
สำนักนโยบายและแผนฯ สป. ศธ.
|
ตามที่ประเทศไทยและประเทศสมาชิกองค์การยูเนสโก 155 ประเทศ ได้ร่วมกันประกาศปฏิญญาว่าด้วย การศึกษา เพื่อปวงชน ณ จอมเทียน ชลบุรี เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2533 นั้น ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามพันธกิจ ดังกล่าว โดยกำหนดเป็นนโยบายและกรอบแนวทางการจัดการศึกษา พื้นฐาน เพื่อปวงชนไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2535 ซึ่งมีแนวนโยบาย 4 ข้อ ที่เกี่ยวข้อง คือ การขยายโอกาสและยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การปรับปรุงคุณภาพของการจัดการศึกษา การสร้าง เครือข่ายการเรียนรู้ และการระดมสรรพกำลังเพื่อการ จัดการศึกษา ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ได้มีการประเมินผลสรุปได้ดังนี้ |
![]()
| ด้านปริมาณ การให้การศึกษาเกี่ยวกับครอบครัว และการอบรมเลี้ยงดูเด็ก จากข้อมูลเกี่ยวกับการให้การศึกษาเกี่ยวกับครองครัวและการอบรม เลี้ยงดูเด็ก สรุปได้ว่า ประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานระดับหนึ่ง เนื่องจากมีการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสำหรับการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ได้มีการสอดแทรกเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตใน ครอบครัว การเลี้ยงดูเด็กและเนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ความรู้ ที่เกี่ยวกับชีวิตครอบครัวไปเน้นหนักที่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเมื่อพิจารณาด้านสาธารณะสุข พบว่า จากความพยายามใน การดำเนินงานทั้งด้านอนามัยแม่และเด็ก และงานอนามัยโรงเรียน ส่งผลให้เด็กแรกเกิดถึงอายุ 5 ปี มีการเจริญเติบโตตามเกณฑ์ มาตรฐานสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดร้อยละ 16.1(โดยกำหนด เป้าหมายไว้ร้อยละ 80) และเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ได้รับการฉีด วัคซีนครบตามตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค(วัณโรค คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก หัด โปลิโอ หัดเยอรมัน คางทูม ตับอักเสบบี) ได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด ร้อยละ 4.3 (โดยกำหนดเป้าหมาย ไว้ร้อยละ 95) นอกจากนี้ยังพบว่า การเลี้ยงดูบุตรก่อนวัยเรียน คือ อายุ 0-5 ปี ส่วนใหญ่ร้อยละ 78.6 ได้รับการดูแลโดยตรงจากบิดา มารดา ซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งต่อพัฒนาการของเด็กในวัยดังกล่าว การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา ในช่วงต้นของการ ดำเนินการการศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชน ระหว่างปีการศึกษา 2533-2541 สามารถขยายการจัดการศึกษาระดับนี้ให้แก่ประชากร กลุ่มอายุ 3-5 ปี ได้ถึง 2.3 ล้านคน ในรูปแบบระบบโรงเรียนและ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย แม้ผลการดำเนินงานยังไม่เป็นไปตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผน ที่ระบุว่าภายในปี 2544 ประชากร กลุ่มดังกล่าวทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อม 1 ปี ก่อนเข้า เรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งจะมีประชากรเหลืออีกประมาณ 0.8 ล้านคน ที่ต้องจัดให้ได้รับการเตรียมความพร้อมภายใน ระยะเวลา 3 ปี ที่เหลือ อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะดำเนิน การให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดมีความเป็นไปได้ แต่อาจ ต้องช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 ปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตาม นโยบายและแผนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ของกระทรวง ศึกษาธิการที่กำหนดเป้าหมาย จะขยายการจัดการศึกษาระดับนี้ ประประมาณ 0.2 ล้านคน และภายในปี 2545 เด็กกลุ่มอายุ 3-5 ปี ทุกคน จะได้รับการเตรียมความพร้อม โดยมีประชากรที่รับบริการ ทั้งสิ้นประมาณ 3.1 ล้านคน การศึกษาระดับประถมศึกษา การจัดการระดับนี้ ถือเป็นการศึกษาภาคบังคับผลการดำเนินงานตั้งแต่ปีการศึกษา 2533 พบว่า สามารถรับนักเรียนเข้าเรียนในระดับนี้ ครอบคลุม ประชากรวัยเรียนค่อนข้างสูงมาก โดยมีอัตราร้อยละของการเรียน ของนักเรียนระดับนี้ (Gross Enrolment Rate) ประมาณร้อยละ 90 ของประชากรอายุ 6 - 11 ปี และมีสัดส่วนความเสมอภาคใน โอกาสได้รับการศึกษาระหว่างเพศชายและเพศหญิงระหว่าง 0.96 ถึง 0.99 โดยเพศชายมีโอกาสได้รับการศึกษาสูงกว่าเพศหญิงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเรียนประมาณร้อยละ 9-10 ของประชากรวัยเรียน หรือประมาณ 600,000 คนเศษ ที่ยังขาดโอกาสได้รับการศึกษาระดับนี้ เด็กเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆที่การจัดการศึกษายัง ไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากการจัดบริการยังไม่ได้จัดในรูปแบบที่หลาก หลาย ด้านประสิทธิภาพการจัดการศึกษายังตั้งอยู่ สาเหตุประการหนึ่ง มาจากยังมีการซ้ำชั้นและออกกลางคันข้อนข้างสูง ทำให้เกิดปัญหา ความสูญเปล่าทางการศึกษา การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2533 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของการดำเนินงานการจัดการศึกษา พื้นฐานเพื่อปวงชน พบว่า ประเทศไทยสามารถจัดการศึกษาระดับนี้ให้ครอบคลุมประชากร วัยเรียนได้เพียง ร้อยละ 39.6 ภายหลังที่ประเทศไทยดำเนินงานโครงการ ขยายโอกาสทางการศึกษา พบว่า ในปีการศึกษา 2541 อัตราส่วนร้อยละ ของการได้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของประชากรวัย 12-14 ปี เพิ่ม ขึ้นเป็นร้อยละ 72.6 อย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาระดับนี้จะสามารถ ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว และดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ได้ภายในปี 2545 เนื่องจากประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ การศึกษา แห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้การศึกษาภาคบังคับของ ประเทศไทยจาก 6 ปี เป็น 9 ปี การจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส ช่วงระหว่างปีการศึกษา 2533-2539 ประเทศไทยสามารถขยายบริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำหรับผู้ด้อยโอกาส ซึ่งได้แก่ กลุ่มคนพิการ กลุ่มเด็กยากจน กลุ่มเด็กใน ชุมชนแออัดและแหล่งก่อสร้าง กลุ่มเด็กเร่ร่อน เด็กที่ถูกใช้แรงงาน สตรี ด้อยโอกาส เด็กในพื้นที่ห่างไกล ชนต่างวัฒนธรรมและเด็กไร้สัญชาติ โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สามารถขยายการจัดได้เพิ่มขึ้น ถึง 3.5 เท่า ซึ่งจัดได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผน อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มดังกล่าว ยังดำเนินการ อย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความ แตกต่างระหว่างบุคคล โดยในปีการศึกษา 2542 กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จัดการศึกษาระดับนี้ได้ประกาสให้เป็นปีการศึกษา เพื่อคนพิการ โดยกำหนดให้เป็นปีที่คนพิการทุกคนที่ประสงค์จะเรียนต้อง ได้เข้าเรียนตามความต้องการ การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการรู้หนังสือ จากการดำเนินงาน ด้านรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อรณรงค์ให้ประเทศไทยปลอดจากผู้ไม่รู้ หนังสือพบว่าในปี พ.ศ.2541 ประชากรอายุ 14-15 ปี สามารถอ่านออก และเขียนภาษาไทยได้ ประมาณร้อยละ 97.7 ซึ่งผู้ชายมีอัตราการอ่าน ออกเขียนได้สูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย แม้การดำเนินการยังต่ำกว่าเป้าหมาย ที่กำหนดไว้ในแผนที่จะดำเนินการให้ประชากรกลุ่มอายุดังกล่าว สามารถ อ่านออกเขียนได้อย่างทั่วถึงภายในปี พ.ศ.2544 ยังมีความเป็นไปได้ที่จะ ดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เพราะพระราชบัญญัติการ ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ประสงค์ใช้เป็นกฎหมายได้กำหนดให้ใช้สื่อ เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ ที่มีอยู่ในประเทศ จะต้องดำเนินการ เพื่อการศึกษาเป็นไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม ข้อบังคับดังกล่าวจะเป็น กลไกลที่สำคัญที่ ส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและ รวดเร็วสุด เครือข่ายการเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อมุ่งให้ ประชาชนได้รับการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต มีรูปแบบหลากหลายและ มีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการรูปแบบของแหล่งการเรียนรู้ ในชุมชนที่ขยายการดำเนินงานอย่างมาก ได้แก่ ที่อ่านหนังสือประจำ หมู่บ้าน ห้องสมุดอำเภอ/จังหวัด วัดเป็นศูนย์กลางในการให้บริการ ความรู้ ข่าวสาร ข้อมูล ในหมู่บ้าน ตำบล หอกระจายข่าวในหมู่บ้าน ห้องสมุดเคลื่อนที่พิพิธภันฑ์ หรือแม้แต่ศูนย์อบรมกีฬาหมู่บ้าน แม้จะมีรูปแบบบริการการจัดที่หลากหลาย แต่ยังมีข้อจำกัดใน เรื่องการประสานข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดกระบวน การเรียนรู้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างชุมชนและจัดทำ แผนพัฒนาการเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งเป็นภาระกิจใหญ่เรื่องหนึ่งที่ ที่กำหนดอยู่ในการปฏิรูปการศึกษาที่กำลังผลัดดันให้เกิดขึ้น
ด้านคุณภาพ
จุดอ่อนและจุดแข็งของการดำเนินงาน Copyright & copy; 1998 MOENet Thailand Service
|