ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์
สถาบันพัฒนาผู้บริหารการศึกษา สป.ศธ.
|   สภาวะทั่วไป |
การศึกษาเอกชนมีการพัฒนาการมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (สมเด็จพระนารายณ์
มหาราช) เรื่อยมาจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีการตั้งโรงเรียน(โรงเรียนราษฎร์) แห่งแรกเมื่อปี
พ.ศ. 2395 ซึ่งเป็นโรงเรียนของนางมัททูน (Mrs.Mattoon)มิชชันนารีชาวอเมริกัน การศึกษาเอกชนก็
ได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและปัจจุบันโรงเรียนเอกชนมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดภาระของรัฐ
ในการจัดการศึกษาให้กับประชาชนปัจจุบันโรงเรียนเอกชนบางแห่งเป็นผู้นำทางวิชาการที่มีคุณภาพ
สูงและเป็นที่ยอมรับในระดับนานานาชาติ ขณะเดียวกันบางแห่งการจัดการเรียนการสอนยังอยู่ในระดับที่
จะต้องปรับปรุงคุณภาพ เนื่องจากสาเหตุหลายประการ เช่น ครูไม่เข้าใจหลักสูตร โรงเรียนขาด
บุคลากรที่มีความสามารถ ผู้บริหารไม่เป็นผู้นำทางวิชาการ ครูขาดขวัญกำลังใจ โรงเรียนดำเนินกิจการ
ไม่ถูกต้องทำให้ครู / นักเรียนเสียสิทธิและประโยชน์โรงเรียนขาดการพัฒนาด้านเครื่องมือและ
เทคโนโลยี เป็นต้น อย่างไรก็ตาม โรงเรียนเอกชนก็ได้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนเพื่อตอบสนอง
ความต้องการของประชาชนและช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐในการจัดการศึกษาเรื่อยมาภายใต้การกำกับ
ควบคุม และดูแลของหน่วยงานของรัฐ คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) มาโดย
ตลอดจนถึงปัจจุบัน
ในสภาวะปัจจุบันโรงเรียนเอกชนเป็นองค์กรทางการศึกษาที่มีบทบาทหน้าที่ในการจัดการ
ศึกษาภายใต้การกำกับของรัฐ ตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราช
อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาของเอกชนอย่างมาก เห็นได้
จากบัญญัติในมาตรา 81 ที่กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ เอกชน จัดการศึกษาให้เกิด
ความรู้คู่คุณธรรม และรัฐบาลยังได้กำหนดนโยบายด้านการศึกษา สนับสนุนให้เอกชน องค์กรวิชาชีพ
และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาเอกชนมี
อิสระในการบริหารการจัดการอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นบทบาทของรัฐในการส่งเสริมและสนับสนุน
และจะนำระบบคูปองการศึกษามาใช้เพื่ออุดหนุนการศึกษาเอกชน การดำเนินกิจการของโรงเรียน
เอกชนจะต้องมุ่งเน้นคุณภาพเป็นหลัก คือจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับความต้อง
การและความคาดหวังของผู้รับบริการคือผู้เรียน ผู้ปกครองและชุมชน ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ
สอดคล้องกับแนวนโยบายและแผน รวมทั้งหลักสูตรที่กำหนดในเรื่องดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการ
ได้ให้ความสำคัญ และออกระเบียบว่าด้วยการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน
พ.ศ. 2536 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการศึกษาเอกชนที่เน้นคุณภาพเป็นหลัก
ผลกระทบจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ
ทิศทางและกระแสผลักดันเชิงนโยบาย
โอกาสที่ท้าทายศักยภาพโรงเรียนเอกชน
|    ผลกระทบจากภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ |
จากวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยเฉียบพลัน โดยเฉพาะความ
ผันผวนด้านการเงินที่เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลประกาศค่าเงินบาทลอยตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม ของปีที่
ผ่านมา(2540) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว คนรวยกลายเป็นคนจนอย่าง
เฉียบพลัน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมีผลกระทบรุนแรง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเริ่มฝังรากลึก
ไปยังระบบอื่น ๆ ทั้งทางด้านการเมือง วัฒนธรรมและการศึกษา ด้านการศึกษาได้รับผลกระทบทั้งโดย
ตรง เช่น การปรับลดงบประมาณ การกู้เงินจากธนาคารเพื่อพัฒนาเอเซีย (ADB) และโดยอ้อม เช่น
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ปกครองและนักเรียนที่ขาดรายได้เพื่อนำมาใช้จ่ายในทางการศึกษา ทำให้อัตรา
การลาออกกลางคันของนักเรียนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนเอกชน ซึ่งได้รับผลกระทบอย่าง
รุนแรง เนื่องจากนักเรียนลาออกกลางคัน เพราะไม่มีรายได้มาใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน ผู้ปกครอง
ประสบปัญหาการเลิกจ้าง และนักเรียนบางส่วนได้เข้าเรียนสถานศึกษาของรัฐ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า ทำ
ให้โรงเรียนเอกชนบางแห่งขาดสภาพคล่องทางการเงิน จำนวนนักเรียนลดลงและบางแห่งได้ปิดกิจการ
ไปอย่างน่าเสียดาย ในภาวะเช่นนี้โรงเรียนเอกชนต้องหันมาทบทวนบทบาทและกลวิธีการดำเนินงาน
ด้านการศึกษาเอกชนให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่และกระแสผลักดันใหม่จะช่วยยกระดับมาตรฐาน
การศึกษาเอกชนให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นประกายแห่งความอยู่รอดและก้าวหน้าต่อไป ทิศทางและกระแสผลัก
ดังกล่าวได้พุ่งตรงไปที่ "คุณภาพการศึกษา" ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จะเปิดโอกาสให้สถานศึกษาทุกประเภท
ทุกสังกัด รวมถึงการศึกษาเอกชน "มีส่วนร่วม" ในการจัดการศึกษา โดยมีจุดเริ่มต้นจากบทบัญญัติใน
รัฐธรรมนูญ แนวทางตามร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ แผนการปรับภาคราชการในสภาวะวิกฤตทาง
เศรษฐกิจ เงื่อนไขความช่วยเหลือจากธนาคารพัฒนาเอเซีย (ADB) และนโยบายรัฐบาล รวมทั้งกระแส
โลกที่ผลักดันให้บทบาทภาครัฐทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนเอกชนจัดการศึกษามากกว่าการดำเนิน
การเองอย่างอดีตที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยทางบวกที่อาจกล่าวได้ว่า " เป็นโอกาสของการ
จัดการศึกษาเอกชน " ที่จะปรากฎผลจริงในอนาคตอันใกล้นี้

|    ทิศทางและกระแสผลักเชิงนโยบาย |
ปัจจัยที่กำหนดทิศทางการจัดการศึกษาเอกชน (โรงเรียนเอกชน) มีทั้งกระแสการเปลี่ยน
จากสังคมโลก (กระแสโลกาภิวัตน์) และแรงผลักจากนโยบายที่เกี่ยวข้องหลายประการ สรุปที่สำคัญมี
ดังนี้คือ
1. บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เกี่ยวกับการจัดการ
ศึกษาของเอกชน มาตรา 43 (วรรค 2 และ 3) กล่าวว่า " การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงถึง
การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพ
และเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ " มาตรา
81 กล่าวว่า " รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่
