efa.gif (26388 bytes)

                                               สำนักนโยบายและแผนฯ สป. ศธ.

          ตามที่ประเทศไทยและประเทศสมาชิกองค์การยูเนสโก
155 ประเทศ ได้ร่วมกันประกาศปฏิญญาว่าด้วย   การศึกษา
เพื่อปวงชน ณ  จอมเทียน  ชลบุรี   เมื่อเดือนมีนาคม 
พ.ศ. 2533   นั้น  ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามพันธกิจ ดังกล่าว
โดยกำหนดเป็นนโยบายและกรอบแนวทางการจัดการศึกษา
พื้นฐาน   เพื่อปวงชนไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ 
พุทธศักราช 2535   ซึ่งมีแนวนโยบาย  4  ข้อ ที่เกี่ยวข้อง
คือ   การขยายโอกาสและยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  
การปรับปรุงคุณภาพของการจัดการศึกษา   การสร้าง
เครือข่ายการเรียนรู้   และการระดมสรรพกำลังเพื่อการ
จัดการศึกษา   ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา
ได้มีการประเมินผลสรุปได้ดังนี้
      
colorful.gif (1653 bytes)   ด้านปริมาณ
       
colorful.gif (1653 bytes) ด้านคุณภาพ
       
colorful.gif (1653 bytes)    จุดอ่อนและจุดแข็งของการดำเนินงาน

line1_w.gif (3365 bytes)

