|
5
ธันวาคม (วันพ่อแห่งชาติ) |
วันที่ระลึกคล้ายวันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ พระผู้ทรงกอปด้วยพระวิริยะอุตสาหะ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานับประการ อัน เป็นคุณประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ ด้วยพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนทุก หมู่เหล่า ไม่เลือกชาติ ศาสนา ที่อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารและประเทศชาติ มีความผาสุข และเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น ตามที่ได้มีพระปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนสยาม"
พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาคือ พระราชพิธีคล้ายวันพระบรมราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชดำริจัดมีขึ้น ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระราช ทานพระบรมราชาธิบายไว้ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ว่า " การทำบุญวันเกิดทุก ๆ ปี ในเมื่อบรรจบรอบตามทางสุริยคติกาล เช่นทำกันอยู่ทุกวัน นี้เกิดขึ้นโดยพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงทำเป็นต้นเดิมมา แต่ยังทรงผนวชใช่ว่าจะตามอย่างฝรั่งหรืออย่างจีน ด้วยทรงพระราชดำริเห็นว่าการซึ่งมีอายุ มาถึงบรรจบครบรอบปีไม่ตายไปเสียก่อน เป็นลาภอันอุดมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ควรยินดี เมื่อผู้มา รู้สึกยินดีเช่นนั้นก็ควรจะบำเพ็ญกุศลซึ่งเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่น สมกับที่มีน้ำใจ ยินดี และควรที่จะทำใจให้เป็นที่ตั้งแห่งความไม่ประมาท ด้วยไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าจะอยู่ ไปบรรจบรอบปีเช่นนี้อีกหรือไม่ควรที่จะทำใจให้เป็นที่ตั้งแห่งความไม่ประมาทด้วยไม่ สามารถที่จะรู้ได้ว่า จะอยู่ไปบรรจบรอบปีเช่นนี้อีกหรือไม่ ให้รู้สึกว่าอายุล่วงไปใกล้ต่อมรณะ อีกก้าวอีกคั่นหนึ่ง เมื่อรู้สึกมีเครื่องเตือนเช่นนี้ ก็จะได้บรรเทาความเมาในชีวิตซึ่งเป็น ที่ตั้งแห่งความประมาทเป็นตัวอกุศลธรรมนั้นเสีย...." ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวันเฉลิมพระชนม พรรษาตั้งแต่ยังทรงผนวชอยู่นั้น มีแต่สวดมนต์เลี้ยงพระ ๑๐ รูป เมื่อเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย ราชสมบัติแล้วก็ยังทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเพียงเจริญพระพุทธมนต์และเลี้ยงพระเหมือนครั้ง ทรงผนวช เพิ่มจะทรงทำเป็นพิธีใหญ่เมื่อเจริญพระชนมายุครบ ๖๐ พรรษา เป็นงาน ๓ วัน มีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ที่ท้องพระโรง ๖๐ รูปเท่าพระชนมายุ ให้เจ้านายและข้าราชการ ทำบุญสวดมนต์เลี้ยงพระทุกวัง ทุกบ้าน เสด็จออกพระที่นั่งอนันตสมาคมคล้ายออกแขกเมือง เจ้านายและขุนนางอ่านคำถวายพระพรชัยมงคล แล้วพระราชทานเหรียญทองคำตรามงกุฎแก่ ข้าราชการ มีเทศนา ๕ กัณฑ์ และสรงมุรธาภิเษก รัชกาลต่อ ๆ มาได้ถือเป็นราชประเพณีแต่ได้เปลี่ยนแปลงตามกาลสมัยของแต่ละรัชกาล ในรัชาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพ วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาได้กำหนดดังนี้
วันที่ ๕ ธันวาคม เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๐ นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิตไปยังพระบรมมหาราชวัง เสด็จฯเข้าสู่พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนถวายสักการะพระสยามเทวาธิราช แล้วพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทร วินิจฉัยทางพระทวารราชมเหศวร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับเหนือพระที่นั่งพุดตาน กาญจนสิงหาสน์บนพระราชบังลังก์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตรที่โต๊ะเคียงด้านขาวทอดพระ มหาพิชัยมงกุฎ และพานทองคำลงยาวางแผ่นกระดาษพระราชดำรัส ที่โต๊ะด้านซ้ายทอด พานพระขันหมากและพระสุพรรณราชที่ฐานเขียงพระแท่นราชบังลังก์ ตั้งต้นไม้ทอง - เงิน สี่มุมพระราชบังลังก์หลังพระราชบังลังก์ พนักงานเครื่องสูงถวายอยู่งานพัดโบกคู่หนึ่ง มีมหาดเล็ก เชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์คือ พระมาลาและพระคทาจอมทัพ พระแสงขรรค์ชัยศรี ธารพระกร พระแส้หางช้างเผือกพัดวาลวิชนีเข้าริ้วยืนเฝ้า ฯ ตามตำแหน่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์เฝ้าฯ ณ เบื้องซ้าย พระราชบังลังก์ นายทหารรักษาพระองค์ทุกเหล่าและราชองครักษ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ในราช สำนักเฝ้าฯ เบื้องขวาพระราชบังลังก์ เมื่อพร้อมแล้วเลขาธิการพระราชวังถวายความเคารพขอ พระบรมราชานุญาตให้มหาดเล็กรัวกรับให้สัญญาณชาวม่าน ไขเปิดพระวิสูตร ตำรวจหลวง ชูพุ่มให้สัญญาณถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทหารบก ทหาร เรือ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติฝ่ายละ ๒๑ นัด พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะ รัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภาข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ข้าทูลละอองธุลีพระบาทถวาย ความเคารพ ครั้นสุดเสียงประโคมแล้วสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมารบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์ นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลแทนคณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภากราบบังคมทูลถวาย พระพรชัยมงคลแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระ ราชดำรัสตอบจบแล้ว มหาดเล็กรัวกรับ ตำรวจหลวงชูพุ่มดอกไม้ทองชาวม่านไขปิดพระวิสูตร ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ชาวพนักงาน ประโคมเช่นเวลาเสด็จออก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงจากพระแท่นราชบังลังก์ นพปฎลมหาเศวตฉัตร แล้วเสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราชมเหศวร์ ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ งานพระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคม แต่งกายเครื่องแบบเต็มยศสายสะพานมหาจักร สายสร้อยจุลจอมเกล้า
บ่ายวันที่ ๕ ธันวาคม เจ้าพนักงานตกแต่งพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยเป็นที่ประกอบพิธี
สงฆ์ที่พระแท่นราชบังลังก์นพปฎลมหาเศวตฉัตร เชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลปัจจุบัน
ขึ้นประดิษฐานบนโต๊ะหมู่ ตั้งพระกรัณฑ์ทองคำลงยาบรรจุพระสุพรรณบัฏพระดวงพระบรม
ราชสมภพ มีพานทองคำลงยารองรับคลุมด้วยปักดิ้นทอง
ทอดพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ และครอบพระกริ่งสำหรับทำน้ำพระพุทธมนต์ถวายสรงบนฐานเขียงพระแท่นราชบังลังก์ด้าน
หน้าตั้งเชิงเทียนปักเทียนพระมหามงคลคู่ ๑ (ขี้ผึ้งหนัก
๘ บาท หมายถึงมงคล ๘ ประการ ไส้ ๓๒ เส้น สูงเท่ากับความยาวรอบพระเศียร)
ข้างซ้ายตั้งเทวรูปชื่อพระราชมุทธาธรเชิญหีบ พระราชลัญจกร
ข้างขวาตั้งเทวรูปชื่อ พระราชบันฤาธารเชิญพระแสงพระราชพิธี
สี่มุม พระแท่นราชบัลลังก์ ตั้งต้นไม้ทอง - เงินและตั้งพานพุ่มดอกไม้แจกันดอกไม้รอบฐาน
พระแท่น ด้านข้างขวาพระแท่นราชบัลลังก์นพปฎลมหาเศวตฉัตร ตั้งตู้เทียนเท่าพระองค์
(ขี้ผึ้งหนักเท่าพระชนมายุ ไส้ ๓๒ เส้นสูงเท่าพระองค์)ยอดตู้ทรงมงกุฎและตั้งโต๊ะหมู่ประดิษฐาน
พระพุทธรูปเทวรูปนพเคราะห์องค์เสวยพร้อมด้วยดอกไม้สี
ธูปเทียนตามกำลังของเทวรูป นพเคราะห์องค์แทรก พร้อมด้วยดอกไม้สี
ธูปเทียนตามกำลังของเทวรูป
หน้าพระแท่นราชบัลลังก์นพปฎลมหาเศวตฉัตร ทอดเครื่องนมัสการพานทองสองชั้น
และเครื่องนมัสการลงยารองพร้อมที่ทรงทราบ ทอดพระราชอาสน์และเครื่องราชูปโภคตั้ง
