
อธิปัตย์
คลี่สุนทร*
ประชา รัตวร**
1. ความนำ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยนั้นมีประวัติความเป็นมายาวนาน
โดยหลังจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 มีผลใช้บังคับ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นับได้ว่าได้รับการยอมรับ
รวมทั้งมีความชัดเจนในเรื่องการดำเนินการด้านต่างๆ
มากขึ้น
ซึ่งใคร่ขอยกรัฐธรรมนูญเป็นตัวอย่างเพียง
2 มาตรา ดังนี้
| มาตรา 78 รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น |
| มาตรา 289 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีหน้าที่บำรุงรักษาศิลปะจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น |
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมมีสิทธิที่จะจัดการศึกษาอบรมและการฝึกอาชีพตามความเหมาะสมและความต้องการภายในท้องถิ่นนั้น
และเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐ
แต่ต้องไม่ขัดต่อมาตรา 43
และมาตรา 81 ทั้งนี้
ตามกฎหมายบัญญัติ
การจัดการศึกษาอบรมภายในท้องถิ่นตามวรรคสอง
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ต้องคำนึงถึงการบำรุงรักษาศิลปะ
จารีตประเพณี
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นด้วย
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ระบุหน้าที่
โครงสร้าง อำนาจของท้องถิ่น
และเรื่องอื่นๆ อาทิ มาตรา 282-290
นั้น
โดยสรุปเป็นไปเพื่อให้ท้องถิ่นได้รับการกระจายอำนาจจากรัฐอย่างจริงจัง
และสามารถสร้างความเข้มแข็งของตัวเองและดูแลตัวเองในด้านต่างๆ
ได้ตามสมควร
ปีงบประมาณ
พ.ศ. 2544
กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงอื่นๆ
อาทิ กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ
ได้ขอตั้งงบประมาณเพื่อเตรียมถ่ายโอนไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เพื่อให้ท้องถิ่นดำเนินการ
ซึ่งขอกล่าวเฉพาะงาน/โครงการและงบประมาณในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ
ที่จะโอนให้ท้องถิ่นดำเนินการ
บทความนี้มีเจตนาให้สาระโดยสังเขปในเรื่องความสำคัญและความจำเป็นในการกระจายอำนาจ
งานและงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่จะถ่ายโอน
ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542
กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ลักษณะ
ขั้นตอนและระยะเวลาถ่ายโอน
และข้อคิดเพื่อพิจารณา
2.
งานและงบประมาณที่จะถ่ายโอนไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
งานของกระทรวงศึกษาธิการนับตั้งแต่เดิมมาก็มีส่วนเกี่ยวกับท้องถิ่นโดยตลอด
เริ่มจากสถานศึกษา ศาสนสถาน
และด้านศิลปวัฒนธรรมนั้นมีรากฐานความเป็นมาจากท้องถิ่นในระดับชุมชน
หมู่บ้าน ตำบล ฯลฯ อยู่แล้ว
ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการ
จึงมีนโยบายสนับสนุนการกระจายอำนาจอย่างครบถ้วนเท่าที่จะดำเนินการได้ตลอดมา
โดยเฉพาะเมื่อมีนโยบายแน่ชัดในเรื่องการโอนงบประมาณ
และการจัดการแบบค่อนข้างเบ็ดเสร็จไปยังอค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ดีและเหมาะสมมาก
เพราะการดำเนินการบางเรื่องที่ผ่านมามักมีการกระจายงานไปยังท้องถิ่น
แต่มักให้ท้องถิ่นรับภาระเรื่องจัดหางบประมาณ
ทรัพยากรเอง ดังนั้น
ในปีงบประมาณ 2544 นี้
งานและงบประมาณของกรม 6 กรม
(ยอดรวม 9,179 ล้านบาท)
ที่จะเริ่มถ่ายโอนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มีดังนี้
ส่วนราชการ/งาน/กิจกรรม |
ปีงบประมาณ 2544 (บาท) |
| กระทรวงศึกษาธิการ | 9,179,270,800 |
| 1.
