
|
เป็นที่น่ายินดีที่ปัจจุบันผู้คนในสังคมให้ความสนใจห่วงใยเรื่องการจัดการศึกษาของชาติมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความกังวลในมาตรฐานความรู้ความสามารถของคนไทยที่ดูจะตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น จากการประเมินของสถาบันพัฒนาการจัดการ IMD (Institute for Management Development) ไทยเราแพ้แม้กระทั่งเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเชีย และฟิลิปปินส์ ยิ่งมาดูตัวชี้วัดศักยภาพของประเทศในด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัจจุบันเรามีนักวิจัยในสาขานี้ประมาณ 2 หมื่นคน ในขณะที่ประเทศเกาหลีมีประมาณ 4 แสนคน และญี่ปุ่นมีประมาณ 9 แสนคน มีผู้สังเกตสภาพการตกอับของคุณภาพและศักยภาพของคนไทยมานาน จนถือเป็นทางตันที่ยังหาทางออกได้ยาก เพราะมันโยงไปเกี่ยวกับปัจจัยอีกหลายเรื่อง เช่น มาตรฐานหลักสูตรทั้งการศึกษาระดับพื้นฐานและอุดมศึกษา จำนวนครูอาจารย์ที่มีความสามารถที่เรียนจบสาขานี้โดยตรง และการทุ่มลงทุนของรัฐในการจัดทรัพยากรเพื่อการนี้ ผลก็คือนักเรียนอ่อนด้อยด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์มาตั้งแต่ประถมศึกษา เป็นตัวป้อนให้อ่อนในระดับมัธยมศึกษา จนเหลือจำนวนไม่มากนักที่พอจะมีความสามารถศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในมหาวิทยาลัย จนจบการศึกษาออกมาเป็นกำลังของชาติ มีผู้พยายามอ้างถึงการแข่งขันโอลิมปิควิชาการที่เด็กไทยเก่งได้รางวัลมากมาย แต่ผู้รู้จะสั่นศีรษะเพราะรู้กันดีว่าเป็นเด็กจำนวนน้อยที่เลือกสรรและฝึกเป็นพิเศษ ไม่เป็นตัวแทนของเด็กทั้งมวล ไม่เป็นความสามารถจริงของผู้เรียนทั่วไป และมีคนบอกว่าการได้เหรียญทองแดงนั้นมักจะให้กับเด็กเกือบทุกคนที่ร่วมแข่งขันเพื่อเป็นกำลังใจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพูดในรายการรวมพลังเพื่อปฏิรูปการศึกษาเมื่อวันครูที่ผ่านมาว่าเป้าหมายความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาคือคุณภาพของผู้เรียนที่มีความเสมอภาคในคุณภาพเสมอกันทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่ไหนก็เก่งและดีได้ ไม่จำเป็นต้องมาแย่งกันเข้าโรงเรียนดัง ๆ ในเมืองหรือในกรุงเทพฯ ท่านระบุต่อไปว่าความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษานี้ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 3 ประการคือ หลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ และครูผู้สอน สิ่งที่จะช่วยผ่าทางตันของจุดอับในคุณภาพของเด็กไทยที่ขณะนี้แพ้เขาเกือบทั่วโลก น่าจะเพิ่มปัจจัยการวางแผนส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของเด็กที่มีแววอัจฉริยะ ซึ่งผมได้ความคิดจาก ดร.ธงชัย ชิวปรีชา ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์(องค์การมหาชน) ที่เป็นโรงเรียนเดียวที่รับหน้าที่จัดการเรียนการสอนแก่ผู้มีความสามารถสูงในด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งรับได้ปีละ 240 คน จากผู้จบประถมศึกษาปีที่ 6 ปีละประมาณ 1 ล้านคน ดร.