ฉับพลันที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศให้ดำเนินงานในแผนงาน       ทศวรรษแห่งคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษา อย่างจริงจังและเป็นเอกภาพในกระทรวงศึกษาธิการ กระแสสังคมตอบรับทันทีใน 2 ลักษณะ คือ ชื่นชมยินดีและไม่มั่นใจ

         ในกระแสความชื่นชมยินดีนั้น เป็นเพราะแผนงานนี้สอดคล้องกับจุดหมายและหลักการของการปฏิรูปการศึกษาอย่างยิ่งที่เด็กและเยาวชนทุกคนควรได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นคนเก่งเป็นคนดีเสมอกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติไม่ว่าเด็กและเยาวชนเหล่านั้นจะอยู่ห่างไกล จะยากจน หรือจะพิการอย่างไร ประชาชนเรียกร้องสิ่งนี้มานานและเริ่มมีความหวังในคราวนี้เอง

         ขณะเดียวกันกระแสความไม่มั่นใจยังคงมีอยู่ เพราะกระทรวงศึกษาธิการเคยมีนโยบายคล้าย ๆ กันนี้มาหลายครั้งแล้ว ผลก็ยังเป็นอย่างที่เห็น คือประชาชนพบความเหลื่อมล้ำในมาตรฐานคุณภาพของสถานศึกษา โรงเรียนส่วนใหญ่โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดกลางโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนห่างไกลในชนบทไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร ยังขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง ตั้งแต่ขาดครูที่เรียนจบมาในสาขาวิชาที่สำคัญ ขาดปัจจัยทรัพยากรที่สนับสนุน ทำให้ผู้บริหารและครูต้องกัดฟันทำงานไปตามยถากรรม เวลาที่จะทุ่มเทไปกับการคิดกระบวนการเรียนการสอนก็ถูกเบียดบังไปด้วยคำสั่งของหน่วยเหนือที่ให้ทำเอกสารกันหามรุ่งหามค่ำในระบบประกันคุณภาพการศึกษา ต้องรับโครงการพิเศษหลายโครงการมาดำเนินงาน ไม่นับงานธุรการ การเงิน พัสดุ ห้องสมุด พยาบาล ที่ต้องแบ่งครูมาทำงาน ทั้งที่ขาดครูอยู่แล้ว

         สถานศึกษาขนาดใหญ่ที่ได้เปรียบก็ยังได้เปรียบเชิงกลอยู่ต่อไป มีครูเกินอัตรา มีปัจจัยความพร้อมสื่อ เทคโนโลยีทุกด้าน ได้เงิน 2 ต่อ คือได้งบประมาณแผ่นดินที่สูงกว่าโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก และได้เงินสนับสนุนจากผู้ปกครองที่ต้องเอาใจโรงเรียนเพราะต้องการให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนมาตรฐานสูง

         แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังเห็นช่องทางที่นโยบายทศวรรษแห่งคุณภาพและความเสมอภาคทางการศึกษาจะไม่เป็นเพียงความฝัน แต่มีโอกาสพบความสำเร็จได้มากด้วยเหตุผล 3 ประการ

         ประการแรก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้มีมาตรการประเมินคุณภาพของนักเรียนทุกคนในวิชาสำคัญ เป็นการรื้อฟื้นการมีข้อสอบรวมในอดีตที่คนจะจบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 8 (ชั้น ม.6 ในปัจจุบัน) จะต้องเข้าสอบด้วยข้อสอบเดียวกัน เป็นแต่ว่าในครั้งนี้จะมีการสอบเพื่อตรวจสอบระดับคุณภาพ เป็นการสอบเพื่อการพัฒนา และเป็นการสอบในชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6

         จุดเด่นของการสอบด้วยแบบวัดผลมาตรฐาน มีทั้งข้อสอบเลือกตอบและเขียนตอบ จะช่วยเป็นเทอร์โมมิเตอร์วัดอาการของผลลัพธ์ทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปกติคนเราจะรีบพัฒนาตนเองในสิ่งที่จะถูกทดสอบ ถ้ารู้ว่าเขาจะมาตรวจวัดอะไร สถานศึกษาก็ต้องเร่งพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนผ่านทางคุณภาพของกระบวนการเรียนการสอน เพื่อให้ลูกศิษย์ของเราสู้กับเขาได้ นับว่าการประเมินจะเป็นตัวเร่งคุณภาพได้อย่างหนึ่ง ยิ่งถ้าเน้นการนำผลการประเมินมาใช้เพื่อการพัฒนา เมื่อค้นพบความอ่อนด้อยในด้านใดของสถานศึกษา ก็ชอบที่จะเป็นที่มาของการอัดฉีดทรัพยากรเพิ่มความช่วยเหลือโดยหน่วยเหนือ ทำให้ค่อย ๆ ยกระดับมาตรฐานคุณภาพของสถานศึกษาให้ดีขึ้นจนไปสู่ความเสมอภาคหรือทัดเทียมกันในคุณภาพได้ในที่สุด