อาสนสงฆ์สำหรับพระสงฆ์ที่จะรับ พระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์
และที่จะเจริญพระ พุทธมนต์ ตั้งโต๊ะปูผ้าขาววางผ้าไตร
พัดยศ และเครื่องยศสมณศักดิ์ พร้อมทั้งตั้งเก้าอี้
พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทุกฝ่ายเฝ้าฯ ส่วนที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ที่ชานหน้าพระอุโบสถตั้งโต๊ะปูผ้าขาว สำหรับบรรพชิตญวนและจีนวางเครื่องดอกไม้เงินทองในการถวายพระพร
ภายในพระอุโบสถที่ข้างธรรมาสน์ศิลาตั้งตู้เทียนเท่าพระองค์คู่
๑ บนธรรมาสน์ศิลา ตั้งเทียนพระมหามงคลคู่
๑ หน้าธรรมาสน์ศิลาทอดเครื่องมนัสการทองใหญ่และเครื่องนมัส การทองทิศพร้อมที่ทรงกราบ
แนวผนังด้านเหนือตั้งอาสนสงฆ์สำหรับพระสงฆ์ ๕ รูป สวด
นวัคคหายสมธัมม์ (เป็นประเพณีมาแต่รัชกาลที่ ๔ กำหนดให้เป็นหน้าที่พระสงฆ์วัดราชประ
ดิษฐสถิตมหาสีมาราม สวดนวัคคหายุสมธัมม์) หน้าพระทวารกลางตั้งแท่นปูผ้าขาวตั้งบัตร
นพเคราะห์ยอดวางบุษบกประดิษฐานเทวรูปนพเคราะห์ มีธงเครื่องกระยาบวช
ดอกไม้สี ธูปเทียนตามกำลังเทวดา
แนวผนังด้านใต้ทอดพระราชอาสน์และตั้งเก้าอี้สำหรับพระบรม-
วงศานุวงศ์องคมนตรีและข้าราชการเฝ้าฯ เวลา
๑๖ นาฬิกา ๓๐ นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง
จากพระตำหนักจิตรลดาร โหฐานพระราชวังดุสิต
ไปยังพระบรมมหาราชวัง รถยนต์พระที่นั่งเทียบที่ประตูเกยหลังวัด
พระศรีรัตนศาสดาราม เสด็จพระราชดำเนินไปยังชานหน้าพระอุโบสถ
บรรพชิตญวนและ จีนถวายพระพรชัยมงคลและถวายดอกไม้เงิน
- ทอง แล้วเสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ พระบาท- สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมณีรัตนปฏิมากร
พระสัมพุทธพรรณี พระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
พระพุทธรูปฉลอง พระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ทรงจุดเทียนพระมหามงคลเทียนเท่า พระองค์ แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรง
จุดธูปเทียนเครื่องนมัสการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียน
ที่พระสงฆ์สวด นวัคคหายุสมธัมม์ แล้วจึงทรงจุดธูปเทียนบูชาเทพยดานพเคราะห์
โหรลั่นฆ้องชัย พนักงาน ประโคมสังข์แตร ดุริยางค์
พระสงฆ์ ๕ รูปเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์โหรบูชา
เทพยดา นพเคราะห์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ เสด็จลงสู่ชานหน้าพระอุโบสถพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานราชสังคหวัตถุ
(พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๔ ทรงพระราชดำริที่จะสนองคุณงามความดี
ของข้าราชการที่เจริญอายุมากกว่าพระชนมพรรษา ให้มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับพระราชทานราชสัง
คหวัตถุ มีเงิน ผ้านุ่งห่ม ต่อมาในรัชกาลที่
๘ เปลี่ยนเป็นพระราชทานเงินแต่อย่างเดียว ใน รัชกาลปัจจุบันพระราชทานเงินคนละ
๒๐๐ บาท) แก่ข้าทูลละอองพระบาทผู้สูงอายุแล้วเสด็จ พระราชดำเนินออกจากพระอุโบสถ
ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง ประตูหลังวัดพระศรีรัตน-
ศาสดารามไปเทียบหน้าพระทวาร เทเวศร์รักษาเสด็จเข้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
ทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์
กองประกาศิต สำนักนายกรัฐมนตรี อ่านประกาศกระแส พระบรมราชโองการสถาปนาสมณศักดิ์สมเด็จพระราชาคณะ
และรองสมเด็จพระราชาคณะ จบแล้ว พระสงฆ์ ๑๐
รูปเจริญชัยมงคลคาถาชาวพนังงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร
ดุริยางค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประเคนสุพรรณบัฎหิรัญบัฎ
พัดยศ ผ้าไตร แด่พระ สงฆ์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สถาปนาสมณศักดิ์ แต่ถ้าปีใดไม่สถาปนาสมณศักดิ์ ชั้น
