอยู่ที่การกำหนดมาตรฐานการอาชีวศึกษา 30 มาตรฐาน ประกอบด้วยมาตรฐานด้านผู้เรียน 12 มาตรฐาน 41 ตัวบ่งชี้ มาตรฐานด้านกระบวนการ 9 มาตรฐาน 48 ตัวบ่งชี้ และมาตรฐานด้านปัจจัย 9 มาตรฐาน 27 ตัวบ่งชี้ นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานวิชาชีพ 6 กลุ่ม คือ วิชาช่างอุตสาหกรรม วิชาพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว วิชาศิลปะ วิชาคหกรรม วิชาเกษตรและประมง และวิชาชีพระยะสั้น

         ผลงานที่สำคัญคือการปรับปรุงและพัฒนาเครื่องมือประเมินสถานศึกษา ซึ่งนำไปสู่การตรวจประเมินสถานศึกษา เพื่อนำผลการประเมินมาใช้เพื่อการพัฒนาต่อไป

         สถาบันราชภัฏ

         สำนักงานสภาสถาบันราชภัฏดำเนินการให้สถาบันราชภัฏทั้ง 41 สถาบันดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2539 จัดทำเป็นแผนปฏิบัติการ 5 ปี (พ.ศ. 2540 – 2544) ตั้งเป้าหมายไปที่คุณภาพของบัณฑิตและคุณภาพการบริหารจัดการ จัดให้มีระบบประกันคุณภาพภายในสถาบันระดับโปรแกรมวิชาทุกโปรแกรม จัดกลไกคณะผู้ทรงคุณวุฒิเป็นคณะกรรมการโดยมีศาสตราจารย์ ดร.พจน์ สะเพียรชัยเป็นประธาน เดิมใช้ปัจจัยองค์ประกอบ 13 ปัจจัย ต่อมาได้ปรับให้สอดคล้องกับกรอบของทบวงมหาวิทยาลัย มี 9 องค์ประกอบสำคัญ คือ

        1. ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์และแผนงาน

        2. การเรียนการสอน

        3. การพัฒนานักศึกษา

        4. การวิจัย

        5. การบริการวิชาการสู่ท้องถิ่นและสังคม

        6. การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

        7. การบริหารจัดการ

        8. การเงินและงบประมาณ

        9. ระบบและกลไกการประกันคุณภาพ

        ผลการดำเนินงานตามแผน 5 ปี สถาบันราชภัฏทุกแห่งมีคณะบุคคลรับผิดชอบ มีระบบคู่มือคุณภาพ แนวดำเนินการประกันคุณภาพ และวิธีการประเมินตนเอง มีผลงานรายงานผลการศึกษาตนเอง (Self Study Repot : SSR) และรายงานผลการประเมิน (Self Assessment Report : SAR)นำมาสู่การทบทวนและปรับปรุงการจัดการศึกษาได้ชัดเจน รวมถึงการจัดทำรายงานประจำปี สิ่งที่สนับสนุนความสำเร็จคือการจัดคณะผู้ตรวจเยี่ยมภายนอก (External Audit) ติดตามประเมินผล การให้ความช่วยเหลือในสิ่งที่จำเป็น และการมีระบบทดสอบกลางประเมินมาตรฐานคุณภาพของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่จะจบการศึกษา

         สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (รม.)

           สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลดำเนินงานประกันคุณภาพตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 มีจุดเด่นที่นำระบบมาตรฐานคุณภาพ ISO-9000 มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับกรอบการประกันคุณภาพการศึกษา ใช้กรอบปัจจัย 9 องค์ประกอบตรงกับมหาวิทยาลัยของรัฐ ดังที่กล่าวถึงในส่วนของสถาบันราชภัฏข้างต้น แต่สถาบันราชมงคลได้คิดตัวบ่งชี้ผลการปฏิบัติงาน (Key Performance Indicators : KPI) ที่ประกอบด้วยดัชนีและเกณฑ์อีกจำนวนหนึ่งที่เพิ่มความชัดเจนในผลที่ต้องการ