ด้านปริมาณ
         
การให้การศึกษาเกี่ยวกับครอบครัว และการอบรมเลี้ยงดูเด็ก
จากข้อมูลเกี่ยวกับการให้การศึกษาเกี่ยวกับครองครัวและการอบรม
เลี้ยงดูเด็ก สรุปได้ว่า ประสบผลสำเร็จในการดำเนินงานระดับหนึ่ง เนื่องจากมีการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสำหรับการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ได้มีการสอดแทรกเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตใน
ครอบครัว การเลี้ยงดูเด็กและเนื้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ความรู้
ที่เกี่ยวกับชีวิตครอบครัวไปเน้นหนักที่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
และเมื่อพิจารณาด้านสาธารณะสุข พบว่า จากความพยายามใน
การดำเนินงานทั้งด้านอนามัยแม่และเด็ก และงานอนามัยโรงเรียน
ส่งผลให้เด็กแรกเกิดถึงอายุ  5    ปี     มีการเจริญเติบโตตามเกณฑ์
มาตรฐานสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดร้อยละ 16.1(โดยกำหนด
เป้าหมายไว้ร้อยละ 80) และเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ได้รับการฉีด
วัคซีนครบตามตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค(วัณโรค คอตีบ
ไอกรน บาดทะยัก หัด โปลิโอ หัดเยอรมัน คางทูม ตับอักเสบบี)
ได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด ร้อยละ 4.3 (โดยกำหนดเป้าหมาย
ไว้ร้อยละ 95) นอกจากนี้ยังพบว่า การเลี้ยงดูบุตรก่อนวัยเรียน คือ
อายุ 0-5 ปี ส่วนใหญ่ร้อยละ 78.6 ได้รับการดูแลโดยตรงจากบิดา
มารดา ซึ่งมีส่วนสำคัญยิ่งต่อพัฒนาการของเด็กในวัยดังกล่าว
          การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา    ในช่วงต้นของการ
ดำเนินการการศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชน ระหว่างปีการศึกษา
2533-2541 สามารถขยายการจัดการศึกษาระดับนี้ให้แก่ประชากร
กลุ่มอายุ 3-5 ปี ได้ถึง 2.3 ล้านคน ในรูปแบบระบบโรงเรียนและ
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย แม้ผลการดำเนินงานยังไม่เป็นไปตาม
เป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผน ที่ระบุว่าภายในปี 2544 ประชากร
กลุ่มดังกล่าวทุกคนได้รับการเตรียมความพร้อม 1 ปี ก่อนเข้า
เรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งจะมีประชากรเหลืออีกประมาณ
0.8 ล้านคน ที่ต้องจัดให้ได้รับการเตรียมความพร้อมภายใน
ระยะเวลา 3 ปี ที่เหลือ อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่จะดำเนิน
การให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดมีความเป็นไปได้ แต่อาจ
ต้องช้ากว่ากำหนดประมาณ 1 ปี ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตาม
นโยบายและแผนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ของกระทรวง
ศึกษาธิการที่กำหนดเป้าหมาย จะขยายการจัดการศึกษาระดับนี้
ประประมาณ 0.2 ล้านคน และภายในปี 2545 เด็กกลุ่มอายุ 3-5 ปี
ทุกคน จะได้รับการเตรียมความพร้อม โดยมีประชากรที่รับบริการ
ทั้งสิ้นประมาณ 3.1 ล้านคน
          การศึกษาระดับประถมศึกษา    การจัดการระดับนี้
ถือเป็นการศึกษาภาคบังคับผลการดำเนินงานตั้งแต่ปีการศึกษา
2533 พบว่า สามารถรับนักเรียนเข้าเรียนในระดับนี้ ครอบคลุม
ประชากรวัยเรียนค่อนข้างสูงมาก โดยมีอัตราร้อยละของการเรียน
ของนักเรียนระดับนี้ (Gross Enrolment Rate) ประมาณร้อยละ
90 ของประชากรอายุ 6 - 11 ปี   และมีสัดส่วนความเสมอภาคใน
โอกาสได้รับการศึกษาระหว่างเพศชายและเพศหญิงระหว่าง 0.96
ถึง 0.99 โดยเพศชายมีโอกาสได้รับการศึกษาสูงกว่าเพศหญิงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเรียนประมาณร้อยละ 9-10 ของประชากรวัยเรียน
หรือประมาณ 600,000 คนเศษ ที่ยังขาดโอกาสได้รับการศึกษาระดับนี้
เด็กเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาสกลุ่มต่างๆที่การจัดการศึกษายัง
ไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากการจัดบริการยังไม่ได้จัดในรูปแบบที่หลาก
หลาย ด้านประสิทธิภาพการจัดการศึกษายังตั้งอยู่ สาเหตุประการหนึ่ง
มาจากยังมีการซ้ำชั้นและออกกลางคันข้อนข้างสูง ทำให้เกิดปัญหา
ความสูญเปล่าทางการศึกษา
          การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น     ตั้งแต่ปีการศึกษา 2533
ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นของการดำเนินงานการจัดการศึกษา พื้นฐานเพื่อปวงชน
