
|
จุดอ่อนบางประการของการประเมินสถานศึกษาโดยผู้ประเมินนอกสถานศึกษา 1. ขาดเกณฑ์การชี้วัดที่ไว (Sensitive) ต่อการจำแนก (Discriminate) ความแตกต่างระหว่างสถานศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง กับ สถานศึกษาที่ด้อยคุณภาพ 2. การวางแผนการประเมินกำหนดสิ่งที่จะประเมินเป็นชิ้นส่วนย่อย (Piecemeal)จำนวนมาก ขาดการมองภาพแบบองค์รวม (Holistic) ของระบบคุณภาพ 3. การใช้กรอบการประเมินรูปแบบเดียวตายตัวล่วงหน้า (Rigid) ทำให้ละเลยสภาพจริงอันหลากหลายของการดำเนินงานไปสู่คุณภาพได้เช่นกัน 4. ความไม่ชำนาญในการสืบค้นตรวจสอบร่องรอยหลักฐานอันแท้จริงของผลการดำเนินงานของสถานศึกษา ทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่แม่นตรง ลดความตรง (Validity) และความเที่ยง (Reliability) ของข้อมูล เปิดโอกาสให้สถานศึกษาเสนอข้อมูลที่ปรุงแต่งผิวเผินระยะสั้น 5. ระยะเวลาการตรวจสอบที่สั้นทำให้ขาดข้อมูลที่ควรค้นหาเพิ่มเติมเชิงยืนยันสภาพจริง (Verification) ที่ปกตินักประเมินจะหาข้อมูลจากแหล่งอื่นมายืนยันความเป็นจริง 6. วัฒนธรรมแบบดั้งเดิมอาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล เช่น การทึกทักจากความประทับใจทางบวกหรือทางลบ (Halo Effect) จากอิทธิพลความสัมพันธ์ หรือจากความเกรงใจ หลักการประเมินที่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง 1. หลักความตรงของสิ่งที่จะประเมิน (Validity) 2. หลักความเที่ยงของการเก็บข้อมูล (Reliability) 3. หลักประสิทธิภาพของการกำหนดสิ่งที่จะประเมิน (Efficiency) ซึ่งอาจใช้วิธีการทางสถิติ เช่น Discriminant Analysis หรือการระดมความคิดของผู้เชี่ยวชาญในระบบคุณภาพสถานศึกษา เพื่อเลือกสรรสิ่งที่จะประเมิน ซึ่งอาจเรียกว่าตัวแปร ให้มีจำนวนน้อยที่สุด แต่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการชี้ขาดความมีคุณภาพหรือไม่มีคุณภาพของสถานศึกษา 4. หลักการเปิดโอกาสยอมรับสภาพความเป็นจริง (Practicality) ในความเป็นไปของสถานศึกษาที่แม้จะมีจุดหมายเดียวกันคือ คุณภาพของผลการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐานในตัวผู้เรียนทุกคน แต่สถานศึกษาสามารถใช้รูปแบบของการบริหารจัดการ และกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละสถานศึกษาที่จะนำไปสู่ผลที่ผู้เรียนได้เช่นกัน 5. หลักความยืดหยุ่น (Flexibility) ที่ผู้ประเมินอาจยึดกรอบการประเมินที่เน้นเฉพาะองค์ประกอบหลัก เช่น องค์ประกอบระบบคุณภาพ องค์ประกอบการบริหารจัดการคุณภาพ องค์ประกอบกระบวนการจัดการเรียนการสอน และองค์ประกอบระบบสนับสนุนการเรียนการสอน แต่มีความยืดหยุ่นในการพิจารณาตัวแปรย่อย ๆ ในแต่ละองค์ประกอบ เพื่อให้เปิดรับข้อมูลจริงในการดำเนินงานของสถานศึกษาได้อย่างกว้างขวางขึ้น กระบวนการออกแบบการประเมิน 1. จัดประชุมเพื่อพัฒนารูปแบบของการประเมินโดยนำผู้เชี่ยวชาญ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกได้แก่กลุ่มนักพัฒนาหลักสูตรที่ชำนาญด้านมาตรฐานผลการเรียนรู้ ชำนาญด้านกระบวนการเรียนการสอน ชำนาญด้านการบริหารจัดการหลักสูตร กลุ่มที่สองควรเป็นผู้เชี่ยวชาญการใช้หลักสูตรในสถานศึกษา ที่ชำนาญการนำหลักสูตรไปแปลเป็นภาคปฏิบัติจริงในสถานศึกษา ชำนาญด้านการวางแผนการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ชำนาญด้านการบริหารครูและการบริหารวิชาการ ชำนาญด้านการจัดหาปัจจัยสนับสนุนจากแหล่งต่าง ๆ กลุ่มที่สามควรเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและการประเมิน 2. วิเคราะห์ระบบคุณภาพในสถานศึกษา เริ่มต้นที่กำหนดผลการเรียนรู้ที่พึงปรารถนาที่ผู้เรียน และวิเคราะห์องค์ประกอบด้านกระบวนการ และปัจจัย ที่หลากหลายที่น่าจะมีอิทธิพลต่อการทำให้เกิดคุณภาพที่ผลการเรียนรู้ 3. ในแต่ละองค์ประกอบย่อย ๆ ที่เป็นปัจจัยและกระบวนการ ช่วยกันระบุสภาพที่พึงปรารถนาเพื่อเป็นการให้นิยามความหมายของแต่ละองค์ประกอบให้เข้าใจตรงกัน ซึ่งในขั้นนี้อาจได้องค์ประกอบย่อย ๆ จำนวนมาก 4. ระดมสมองเลือกสรรองค์ประกอบย่อย ๆ ว่าควรนำองค์ประกอบใดมาบรรจุในกรอบการประเมิน เกณฑ์การเลือกสรร คือ องค์ประกอบใดที่พบได้ทั้งในสถานศึกษาที่มีคุณภาพและในสถานศึกษาที่ด้อยคุณภาพให้ถึอว่าเป็นองค์ประกอบที่ไม่มีอำนาจจำแนกควรตัดออก องค์ประกอบใดที่มักพบเฉพาะในสถานศึกษาที่คุณภาพผลการเรียนรู้สูง ก็ให้นำองค์ประกอบนั้นมาใช้ในการประเมิน 5. นำองค์ประกอบที่ผ่านการคัดสรรมาออกแบบการประเมินโดยระบุ (1) ชื่อองค์ประกอบที่จะประเมิน (2) สภาพที่พึงปรารถนา (3) ตัวบ่งชี้หรือตัวชี้วัดต่าง ๆ หลายตัวภายใต้สภาพที่พึงปรารถนา 1 ด้าน ที่จะทำให้ได้ข้อมูลว่าสถานศึกษามีการดำเนินงานได้ผลหรือไม่ได้ผลตามสภาพที่พึงปรารถนา (4) แหล่งข้อมูลหรือหลักฐานของตัวบ่งชี้แต่ละตัวที่นักประเมินจะตรวจสอบ ขอดูจากสถานศึกษา หลักฐานนี้อาจเป็นเอกสารที่มีการจัดทำในระยะยาว เอกสารที่มีการบันทึกเป็นปัจจุบันอยู่เนือง ๆ หลักฐานอาจเป็นข้อมูลจากการสังเกต หลักฐานอาจเป็นข้อมูลจากการสอบถามสนทนาอย่างไม่เป็นทางการในกลุ่มเป็าหมายที่ไม่เจาะจง เช่น นักเรียน ครู นักการ แม่ค้า ชาวบ้าน ผู้ปกครอง เป็นต้น (5) วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลและเกณฑ์ของการตัดสินระดับคุณภาพของผลการประเมินในแต่ละตัวบ่งชี้ และในแต่ละองค์ประกอบของการประเมิน 6. จัดทำคู่มือการประเมิน และแบบบันทึกผล 7. จัดอบรมผู้ที่จะไปทำหน้าที่การประเมินสถานศึกษา องค์ประกอบสำคัญบางประการของคุณภาพ 1. การบริหารจัดการคุณภาพ สถานศึกษามีระบบคุณภาพและการดำเนินงานให้บังเกิดผลตามระบบคุณภาพตามแนว PDCA การวางแผน (P: Planning) ตัวบ่งชี้คือ คู่มือคุณภาพที่เน้นผลที่ผู้เรียน ระบุกระบวนการและปัจจัยที่นำไปสู่ผลที่ผู้เรียน การกำหนดบทบาทความรับผิดชอบของผู้บริหาร ครู และบุคลากร การกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จตามกรอบเวลา การใช้ทรัพยากร เป็นต้น การปฏิบัติ (D: Doing) ตัวบ่งชี้คือแผนปฏิบัติของผู้เกี่ยวข้อง ความเข้าใจของผู้เกี่ยวข้อง หลักฐานการปฏิบัติจริงของผู้เกี่ยวข้อง ผลของการปฏิบัติในกรอบเวลาต่าง ๆ ของผู้เกี่ยวข้อง เป็นต้น การติดตามตรวจสอบ (C: Checking) ตัวบ่งชี้คือหลักฐานการติดตามของผู้บริหารทุกระดับ หลักฐานผลการติดตามที่แสดงถึงความรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายในผลความสำเร็จในต่อละช่วงเวลา ปัญหาอุปสรรค ความจำเป็นความต้องการการปรับปรุงแก้ไข เป็นต้น การปรับปรุง (A: Acting and Adjusting) ตัวบ่งชี้คือหลักฐานการคิดค้น นิเทศ พัฒนา วิจัย อบรม เพื่อให้ได้วิธีการปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่องตรงกับสิ่งที่เป็นปัญหาอุปสรรค และมีหลักฐานความก้าวหน้าของการลดปัญหา หลักฐานการเพิ่มความสำเร็จ เป็นต้น 2. การจัดการเรียนการสอน ครูและบุคลากรมีการวางแผนและการดำเนินงานจัดการเรียนการสอนตามระบบคุณภาพโดย ใช้แนว PDCA จุดเน้นคือ Planning ครูกำหนดมาตรฐานผลการเรียนรู้ครบถ้วน ถูกต้อง ชัดเจน ครูออกแบบการเรียนการสอนโดยจัดให้มีการประเมินพื้นฐานความสามารถของผู้เรียนก่อนสอน