คุณธรรม... " เป็นการเน้นให้เห็นบทบาทที่สำคัญของเอกชนในการจัดการศึกษา
2. นโยบายรัฐบาล (นายชวน หลีกภัย) ได้กำหนดนโยบายด้านการศึกษา สนับสนุนให้
เอกชน องค์กรวิชาชีพและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ส่งเสริมให้
สถาบันการศึกษาเอกชนมีอิสระในการบริหารการจัดการอย่างมีคุณภาพ โดยเน้นบทบาทของรัฐในการ
ส่งเสริมและสนับสนุน และจะนำระบบคูปองการศึกษามาใช้เพื่ออุดหนุนการศึกษาเอกชน สอดคล้อง
กับแนวทางของรัฐธรรมนูญ
3. ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับ สกศ. ที่เป็นร่างหลักที่นำมาพิจารณาเป็น
กฎหมาย ในมาตราที่เกี่ยวกับการศึกษาเอกชน คือ มาตรา 46,49,56 และมาตรา 65 มีสาระสำคัญ
คือ มาตรา 46 " การจัดการศึกษาของเอกชนให้มีความเป็นอิสระอยู่ภายใต้การกำกับติดตามประเมิน
คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพและ
มาตรฐานการศึกษาเช่นเดียวกับสถานศึกษาของรัฐ รัฐอาจให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณ เงินอุด
หนุน ภาษีและสิทธิประโยชน์อย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ในการทางศึกษาแก่เอกชนตามความเหมาะสม
การส่งเสริมและสนับสนุนกิจการ รวมทั้งการกำกับดูแลสถานศึกษาเอกชนระดับและประเภทการศึกษา
ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การดำเนินนโยบายด้านการศึกษาของรัฐให้คำนึงถึงผลกระทบต่อ
การจัดการศึกษาและฝึกอบรมของภาคเอกชน โดยให้รัฐรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนประกอบ
การพิจารณาด้วย " มาตรา 56 " ให้สถานศึกษาเอกชนได้รับเงินอุดหนุนในรูปบัตรอุดหนุนตามมาตรา
49 ( การจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกระดับให้จัดเป็นบัตรอุดหนุนให้
ผู้ปกครองหรือผู้เรียนโดยตรง....ทั้งการศึกษาของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเอกชน ) และ
ให้กู้ยืมเงินจากกองทุนสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนได้ และให้สถานศึกษาเอกชนได้รับการยกเว้นภาษี
ตามที่กฎหมายบัญญัติ " มาตรา 65 ระบุให้ดำเนินการตาม มาตรา 49 และ มาตรา 56 ให้แล้วเสร็จ
ภายในสามปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้บังคับใช้
4. เงื่อนไขความช่วยเหลือของธนาคารพัฒนาเอเซีย (ADB) กำหนดให้มีการจัดการศึกษา
ให้ทั่วถึง เสมอภาค ทุกคนได้เรียน 12 ปี โดยมีองค์กรที่จัดการศึกษาทุกระดับประกอบด้วยท้องถิ่น
เอกชน และราชการส่วนกลางในลักษณะที่เป็นสัดส่วนชัดเจน กระทรวงศึกษาธิการต้องปรับตนเอง
เป็นผู้จัดการ ท้องถิ่น / เอกชน เป็นแนวร่วมหลัก และได้กำหนดนโยบายและมาตรการทางการศึกษา
ของธนาคารพัฒนาเอเซีย(ADB) เกี่ยวกับการศึกษาเอกชน คือ ส่งเสริมสนับสนุนให้เอกชนมีส่วนร่วม
ในการจัดการศึกษา โดยแก้ไขระเบียบกองทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (20,000 ล้านบาท) ให้สถาบัน
การศึกษาเอกชนกู้ยืมเพื่อพัฒนาสถานศึกษาตามหลักเกณฑ์ ต่อไปนี้ คือ 1) กู้เพื่อพัฒนาสถานศึกษา
2) อนุญาตให้สถานศึกษาในเขต กรุงเทพมหานครกู้ได้ 3) ขอกู้เพื่อการชำระหนี้ดอกเบี้ยสูง และ 4)
อนุญาตให้กำหนดค่าเล่าเรียนเองได้ (ลดข้อกำหนดว่าด้วยสัดส่วนทรัพย์สินต่อหนี้สินและยกเลิกการ
กำหนดเพดานค่าเล่าเรียน) โดยกระทรวงศึกษาธิการต้องดำเนินการปรับกฎเกณฑ์ให้เอกชนกู้ยืมเงิน
ให้เหมาะสม
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะของ อ.ก.พ.ฯ ปรับปรุงส่วนราชการและกำหนดตำแหน่งในการ