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 1.1 โครงการอาหารกลางวันเด็กก่อนประถมศึกษา 1.2 โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา |
3,259,552,500 988,689,600 2,270,862,900 |
| 2. กรมการศาสนา 2.1 งานพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของประชาชน - รายการเงินอุดหนุนศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ - งานจัดเงินอุดหนุนอาหารเสริม (นม) ระดับก่อนประถม |
634,895,000 634,895,000 149,895,000 215,000,000 |
| 3. กรมพลศึกษา 3.1 งานจัดหาอุปกรณ์กีฬา 3.2 งานจัดการกรีฑาสถาน (รายการลานกีฬาอเนกประสงค์) |
464,690,000 364,,690,000 100,000,000 |
| 4. กรมสามัญศึกษา 4.1 งานดำเนินการศึกษาพิเศษ - เงินอุดหนุนค่าอาหารเสริม (นม) 4.2 โครงการพัฒนาการศึกษาพิเศษ - เงินอุดหนุนค่าอาหารเสริม (นม) 4.3 โครงการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ - เงินอุดหนุนค่าอาหารเสริม (นม) 4.4 งานจัดการศึกษาสงเคราะห์ - เงินอุดหนุนค่าอาหารเสริม (นม) 4.5 งานดำเนินการมัธยมศึกษา - เงินอุดหนุนค่าอาหารเสริม (นม) |
33,008,300 . 11,960,100 . 4,016,300 . 1,963,800 . 14,625,100 . 443,000 |
| 5.
กรมการศึกษานอกโรงเรียน 5.1 งานจัดการศึกษาบนภูเขา |
24,000,000 24,000,000 |
| 6.
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา 6.1 งานดำเนินการศึกษาก่อนประถมศึกษา (3 ขวบ) - วัสดุการศึกษา 6.2 งานอนามัยโรงเรียน (3 ขวบ + ประถมศึกษา) - ค่าอาหารเสริม (นม) |
4,763,125,000 10,725,000 4,752,400,000 |
3.
ความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ร.บ.
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
กับองค์กรปกครองท้องถิ่น
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542
มีจุดเน้นที่จะให้การจัดการศึกษาเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย
จิตใจ สติปัญญา ความรู้
และคุณธรรม มีจริยธรรม
และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต
สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขในการดำเนินการดังกล่าวจะมีหน่วยงานหลายหน่วยงานมีส่วนร่วมแต่ที่สำคัญมาก
คือ
หน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ซึ่งใน
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติระบุไว้หลายมาตรา
อาทิ
มาตรา
12 นอกเหนือจากรัฐ เอกชน
และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้บุคคล
ครอบครัว องค์กรชุมชน
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ
สถาบันศาสนา สถานประกอบการ
และสถาบันสังคมอื่น
มีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ทั้งนี้
ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา
18
การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ให้จัดในสถานศึกษา ดังต่อไปนี้
(1)
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่
ศูนย์เด็กเล็ก
ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา
ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ
หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น
(2) โรงเรียน
ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ
โรงเรียนเอกชน
และโรงเรียนที่สังกัดสถาบัน
พุทธศาสนาหรือศาสนาอื่น
(3)
ศูนย์การเรียน ได้แก่
สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน
บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ
สถาบันศาสนา สถานประกอบการ
โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์
สถานสงเคราะห์
และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด
มาตรา
29
ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล
ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ส่งเสริม เอกชน องค์กรเอกชน
องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา
สถานประกอบการ
และสถาบันสังคมอื่น
ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนโดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน
เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม
มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล
ข่าวสาร
และรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาและวิทยาการต่างๆ
เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ
รวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน
มาตรา
39
ให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา
ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ
การบริหารงานบุคคล
และการบริหารทั่วไปไปยังคณะกรรมการ
และสำนักงานการศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา
และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง
หลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจดังกล่าว
ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฏกระทรวง
มาตรา
42
ให้กระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และมีหน้าที่ในการประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษา
สอดคล้องกับนโยบายและได้มาตราฐานการศึกษา
รวมทั้งการเสนอแนะการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
โดยสรุป
จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542
จะเห็นว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นองค์กรสำคัญที่จะช่วยพัฒนาการศึกษา
ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม
ให้มีส่วนสร้างเสริมเด็ก เยาวชน
ประชาชน ให้สามารถดูแลตนเอง
ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น
ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป
4. ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
|
5.
ลักษณะ ขั้นตอน
และระยะเวลาการถ่ายโอน
ในเบื้องต้น ลักษณะ ขั้นตอน
และระยะเวลาการถ่ายโอนที่ปรากฎในร่างแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
กำหนดไว้โดยสังเขป
(อาจมีการปรับเปลี่ยนบ้างหลังจากการรับฟังความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องและประชาชนผู้สนใจแล้ว)
ดังนี้
5.1
การจัดการศึกษาในระบบ
ก. ระดับการศึกษา
การศึกษาก่อนวัยเรียน
และระดับประถมศึกษา
ถ่ายโอนให้เทศบาล และ อบต.