พบว่า ประเทศไทยสามารถจัดการศึกษาระดับนี้ให้ครอบคลุมประชากร
วัยเรียนได้เพียง ร้อยละ 39.6 ภายหลังที่ประเทศไทยดำเนินงานโครงการ
ขยายโอกาสทางการศึกษา พบว่า ในปีการศึกษา 2541 อัตราส่วนร้อยละ
ของการได้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของประชากรวัย 12-14 ปี เพิ่ม
ขึ้นเป็นร้อยละ 72.6 อย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาระดับนี้จะสามารถ
ขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว และดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
ได้ภายในปี 2545 เนื่องจากประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ
การศึกษา แห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้การศึกษาภาคบังคับของ
ประเทศไทยจาก 6 ปี เป็น 9 ปี
         การจัดการศึกษาสำหรับผู้ด้อยโอกาส    ช่วงระหว่างปีการศึกษา
2533-2539 ประเทศไทยสามารถขยายบริการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำหรับผู้ด้อยโอกาส ซึ่งได้แก่ กลุ่มคนพิการ กลุ่มเด็กยากจน กลุ่มเด็กใน
ชุมชนแออัดและแหล่งก่อสร้าง กลุ่มเด็กเร่ร่อน เด็กที่ถูกใช้แรงงาน สตรี
ด้อยโอกาส เด็กในพื้นที่ห่างไกล    ชนต่างวัฒนธรรมและเด็กไร้สัญชาติ
โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สามารถขยายการจัดได้เพิ่มขึ้น
ถึง 3.5 เท่า ซึ่งจัดได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผน   อย่างไรก็ตาม
ความพยายามในการจัดการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มดังกล่าว ยังดำเนินการ
อย่างต่อเนื่องด้วยรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความ
แตกต่างระหว่างบุคคล โดยในปีการศึกษา 2542 กระทรวงศึกษาธิการ
ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่จัดการศึกษาระดับนี้ได้ประกาสให้เป็นปีการศึกษา
เพื่อคนพิการ โดยกำหนดให้เป็นปีที่คนพิการทุกคนที่ประสงค์จะเรียนต้อง
ได้เข้าเรียนตามความต้องการ
          การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมการรู้หนังสือ     จากการดำเนินงาน
ด้านรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อรณรงค์ให้ประเทศไทยปลอดจากผู้ไม่รู้
หนังสือพบว่าในปี พ.ศ.2541 ประชากรอายุ 14-15 ปี สามารถอ่านออก
และเขียนภาษาไทยได้ ประมาณร้อยละ 97.7 ซึ่งผู้ชายมีอัตราการอ่าน
ออกเขียนได้สูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย     แม้การดำเนินการยังต่ำกว่าเป้าหมาย
ที่กำหนดไว้ในแผนที่จะดำเนินการให้ประชากรกลุ่มอายุดังกล่าว สามารถ
อ่านออกเขียนได้อย่างทั่วถึงภายในปี พ.ศ.2544  ยังมีความเป็นไปได้ที่จะ
ดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด เพราะพระราชบัญญัติการ
ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ประสงค์ใช้เป็นกฎหมายได้กำหนดให้ใช้สื่อ
เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ ที่มีอยู่ในประเทศ จะต้องดำเนินการ
เพื่อการศึกษาเป็นไปตามสัดส่วนที่เหมาะสม    ข้อบังคับดังกล่าวจะเป็น
กลไกลที่สำคัญที่      ส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและ
รวดเร็วสุด
           เครือข่ายการเรียนรู้        การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อมุ่งให้
ประชาชนได้รับการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต   มีรูปแบบหลากหลายและ
มีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการรูปแบบของแหล่งการเรียนรู้
ในชุมชนที่ขยายการดำเนินงานอย่างมาก ได้แก่ ที่อ่านหนังสือประจำ
หมู่บ้าน ห้องสมุดอำเภอ/จังหวัด      วัดเป็นศูนย์กลางในการให้บริการ
ความรู้  ข่าวสาร  ข้อมูล ในหมู่บ้าน ตำบล หอกระจายข่าวในหมู่บ้าน
ห้องสมุดเคลื่อนที่พิพิธภันฑ์        หรือแม้แต่ศูนย์อบรมกีฬาหมู่บ้าน
แม้จะมีรูปแบบบริการการจัดที่หลากหลาย        แต่ยังมีข้อจำกัดใน
เรื่องการประสานข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ระหว่างกัน   อย่างไรก็ตาม
ความพยายามที่จะส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดกระบวน
การเรียนรู้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างชุมชนและจัดทำ
แผนพัฒนาการเรียนรู้ของชุมชน    ซึ่งเป็นภาระกิจใหญ่เรื่องหนึ่งที่
ที่กำหนดอยู่ในการปฏิรูปการศึกษาที่กำลังผลัดดันให้เกิดขึ้น