ประชุมครั้งที่ 16 / 2539 เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2539 เกี่ยวกับการบริการงานของกระทรวงศึกษาธิการ
ได้เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ลดบทบาทในการควบคุมภาคเอกชน เพื่อ
ให้โรงเรียนเอกชนมีความคล่องตัวในการบริหารงาน และสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สูงขึ้นเป็นที่ยอมรับของประชาชน ซึ่งจะทำให้ภาครัฐมีคู่แข่งขันในการปรับปรุงบริการให้ทัดเทียม หรือ
สูงกว่าภาคเอกชน นอกจากนี้ยังต้องเลือกผู้บริหารที่มีลักษณะเป็นผู้มีความคิดก้าวหน้า ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ
ให้มาเป็นผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน โดยส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชนมี
บทบาทในการจัดการศึกษาให้มากขึ้น เช่น ส่งเสริมให้มีการนำคูปองมาใช้ เป็นต้น และกระทรวง
ศึกษาธิการควรยกเลิกการควบคุมและจัดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการด้านจัดการ
ศึกษาให้มากขึ้น และวางแผนระยะยาวว่าหน่วยงานใดควรจัดการศึกษาระดับใด และภาครัฐจะให้
หน่วยงานใดรับผิดชอบบ้าง ตลอดจนส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
สำหรับภาคเอกชน รัฐควรให้รับผิดชอบจัดการศึกษาระดับก่อนประถมและประถมศึกษาในเขตชุมชน
เมืองร่วมกับเทศบาล ส่วนในเขตชนบท หรือพื้นที่ที่มีปัญหา ให้สำนักงานคณะกรรมการการประถม
ศึกษาแห่งชาติรับผิดชอบ นอกจากนี้ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายอาชีพ คือการจัดการศึกษา
ประเภทอาชีวศึกษา รัฐควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนจัดให้มากขึ้นและนำคูปองการศึกษามาใช้
|      โอกาสที่ท้าทายศักยภาพโรงเรียนเอกชน |
จากการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการศึกษาอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะเกี่ยวกับการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของเอกชนที่รัฐจะต้องคำนึงถึง ให้ความคุ้ม
ครอง รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลก็ได้กำหนดนโยบายด้านการศึกษาสอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐ
ธรรมนูญ นับได้ว่าเป็นโอกาสที่ท้าทายศักยภาพในการจัดการศึกษาของเอกชน นอกจากนี้ แผนการ
ปรับภาคราชการในสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจของกระทรวงศึกษาธิการและเงื่อนไขความช่วยเหลือของ
ธนาคารพัฒนาเอเซีย (ADB) เป็นสิ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนเอกชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องติดตามและ
ผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เช่น การปรับบทบาทของ สช. จากการควบคุมมาเป็นการส่งเสริม การ
ตรึง (ไม่ขยาย) การรับอนุบาล 3 ขวบ ของ สปช. และจะต้องติดตามผลของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่ง
ชาติ โดยเฉพาะในส่วนที่กำหนดให้การจัดการศึกษาเอกชนมีความเป็นอิสระมากขึ้น และให้ได้รับเงิน
อุดหนุนในรูปของบัตรอุดหนุนและการได้รับยกเว้นภาษี การนำระบบประเมินคุณภาพและมาตรฐาน
การศึกษา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนได้มีการดำเนินการมาก่อนแล้ว คือการรับรอง
มาตรฐานคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2536 จึงนับเป็นโอกาสของโรงเรียนเอกชนที่จะ