ในเขตพื้นที่ที่ตั้งอยู่
(ยกเว้นโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของตำรวจตระเวนชายแดน)
การศึกษาระดับมัธยมศึกษา
ถ่ายโอนให้เทศบาลนคร
เทศบาลเมือง และ อบจ.
(ในกรณีอยู่นอกเขตเทศบาล)
สำหรับเทศบาลตำบล
ถ้ามีความพร้อมที่จะดำเนินการ
ก็สามารถดำเนินการได้ โดยแจ้ง
อบจ. ซึ่ง อบจ. ต้องถ่ายโอนให้
การศึกษาระดับอุดมศึกษา
รัฐยังคงดำเนินการอยู่
แต่ถ้าท้องถิ่นมีความประสงค์ที่จะดำเนินการก็สามารถดำเนินการได้
ข. รูปแบบการถ่ายโอน
การศึกษาก่อนวัยเรียน
ระดับประถมศึกษา
และระดับมัธยมศึกษา
ให้ท้องถิ่นดำเนินการเอง
หรือท้องถิ่นร่วมกันดำเนินการ
การศึกษาระดับสูงกว่ามัธยมศึกษา
และระดับอุดมศึกษา
รัฐดำเนินการและเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นดำเนินการได้
หรืออาจซื้อบริการ
ค. ขอบเขตการถ่ายโอน
ส่วนกลางกำหนดนโยบาย
กำหนดมาตรฐานกลาง คุณภาพ
ควบคุมและกำกับ ดูแล
บทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ
จะมีหน้าที่
- กำหนดมาตรฐานกลาง
- กำหนดคุณภาพกลาง
(หลักสูตร/วิชาชีพ/การสอน)
- การวิจัยและพัฒนา (R&D)
- ควบคุมและกำกับดูแล
ง. ระยะเวลาถ่ายโอน
ระยะที่ 1
เริ่มถ่ายโอนในปีงบประมาณ พ.ศ.2545-2549
โดยในปีที่หนึ่งให้จัดตั้งคณะกรรมการด้านการศึกษาระดับจังหวัด
แล้วจึงถ่ายโอนภารกิจให้เทศบาล
(นคร/เมือง)
เทศบาลตำบลที่ดำเนินการอยู่แล้ว
อบต.ชั้น 1-2 อบจ. กทม.
และเมืองพัทยา
ตามระยะเวลาจนถึงปีที่ 5 (พ.ศ. 2549)
โดยมีเงื่อนไขว่าท้องถิ่นใดยังไม่พร้อมให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการแทน
ระยะที่ 2
เริ่มถ่ายโอนในปีงบประมาณ พ.ศ.
2547-2553 ให้กับ อบต. ชั้น 3-5
และเทศบาลตำบล
โดยมีการถ่ายโอนตั้งแต่ปีที่ 4 -
ปีที่ 10
จ. ข้อเสนอแนะ
ควรจัดตั้งคณะกรรมการด้านการศึกษาระดับจังหวัด
(Provincial Education Board) ประกอบด้วยพหุภาคี
เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิ
ผู้บริหารท้องถิ่น
ผู้บริหารสถานศึกษา ประชาชน
และส่วนราชการ มีหน้าที่
- กำหนด
นโยบาย/มาตรฐานของจังหวัด/ท้องถิ่น
- กำกับ การสอนของโรงเรียน
-
กำกับดูแลการสอนและคุณภาพของผู้สอน
-
กำหนดหลักสูตรเพิ่มเติมตามความต้องการของท้องถิ่น
- กำกับ
ดูแลการศึกษาทั้งหมดในระดับจังหวัดที่ต่ำกว่าอุดมศึกษา
-
จัดสรรงบประมาณในการจัดการศึกษาของจังหวัด
การจัดสรรเงินอุดหนุนในส่วนของการศึกษา
ควรจัดสรรให้ท้องถิ่นตามสัดส่วนจำนวนนักเรียน
(per head)
5.2
การจัดการศึกษานอกระบบ
ก. ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
กรมการศึกษานอกโรงเรียน
กระทรวงศึกษาธิการ
ข. ลักษณะภารกิจ
รัฐเข้าไปดำเนินการในท้องถิ่น
ค. การถ่ายโอน
การจัดการศึกษานอกโรงเรียน
การศึกษาต่อเนื่อง
(การศึกษาสายสามัญ
การศึกษาสายอาชีพ
การฝึกอบรมระยะสั้น)
ถ่ายโอนให้ กทม.