b_up03.gif (647 bytes)

 


ด้านคุณภาพ
         
การพัฒนาสุขภาพของนักเรียน      เพื่อเป็นการส่งเสริมภาวะ
สุขภาพอนามัยของนักเรียน ประเทศไทยได้ส่งเสริมบริการด้าน
สุขภาพของนักเรียน ที่กำลังอยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานหลาย

โครงการ เช่น โครงการอาหารกลางวัน    โดยรัฐบาลได้กำหนดเป็น
กฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติกองทุนเพื่ออาหารกลางวันใน
โรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ.2535   เพื่อให้นักเรียนมีอาหารกลางวัน
รับประทานได้ครบทุกคน    นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้นักเรียนได้ดื่มนม
เป็นอาหารเสริม   มีบริการตรวจสุขภาพในโรงเรียนและมีการประกัน
สุขภาพ       สนับสนุนการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพในสถานศึกษา
ด้วยมาตรการดำเนินการในหลายๆ โครงการ ทำให้ประสบผลสำเร็จ
ในการดำเนินงานได้ระดับหนึ่ง แต่ประเทศไทยยังมีความพยายาม
ที่จะขยายผลการดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวอย่างมาก   จะเห็นได้
จากการรณรงค์ให้สถานศึกษา ปลอดจากสารเสพติดในโครงการ
โรงเรียนสีขาว        และการให้สถานศึกษาร่วมกับชุมชนปรับปรุง
อนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลในโรงเรียนและชุมชน ในโครงการ
โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งกำลังขยายผลการดำเนินงานให้
ครอบคลุมทั่วถึงสถานศึกษาทุกระดับและประเภท
          การพัฒนาความสามารถทางการเรียน      ประเทศไทยได้มุ่ง
ปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
อยู่เสมอ ตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา โดยมีการปรับปรุงหลักสูตรในระดับ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและ
สภาวะการต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ผลการดำเนินการยังไม่ประสบผล
สำเร็จเท่าที่ควร เมื่อพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านการ
คิดและแก้ปัญหา วิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์   ผู้เรียนมีคะแนน
เฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำกระบวนการเรียนรู้มีลักษณะที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง
และให้ความสำคัญต่อการสอนให้ จำมากกว่าการยึดทักษะกระบวน
การที่จะทำให้ผู้เรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ การเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน
จริงยังดำเนินการในวงจำกัด อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยพยายาม
แก้ปัญหาดังกล่าวโดยให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปกระบวนการ
เรียนรู้ที่ถือว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด และสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มี
ความสามารถในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องซึ่ง
ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จะเห็นได้ชัดเจนจากที่กำหนดไว้ใน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 สำหรับการส่งเสริม
การเรียนการสอนด้านคณิตศาสตร์   วิทยาศาสตร์   ภาษาไทยและ
ภาษาต่างประเทศ เป็นจุดเน้นที่สำคัญ ประเทศไทยพยายามดำเนิน
การมาโดยตลอด        ทั้งในด้านการสนับสนุนงบประมาณเพื่อการนี้
และการสนับสนุนโครงการ        หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถ
ของผู้เรียนทางด้านคณิตศาสตร์     วิทยาศาสตร์      ภาษาไทยและ
ภาษาต่างประเทศ          จะเห็นได้จากการเข้าร่วมแข่งขันโครงการ
ด้านคณิตศาสตร์    วิทยาศาสตร์        ระหว่างประเทศและภายใน
ประเทศ     ซึ่งรัฐให้การสนับสนุนในการทำกิจกรรมมาโดยตลอด
          การพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน  การจัดการ
ศึกษามิได้มุ่งเพื่อพัฒนาทางด้านร่างกาย สติปัญญาและทักษะการ
ประกอบอาชีพเท่านั้น   ประเทศไทยยังให้ความสำคัญต่อการจัดการ
ศึกษา    เพื่อพัฒนาทางด้านจิตใจด้วย    โดยเฉพาะด้านคุณธรรมและ
จริยธรรมจะเห็นได้จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหลายรูปแบบ
ที่มุ่งส่งเสริมในเรื่อง คุณธรรมในระดับการศึกษาพื้นฐาน เช่น การเปิด
สอนหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกธรรมบาลี และสามัญ  เพื่อให้พระ
เณรที่บวชเรียนได้รับการศึกษาไปพร้อมๆ กับการพัฒนาด้านคุณธรรม
จริยธรรม         การเปิดสอนโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์แก่นักเรียน
การเตรียมความพร้อมแก่เด็กปฐมวัยในศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ในวัดและ
มัสยิด การเปิดสอนหลักสูตรตากีดาในมัสยิด   เป็นต้น นอกจากนี้ยังมี
การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรในวันสำคัญทางศาสนาและวันสำคัญ
ของชาติ   จากการประเมินผลด้านลักษณะทางคุณธรรมและค่านิยม
ของนักเรียน   พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เห็นประโยชน์ของการเสียสละ
และมุ่งพัฒนา   ซึ่งโดยภาพรวมแล้วสามารถสรุปได้ว่า ผู้เรียนสามารถ
เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมได้