         ประการที่สอง นโยบายนี้น่าจะพบความสำเร็จได้ดีเพราะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีความจำดี คอยติดตามผลการวางแผนดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลผลการปฏิบัติโดยหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายงานไป จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อการปรับปรุงการดำเนินงานอยู่เสมอ เรียกว่าทำไป ประเมินไป ปรับปรุงแก้ไขไป นั่นเอง โอกาสที่จะหลงทางหรือทำงานแบบครึ่งใจไม่ตั้งใจ จึงไม่น่าจะเกิดขึ้น

         ข้อสำคัญผมสังเกตพบมิติใหม่ของการทำงาน เช่นเดิมเราจะวางแผนโดยระบุว่าจะนำงบประมาณไปทำอะไร แต่ระบบใหม่จะต้องคิดวางแผนว่าจะนำงบประมาณไปใช้ให้บังเกิดผลอะไร นอกจากนี้ยังพบมิติใหม่ของการกำกับงาน ในอดีตเราจะสั่งการเสียทุกอย่างว่าต้องใช้อะไร ทำอะไร ทำอย่างไร ในการดำเนินงาน ในปัจจุบันเราจะเน้นเพียงผลลัพธ์ของงานที่เข้มงวดในมาตรฐานคุณภาพที่ต้องดีครบถ้วน แต่เปิดกว้างในปัจจัยและกระบวนการดำเนินงาน เช่น ในการจัดการเรียนการสอนจะให้อิสระเสรีแก่ครูว่าท่านจะใช้กระบวนการเรียนรู้อย่างไรก็ได้ ขอให้ได้ผลดีที่ผู้เรียนก็แล้วกัน ทำให้ผู้บริหารและครูหายใจคล่องขึ้น มีโอกาสคิดค้นหาวิธีการที่แหลมคมนานาประการที่เหมาะกับผู้เรียนและสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นได้มากขึ้น

         ประการที่สาม นโยบายนี้น่าจะพบความสำเร็จสูงเพราะได้เห็นการเอาจริงของผู้บริหารกรมต่าง ๆ ในการจัดทำโครงการขานรับนโยบายนี้ เช่น กรมสามัญ   ศึกษาได้กำหนดโครงการ 9 โครงการสนองยุทธศาสตร์สำคัญ เช่นยุทธศาสตร์ยกระดับมาตรฐานวิชาการสู่สากล ยุทธศาสตร์ส่งเสริมให้สถานศึกษาสามารถให้   บริการการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกัน ยุทธศาสตร์การพัฒนาครู ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา และยุทธศาสตร์สร้างความเสมอภาคในโอกาสเข้าถึงการบริการการศึกษาของทุกกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น

         ในขณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูอาจจะกังวลบ้างในภาระที่หนักเพิ่มขึ้น เช่น การคิดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การปฏิบัติตามกรอบ   มาตรฐานวิชาชีพ การถูกตรวจสอบประเมินตามแนวการประกันคุณภาพการศึกษา

         แต่ผมเชื่อว่าผู้บริหารและครูที่ตั้งใจทำงานอย่างมืออาชีพเพื่อให้บังเกิดผลคุณภาพอย่างสมบูรณ์ที่ผู้เรียนอยู่แล้ว จะอยู่รอดปลอดภัยเสมอไม่ว่าระบบจะเป็น   อย่างไร เข้าทำนองทองแท้ย่อมไม่กลัวไฟนั่นแหละครับ     

 

 

Copyright @ Ministry of Education, THAILAND
ที่มาของข้อมูล : ดร.สงบ  ลักษณะ
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ : น.ส.นิภา แย้มวจี (25 ม.ค. 2545)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล    กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร  281-8218   
ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th