วางแผนกระบวนการเรียนรู้โดยใช้สื่อและกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติที่สนองความแตกต่างของผู้เรียน วางแผนการใช้สื่อและแหล่งความรู้ต่าง ๆ วางแผนการติดตามผลการเรียนทุกชั่วโมง วางแผนการวัดและประเมินผล Doing ครูมีหลักฐานการปฏิบัติตามแผนการจัดการเรียนการสอนที่กล่าวไว้ในขั้น Planning อย่างครบถ้วน Checking ครูมีบันทึกผลการสอนของแต่ละแผนการสอน ครูมีบันทึกผลการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคลแสดงสิ่งที่เรียนรู้ได้มาตรฐาน แสดงสิ่งที่ด้อยกว่ามาตรฐาน Acting and Adjusting ครูมีหลักฐานการช่วยเหลือปรับปรุงการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล มีหลักฐานการคิดค้น วิจัยในชั้นเรียน สร้างสื่อ จัดกิจกรรม เพื่อช่วยเหลือผู้เรียนที่อ่อนด้อย และส่งเสริมผู้เรียนที่เรียนดี มีหลักฐานของการประเมินผลการเรียนที่แสดงความก้าวหน้าความสำเร็จในการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีการประเมินผลการเรียนขั้นสุดท้ายปลายภาคเรียนมีหลักฐานว่าผู้เรียนทุกคนมีผลการเรียนรู้เป็นที่น่าพอใจผ่านเกฌฑ์มาตรฐานทุกคน 3.ระบบสนับสนุนคุณภาพการศึกษา สถานศึกษาจัดระบบช่วยการเรียนการสอน เช่น ความมีประสิทธิภาพของระบบสื่อช่วยการเรียนการสอน ห้องสมุด การบริการครูและนักเรียนในด้านต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มแรงจูงใจของครูและนักเรียน การมีโครงการและกิจกรรมพัฒนาครู พัฒนานักเรียน การมีทำเนียบแหล่งวิชาและผู้ทรงความรู้ในชุมชน ความร่วมมือและการช่วยเหลือจากชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาคราชการและเอกชน การมีระบบการให้รางวัลยกย่องเชิดชูครูและนักเรียนที่มีผลงานดี การระดมทรัพยากรและการใช้ทรัพยากรเพื่อการเรียนการสอน เป็นต้น บทสรุป องค์ประกอบที่สำคัญของสถานศึกษาที่มีคุณภาพ คือ วัฒนธรรมในการทำงานและความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารและครู วัฒนธรรมในการทำงาน คือวัฒนธรรมคุณภาพ ที่ผู้บริหารและครูทุกคนมีจิตสำนึกและเจตจำนงแน่วแน่มุ่งมั่นในผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่จะต้องสมบูรณ์และครบถ้วน การคิดตัดสินใจใด ๆ จะมุ่งให้บังเกิดผลที่ผู้เรียนเสมอ ทุกคนตระหนักในหน้าที่รับผิดชอบเต็มใจที่จะคิดค้นแสวงหาวิธีการใดๆ ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ทุกคน ความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารและครู อยู่ที่ความเชื่อว่าผู้เรียนทุกคนเรียนรู้ได้ ผู้บริหารและครูมุ่งมั่นตรงกันที่จะพยายามคิดค้นวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยไม่ต้องรอให้มีผู้แนะนำหรือไม่ต้องรอคำสั่ง ไม่ต้องรอสูตรสำเร็จจากส่วนกลาง เมื่อพบปัญหาอุปสรรคจะไม่ปล่อยวางปัญหา แต่จะกล้าลองคิดค้น แสวงหาความรู้ เรียนรู้อยู่เสมอ ทำวิจัยพัฒนาเพื่อจะแก้ปัญหาให้ได้ แม้การคิดค้นจะไม่สมบูรณ์ ก็จะลองทำไป ประเมินและปรับปรุงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะแก้ปัญหาได้สำเร็จ ผู้บริหารและครูจะวิตกทุกข์ร้อนเมื่อพบว่านักเรียนมีปัญหาบกพร่องในการเรียนรู้ และจะปลื้มปิติภูมิใจมีความสุขเมื่อสามารถช่วยแก้ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้สำเร็จ การประเมินคุณภาพสถานศึกษาน่าจะเป็นแนวทางหนึ่งของการส่งเสริมวัฒนธรรมที่ดีในการทำงาน และส่งเสริมความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารและครู
|
|
Copyright
@ Ministry of Education, THAILAND |
||