b_up03.gif (647 bytes)

 


จุดอ่อนและจุดแข็งของการดำเนินงาน
         
จากผลการดำเนินงานโครงการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน ในช่วงปี
การศึกษา 2533 ถึง 2541 แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับ
การศึกษาขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยให้สูงขึ้น และสามารถดำเนิน
การ    การศึกษาขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยให้สูงขึ้น และสามารถ
ดำเนินการได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัด ซึ่ง
เป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง      ในการดำเนินงานหลายประการ ที่ส่งผลให้
ปฏิบัติงานตามโครงการประสบทั้งผลสำเร็จและล้มเหลว ในที่นี้จะกล่าว
ถึงใน 3 ประเด็นใหญ่คือ
           1) การให้บริการทางการศึกษาจากนโยบายขยายโอกาสทางการ
ศึกษาของภาครัฐ   ทำให้ความสามารถในการดำเนินงานด้านปริมาณ
ขยายเพิ่มขึ้นได้มากอย่างรวดเร็ว   ในสถานศึกษาของรัฐ แต่เป็นจุดอ่อน
ที่ทำให้การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของภาคเอกชนลดลง ในปีการ
ศึกษา 2533 ภาคเอกชนมีส่วนแบ่งในการจัดการศึกษาระดับก่อนประถม
ศึกษา ถึงร้อยละ 25 ของนักเรียนที่เข้าเรียน และสำหรับระดับมัธยมศึกษา
ภาคเอกชนมีส่วนแบ่งในการจัดถึงร้อยละ 11 ของนักเรียนที่เรียนอยู่ แต่กลับ
ลดลงมาโดยตลอด    ดังจะเห็นได้จากปีการศึกษา 2541  ภาคเอกชนมีส่วน
แบ่งในการจัด ระดับก่อนประถมศึกษาเหลือเพียงร้อยละ 20 และระดับมัธยม
ศึกษาตอนต้นเหลือเพียงร้อยละ 6
           2) หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทในการจัดการศึกษาพื้นฐานเพื่อปวงชน
มีหลายหน่วยงานที่ดำเนินการ   ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้การขยายการจัดครอบคลุม
กลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้นแต่ถ้าพิจารณาถึงประสิทธิภาพ การบริหารจัดการ
และคุณภาพ      ในการจัดการศึกษาของแต่ละหน่วยงานที่ดำเนินการกลับเป็น
จุดอ่อน    เพราะขาดการประสานในการวางแผนดำเนินการร่วมกันทำให้เกิด
ความซ้ำซ้อนของพื้นที่บริการและกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดที่กระจัดกระจาย
เกินไป      ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากรทางการศึกษาและความพร้อมของ
แต่ละหน่วยงาน     เป็นผลให้คุณภาพของการจัดการศึกษายังมีความแตก
ต่างกันมาก    ระหว่างหน่วยงานที่ดำเนินการ และเพิ่มความยุ่งยากในการ
กำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาให้มีเอกภาพ
          3) ระบบการศึกษาไทยส่วนใหญ่เป็นการศึกษาในระบบโรงเรียน
และจัดการศึกษาโดยแบ่งตามชั่วอายุ     ซึ่งเป็นจุดอ่อนซึ่งส่งผลให้โอกาส
ของผู้เรียนที่ได้เรียนต่อในระดับสูงขึ้นลดลงจากสติถิการศึกษาฉบับย่อ