          ผลงานที่เด่นคือมีการนำระบบมาตรฐานพื้นฐาน 5ส และระบบบริหารคุณภาพตาม     มาตรฐาน ISO-9000 มาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ มีผลงานความสำเร็จของคณะวิชา  ต่าง ๆ และวิทยาเขตต่าง ๆ ผ่านการรับรองตามระบบมาตรฐาน ISO-9000 เพิ่มขึ้นตามลำดับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 คาดว่าจะประกันคุณภาพรับรองมาตรฐานในคณะวิชาและวิทยาเขตที่เหลือได้ทั้งหมดในปี พ.ศ. 2545

บทสรุป

         ในระยะแรกของการประกันคุณภาพการศึกษาอาจทำให้สถานศึกษามีข้อสงสัยและวิตกกังวลบ้าง ความเข้าใจผิดที่ควรได้รับการแก้ไขคือความเข้าใจว่างานประกันคุณภาพเป็นภาระงานใหม่ที่เพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงการศึกษาของเราตั้งแต่อดีตกาลก่อนหน้าที่จะมีการพูดถึงประกันคุณภาพ เราได้จัดการศึกษาทุกระดับทุกประเภทโดยคำนึงถึงผลที่จะให้ลูกศิษย์ของเราเป็นคนเก่งเป็นคนดีอยู่แล้ว แต่ข้อจำกัดบางประการทำให้คุณภาพยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเราก็มีความพยายามปรับปรุงแก้ไขมาตลอดเวลา ดังนั้นการประกันคุณภาพการศึกษาจึงควรถือว่าเป็นงานปกติ

         ความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งคือความเข้าใจว่าความสำเร็จของการประกันคุณภาพการศึกษาอยู่ที่การมีเอกสารมากมายแสดงหลักฐานเพื่อรองรับการตรวจสอบและประเมิน แต่ในความเป็นจริงแล้วตัวชี้ความสำเร็จจะอยู่ที่การบริหารจัดการ กระบวนการจัดการเรียนการสอน และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ดังนั้นแทนที่จะเสียเวลาไปกับการตกแต่งเอกสารข้อมูล เราน่าจะใช้หลักฐานและข้อมูลปกติที่เกิดจากการทำงานของผู้บริหารและครูอาจารย์ เช่น แผนปฏิบัติการ แผนการจัดการเรียนการสอน ระบบสื่อ ข้อมูลการติดตามงาน และข้อมูลผลของการทำงานที่มีอยู่แล้ว

         หัวใจสำคัญของความสำเร็จของการประกันคุณภาพ คือการมีวัฒนธรรมคุณภาพในสถานศึกษาและความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาและครูอาจารย์

         วัฒนธรรมคุณภาพ คือการที่ทุกคนในสถานศึกษามีจิตสำนึกและความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะให้ผู้เรียนมีผลการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ได้มาตรฐานทุกคน ผู้บริหารสถานศึกษาและครูอาจารย์จะรับผิดชอบคิดค้นแสวงหาวิธีการต่าง ๆ นำมาปฏิบัติอย่างดีที่สุดที่จะให้นำไปสู่ผลที่ผู้เรียน

         ความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารและครูอาจารย์อยู่ที่ความเชื่อว่าผู้เรียนทุกคนเรียนรู้ได้ มีความมุ่งมั่นพยายามคิดค้นวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยไม่ต้องรอคำสั่งหรือรอคำแนะนำจากส่วนกลาง เมื่อพบปัญหาอุปสรรคจะไม่ปล่อยวางปัญหา แต่จะคิดค้น ศึกษา วิจัย ค้นคว้าและกล้าลองแก้ปัญหาด้วยตนเองในวิธีการใหม่ ๆ เมื่อทดลองทำไปและประเมินปรับปรุงแก้ไขไปสักระยะหนึ่งก็จะแก้ปัญหาได้สำเร็จ

         การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าหัวใจของความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา อยู่ที่ผู้บริหาร ครูและอาจารย์ในแต่ละสถานศึกษานั่นเอง

 

                                                                                                                                                       28  มกราคม  2545     

 

Copyright @ Ministry of Education, THAILAND
ที่มาของข้อมูล : ดร.สงบ  ลักษณะ
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ : น.ส.นิภา แย้มวจี (28 ม.ค. 2545)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล    กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th