แสดงให้เป็นที่ประจักษ์ในคุณภาพการศึกษาต่อสาธารณชนทั่วไป ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันใน
อนาคต คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นับได้ว่าโรงเรียนเอกชนมีโอกาสมากกว่า ที่จะยกระดับ
คุณภาพของการศึกษา ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้โอกาสนั้นได้ดีและเหมาะสมเพียงใด
นอกจากนี้ข้อเสนอของ อ.ก.พ.ฯ ปรับปรุงส่วนราชการและกำหนดตำแหน่ง ที่เสนอให้มี
การแต่งตั้งผู้บริหารของ สช. ที่มีลักษณะผู้มีความคิดก้าวหน้า ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ เพื่อรองรับบทบาทของ
ผู้ส่งเสริมให้เอกชนจัดการศึกษาก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
โอกาสของโรงเรียนเอกชนในการจัดการศึกษาประเภทอาชีวศึกษา ตามเงื่อนไขความช่วย
เหลือของธนาคารพัฒนาเอเซีย ที่กำหนดให้รัฐจะต้องทะยอยลดสัดส่วนนักเรียนมัธยมศึกษาในสาย
วิชาชีพต่อจำนวนนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายลง และส่งเสริมให้เอกชนจัดการศึกษาประเภท
อาชีวศึกษามากขึ้น การอนุญาตให้สถาบันการศึกษาของเอกชนเป็นผู้กำหนดค่าเล่าเรียนได้เอง รวมทั้ง
สภาวะการณ์ต่าง ๆ ที่กล่าวมาเป็นสิ่งท้าทายศักยภาพของการจัดการศึกษาในภาคเอกชนว่า มีความ
พร้อม (มีกึ๋น) หรือไม่ จะสามารถสร้างโอกาสเพื่อให้รับบริการเชื่อมั่นใน "คุณภาพ"มากน้อยเพียงใด
โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนระดับก่อนประถมศึกษา และการศึกษาขั้นพื้นฐานประเภทอาชีวศึกษาที่รัฐพร้อม
เปิดโอกาสและสนับสนุน

|     ฟันธงส่งท้าย |
แม้ว่าภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจจะมีผลกระทบให้นักเรียนมีอัตราการลาออกกลางคันเพิ่ม
มากขึ้น สถานศึกษาเอกชนขาดสภาพคล่องทางการเงินและรัฐต้องกำหนดมาตรการควบคุมค่าใช้จ่าย
ทำให้มีผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดของโรงเรียนเอกชน แต่แรงผลักด้านอื่น ๆ จะเป็นพลังเสริม
และเปิดโอกาสให้เอกชนมีเส้นทางของการจัดการศึกษาที่สดใสขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติในรัฐ
ธรรมนูญ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และเงื่อนไขของธนาคารพัฒนาเอเซีย รวมทั้งความเห็นของ
ก.พ. ที่เสนอให้ กระทรวงศึกษาธิการต้องมีหลักประกันการจัดการศึกษาของสถานศึกษาของรัฐ จะไม่
ทำให้การศึกษาภาคเอกชนต้องล้มเลิกกิจการ เป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการจัดการ
ศึกษาอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงและเป็นเงื่อนไขตรงกันของกระแสผลักดัน คือ "คุณภาพการ
ศึกษา" โดยเน้นให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อเป็นหลักประกันว่าประชาชนจะได้รับการ
ศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทัดเทียมและเสมอภาค ไม่ว่ารัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเอกชน
จัดการศึกษา และสามารถจัดการเรียนการสอนตรงตามความต้องการของผู้มีส่วนได้เสีย
(Stakeholders) ซึ่งได้แก่ ผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และสังคม รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา และผู้
เกี่ยวข้องดังกล่าวมีความพึงพอใจ ถ้าโรงเรียนเอกชนตระหนักและพัฒนาสู่แนวทางดังกล่าวก็เชื่อมั่นได้
ว่าการศึกษาเอกชนจะก้าวอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