ปีการศึกษา 2540 ของสำนักนโยบายและแผน การศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม    สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พบว่าร้อยละ 85 ของ
เด็กกลุ่มอายุ 6-11 ปี   ได้เรียนในระดับประถมศึกษา ในระดับการศึกษา
ที่สูงขึ้น เด็กมีโอกาสเข้าเรียนได้น้อยลง    เพราะระบบการศึกษาไทยเป็น
ระบบแพ้คัดออกและยึดระบบโรงเรียนเป็นหลัก มีผู้ได้เรียนระดับมัธยม
ศึกษาตอนต้นเพียงร้อยละ 66 ของประชากร กลุ่มอายุ 12-14 ปี มีผู้เรียน
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพียงร้อยละ  44  ของประชากร    กลุ่มอายุ
15-17 ปี และประมาณร้อยละ 30 ของประชากรกลุ่มอายุ 18-21 ปี ได้
เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา       ซึ่งเป็นข้อจำกัดของการจัดการศึกษาใน
ระบบโรงเรียน      แต่กลับเป็นจุดแข็งที่ทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ
การจัดการศึกษาหันมาให้ความสำคัญต่อการจัดการศึกษานอกระบบ
โรงเรียน ที่มีส่วนช่วยเสริมการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ได้มากขึ้น
           4) ความครอบคลุมของกลุ่มเป้าหมายที่รับบริการการศึกษา
โดยเฉพาะกลุ่มผูด้อยโอกาสทางการศึกษา ยังเป็นจุดอ่อนของการดำเนิน
การ    เนื่องจากขาดฐานข้อมูลที่ชัดเจนของประชากรกลุ่มดังกล่าว   การ
ขาดการประสานความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน ครอบครัวและ
ชุมชนยังมีส่วนร่วมน้อย ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องแก้ไข
           5) การจัดการศึกษาที่ผ่านมามีจุดอ่อนอย่างมากในเรื่องการมี
ส่วนร่วมของประชาชนทำให้สถานศึกษาไม่ได้รับ   การสนับสนุน จาก
ชุมชนเท่าที่ควร      จากผลการสำรวจพบว่า    มีสถานศึกษาประมาณ
ร้อยละ 40 เท่านั้น   ที่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองหรือคนในชุมชนเข้ามามี
ส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรหรือกิจกรรมทางด้านการศึกษา มีโรงเรียน
ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ประมาณ 1 ใน 3 ของโรงเรียนทั่วประเทศ
ที่เปิดโอกาสให้คนในชุมชนเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษา    การที่
ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ทำให้การให้บริการไม่สามารถ
จัดได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และไม่สอดคล้องกับความต้องการของ
ท้องถิ่น รวมทั้งการประกันคุณภาพทางการศึกษาไม่สามารถจะบรรลุผลได้

b_up03.gif (647 bytes)

homejump.gif (2462 bytes)


Copyright & copy; 1998 MOENet Thailand Service
ข้อมูลโดยศูนย์ประชาสัมพันธ์กระทรวงศึกษาธิการ
พัฒนาระบบและนำเสนอข้อมูล โดย นางสาวพรรณลดา ลีตะชีวะ
กลุ่มงานสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต ศูนย์สารสนเทศ สป.ศธ.
โทร. 281-9809, 628-5643, 628-5644 Fax. 281-8218

an-scrol.gif (20565 bytes)
mailto:website@emisc.moe.go.th