เทศบาลเมืองพัทยา อบต. และ อบจ.
ง. รูปแบบการถ่ายโอน
ให้ท้องถิ่นดำเนนการเอง
จ. ขอบเขตการถ่ายโอน
ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนระดับจังหวัด
ให้ถ่ายโอนให้ อบจ. และ กทม.
และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนระดับอำเภอ
ให้ถ่ายโอนให้เทศบาล อบจ.
(ในพื้นที่ อบต.) และ กทม.
ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาค
ให้มีหน้าที่ในการกำหนดเกณฑ์
วัดผล
และดูแลคุณภาพการจัดการศึกษาของท้องถิ่น
ฉ. ระยะเวลาการถ่ายโอน
เริ่มถ่ายโอนตั้งแต่ปีงบประมาณ
พ.ศ. 2545-2549
5.3
การจัดการศึกษาพิเศษ
การศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสหรือมีความบกพร่องทางด้านร่างกาย
สติปัญญา จิตใจ เช่น
ตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อน
เป็นต้น
ยังคงให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการต่อไป
6.
ข้อคิดเพื่อพิจารณา
6.1
การจัดการศึกษาภาคบังคับและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
12 ปี
ปัจจุบัน คิดคร่าวๆ ได้ว่าเด็ก 100
คน
รัฐจัดให้เข้าเรียนในระดับประถมประมาณ
95% ดังนั้น จำนวนที่เหลือประมาณ
5% คือ เด็ก เยาวชน
ที่ด้อยโอกาสอยู่ห่างไกล เรร่อน
ยากไร้ พิการ ฯลฯ
ซึ่งหากชุมชนแต่ละแห่งจะช่วยดูแลจำนวนดังกล่าวของชุมชนเอง
คาดว่าในไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยจะสามารถจัดการศึกษาภาคบังคับและขั้นพื้นฐานได้อย่างทั่วถึง
มีคุณภาพและเป็นธรรมในที่สุด
เรื่องนี้ระบบข้อมูลที่ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก
6.2
การจัดการเตรียมความพร้อมเด็กก่อนประถม
ซึ่งมีหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
และกระทรวงอื่นๆ ดำเนินการ
ซึ่งค่าตอบแทนครูพี่เลี้ยง
หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
ยังได้รับไม่เท่ากัน
ต่อไปนี้คงได้รับเท่าเทียมกัน
ประเด็นคือ
ทำอย่างไรท้องถิ่นจะช่วยพัฒนาครูพี่เลี้ยงดังกล่าวให้มีความรู้ความสามารถเหมาะสมยิ่งขึ้น
เนื่องจากเด็กวัยก่อนประถมศึกษานั้นเป็นวัยที่สมองและการรับรู้พัฒนาอย่างรวดเร็วหากได้รับการกระตุ้น
อบรม แนะนำ อย่างถูกต้อง
อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องนี้ คือ
จะมีวิธีการใดที่จะให้ครูพี่เลี้ยงดังกล่าวมีสวัสดิการ
ขวัญกำลังใจพอสมควรที่จะทำหน้าที่โดยไม่ต้องคอยหางานอื่นที่มั่นคงกว่า
6.3
การมีส่วนร่วมในการเข้าเป็นกรรมการของสถานศึกษาและการร่วมจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น
เรื่องดังกล่าวนี้ต้องอาศัยความจริงจังและความสม่ำเสมอในการร่วมดำเนินการ
เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยรู้เรื่องของท้องถิ่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ประวัติของชุมชน
ประวัติศาสตร์ของชาติหรือเรื่องใกล้ตัวอื่นๆ
แล้วจึงจะศึกษาค้นคว้าให้รอบรู้เรื่องอื่นที่จำเป็นและเรื่องที่ไกลตัว
เพื่อใช้ในการพัฒนาตนเอง
ครอบครัว ชุมชน
และประเทศชาติต่อไป
6.4
การช่วยปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรม
ขนบประเพณีของท้องถิ่นของประเทศชาติ
ให้เกิดในสำนึกของเด็กไทยในท้องถิ่น
เพื่อให้รู้จักใช้ความดี
ความถูกต้องเหมาะสมเป็นหลักในการดำรงชีวิต
ดังเช่นท้องถิ่นไทยเคยมีมาจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีน้ำใจงาม
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
เป็นเรื่องที่ต้องขอให้ท้องถิ่นช่วยอนุเคราะห์ปลูกฝังคุณลักษณะดังกล่าว
โดยการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาและสถาบันศาสนาในท้องถิ่นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
6.5
การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาชนรู้จักหลีกเลี่ยงอบายมุข