ธงชัย เล่าถึงผลการวิจัยว่าเด็กไทยมีความสามารถไม่เป็นรองประเทศต่าง ๆ แต่อย่างใด เด็กที่มี IQ เกิน 120 ซึ่งแปลว่าฉลาดสามารถเรียนได้ถึงปริญญาเอก ของไทยเรามีประมาณ 3 % ของแต่ละกลุ่มอายุ นั่นคือน่าจะมีเด็กที่จบ ป. 6 ปีละประมาณ 3 หมื่นคนที่เป็นเด็กเก่งพิเศษถ้าได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสม ในอดีตประเทศไทยเคยส่งเสริมเด็กที่มีแววเก่งด้วยการแยกห้องเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นห้องคิงส์เพื่อจัดการเรียนการสอนที่เข้มข้น และเรามีนโยบายจัดโรงเรียนมัธยมศึกษาประจำจังหวัด จังหวัดละ 2 โรงเรียน (ชายและหญิง) รวมถึงโรงเรียนมัธยมศึกษาในกรุงเทพฯอีกจำนวนหนึ่งรองรับเด็กที่คัดเลือกแล้วว่าเก่ง ผลิตผู้มีความสามารถสูงป้อนเข้าสู่อุดมศึกษาต่อไป สิ่งที่น่าเสียดายคือปัจจุบันภาพนี้กลับหายไป กลายเป็นจัดการเรียนการสอนแบบคละ ไม่มีการเลือกสรรผู้มีความสามารถสูง ทำให้ครูต้องสอนแบบเฉลี่ย คือ ทำให้เด็กเก่งลดความสามารถลงมาเท่ากับเด็กปานกลาง โรงเรียนประจำจังหวัดและโรงเรียนเก่งในกรุงเทพฯประมาณ 20 โรงเรียน จะต้องรับเด็กในพื้นที่แบบไม่มีเงื่อนไข จึงเกิดเรื่องตลกที่หัวเราะไม่ออกที่โรงเรียนมัธยมจำเป็นต้องรับเด็กจบ ป. 6 ที่เขียนกรอกใบสมัครไม่ได้ เพราะมีนโยบายให้รับเด็กทุกคนในพื้นที่ใกล้โรงเรียน หลายประเทศ เช่น จีน เกาหลี เวียตนาม ลงทุนจัดโรงเรียนหรือห้องเรียนที่เลือกรับเด็กที่มีแววอัจฉริยะในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ประถมศึกษา และเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจนผ่านมัธยมศึกษาจนเข้ามหาวิทยาลัย จบออกมาเป็นกำลังของประเทศชาติ จึงไม่น่าสงสัยที่เราจะพบคนของเขาจำนวนมากที่เก่งพิเศษด้าน ภาษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม กีฬา เป็นที่ยอมรับกันว่าทุกโรงเรียนต้องจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ รับประกันว่าผู้เรียนทุกคนจะต้องมีความเก่งกล้าสามารถและเป็นคนดีตามมาตรฐานของชาติอย่างเสมอภาคกัน แต่ก็ไม่เป็นการผิด ถ้าเราจะจัดห้องเรียนหรือโรงเรียนรองรับผู้มีความสามารถสูงในด้านต่าง ๆ ไว้เป็นพิเศษ มีระบบหลักสูตรการเรียนการสอนสร้างความเป็นเลิศตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานโยงต่อถึงระดับอุดมศึกษามีทุนการศึกษาให้โดยตลอดจนจบการศึกษาระดับสูงมีงานรองรับให้สามารถทำงานเป็นกำลังของชาติ ในขณะที่ประชาชนเรียกร้องสิทธิในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนใด ๆ ได้ทุกโรงเรียน แต่ผมว่าประเทศชาติก็มีสิทธิจะเรียกร้องความยุติธรรมในการสรรหาคนเก่งมารับการศึกษาแบบพิเศษโดยเฉพาะได้เช่นกัน เพราะนี่คือความรับผิดชอบในการสร้างสมรรถนะของชาติให้สู้ประเทศอื่นได้ และผลสุดท้าย คนไทยทั้งประเทศนั่นแหละครับที่จะได้รับคุณประโยชน์
|
|
Copyright
@ Ministry of Education, THAILAND |
||