สิ่งเสพย์ติดทั้งหลาย
โดยหันมาใช้วิธีการทำงานเชิงสร้างสรรค์
การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา
ฯลฯ
เป็นเรื่องท้าทายผู้เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนอย่างมาก
เนื่องจากสังคมทุกวันนี้
จะมีผู้คิดเอารัดเอาเปรียบโดยคำนึงถึงประโยชน์ด้านเงินทองมากขึ้นกว่าเดิม
ดังนั้น
การสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กได้รู้จักหลีกเลี่ยงสิ่งไม่ดี
ศาสนสถาน
และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ร่วมมือกันอย่างจริงจังแล้ว
มั่นใจได้ว่าเรื่องนี้ทำได้ไม่ยากอย่างที่คิด
โดยสรุป
กระทรวงศึกษาธิการได้ตอบสนองนโยบายการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยการกระจายงาน
และงลประมาณ ไปยังท้องถิ่น
ซึ่งนับแต่นี้ไปทั้งงานและงบประมาณก็จะมากขึ้น
ซึ่งกระบวนการดำเนินการและขั้นตอนการถ่ายโอนงานและงบประมาณนั้น
ในขณะนี้สำนักนายกรัฐมนตรี
สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง
กระทรวงมหาดไทย
และกระทรวงศึกษาธิการ
กำลังกำหนดรายละเอียดในส่วนที่จำเป็นเพิ่มเติมให้เกิดความชัดเจน
สำหรับผู้ปฏิบัติในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น
เจตนารมณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ว่า
ผู้อยู่ใกล้ชิดที่สุดย่อมรู้ปัญหา
รู้วิธีแก้ปัญหา
และรู้วิธีดำเนินการที่เหมาะสมที่สุด
ใช้ประกอบการบรรยาย
เรื่อง
นโยบายและภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ
ณ สถาบันผู้บริหารการศึกษา
กรกฎาคม 2543
* อธิปัตย์ คลี่สุนทร Ph.D
ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน
สป.ศธ.
** ประชา รัตวร M.A. (Public Policy)
หัวหน้ากลุ่มวิเคราะห์งบประมาณ
สป. สนผ.สป.ศธ.
หนังสืออ่านประกอบ
การประชุมนิติศาสตร์แห่งชาติ
(2543) การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เอกสารอัดสำเนา
พนม พงษ์ไพบูลย์ (2543) บันทึกปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เอกสารอัดสำเนา
สำนักงบประมาณ (2543) เอกสารงบประมาณ
ฉบับที่ 4
งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. 2544
เล่มที่ 8 กรุงเทพ :
โรงพิมพ์อักษรไทย
(น.ส.พ.ฟ้าเมืองไทย)
สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(2543) ร่างแผนการกระจายอำนาจให้แก่
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
กรุงเทพ :
โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน
กรุงเทพ : โรงพิมพ์การศาสนา
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
(2542) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2540 กรุงเทพ :
โรงพิมพ์การศาสนา
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
(2542) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 กรุงเทพ :
โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว
Aziz, A., Arnold, D.D.(1996) Decentralised Government in Asian Countries
Cohen, J.M., Peterson, S.B. (1999) Administrative Decentralization : Strategies
for Developing Countries.
Nagel, S.S.(2000) Critical Issues in Cross-National Public Administration :
Privatization,
Democratization,
Decentralization.
Copyright @ : 2000
Ministry of Education, THAILAND
แหล่งข้อมูล : ดร.อธิปัตย์
คลี่สุนทร
รวบรวม
จัดเตรียมข้อมูล พัฒนาและนำเสนอ :
นิภา แย้มวจี (26
ต.ค. 2543 )
หน่วยงาน :
กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
ปรับปรุงข้อมูล
: -
โทร. 281-9809 , 628-5643
, 628-5644 โทรสาร 281-8218
ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th