สมเด็จพระราชาคณะและรอง สมเด็จพระราชาคณะ ไม่มีการอ่านประกาศพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร
พระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทาน สมณศักดิ์ออกไปครองผ้าเรียบร้อยแล้ว
กลับมานั่งยังอาสนะถวายอนุโมทนา สมเด็จพระ ราชาคณะถวายอดิเรก
ถวายพระพรลา เจ้าหน้าที่กองศาสนูปถัมภ์ กรมการศาสนานิมนต์
พระสงฆ์ ๖๐ รูป(จำนวนพระสงฆ์ตามเกณฑ์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเฉลิมพระชนมายุ ๖๐ พรรษา) ซึ่งจะเจริญพระพุทธมนต์
การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาขึ้นนั่งยังอาสนะในพระที่นั่งตามลำดับพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียน พระมหามงคลเทียนเท่าพระองค์ และทรงจุดธูปเทียนบูชาพระ
พุทธรูปเทวรูปองค์เสวย พระพุทธรูปเทวรูปองค์แทรก แล้วพระบาทสมเด็๋จพระเจ้าอยู่หัว
และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการที่หน้าแท่นราช
บัลลังก์เจ้าหน้าที่กองศาสนูปถัมภ์ กรมการศาสนา อาราธนาศีล
พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงศีลแล้ว
พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และเมื่อถึงบทเสกทำน้ำพระพุทธมนต์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนที่ครอบ พระกริ่งถวายสมเด็จพระสังฆราช
เมื่อสมเด็จพระสังฆราชทรงเสกน้ำ พระพุทธมนต์เสร็จ
แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จขึ้น พระที่นั่งไพศาลทักษิณทางพระทวารเทวราช
มเหศวร์ ทรงจุดเทียนพระมหามงคลบูชาพระสยามเทวาธิราชคู่
๑ (เทียนขี้ผึ้งหนัก ๑๐ บาท หมายถึงทศบารมี สูงเท่ากับความยาวรอบพระเศียร)
แล้วเสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ขณะพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์
การพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการ
เมื่อ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์และพระราชทานเครื่องอิสริยาภรณ์เสร็จแล้วสมเพ็จพระราชา
คณะถวายอดิเรก ถวายพระพรลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินกลับ
วันที่
๖ ธันวาคม เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๐
นาที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ เสด็จโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนัก
จิตรลดารโหฐานพระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง
เสด็จขึ้นพระที่นั่งไพศาล ทักษิณ ทรงจุดเทียนบูชาพระสยามเทวาธิราชคู่
๑ (พระธรรมเทศนามงคลวิเศษ เริ่มถวายเมื่อวันบรมราชาภิเษกเป็นราชธรรมจริยานุวัตร
ที่พระมหากษัตริย์พึงปฏิบัติยึดถือ การถวายพระธรรมเทศนานี้เป็นกิจของ
สมเด็จ พระสังฆราช นำมาใช้ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา
แต่ถ้าสมเด็จพระ สังฆราชประชวรหรือไม่สามารถที่จะถวายพระธรรมเทศนา
ได้จะมอบหมายให้สมเด็จ พระราชาคณะรูปอื่นถวายแทนต้องกราบบังคมทูลของพระบรมราชานุญาตก่อน)
ซึ่งพรรณาถึงพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงปฏิบัติในรอบปีที่ผ่านมา โดยหลักที่ทรง
ปฏิบัติตามทศพิธราชธรรมจักรวรรดิวัต จบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
การถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของคณะทูตานุทูต
ด้วยคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นว่า
ตามที่ได้กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองชาติไทย ในวันที่
๒๔ มิถุนายน นั้น ได้ปราฏในภายหลังว่า
มีข้อที่ไม่เหมาะสมหลายประการ ในด้านประชาชนและหนังสือพิมพ์
ได้เสนอแนะให้พิจารณาในเรื่องนี้หลายครั้งหลาย
คราวคณะรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณาโดยมี
พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นราธิปพงศ์ประพันธ์
รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการนี้ได้พิจารณาแล้ว
เสนอความเห็นว่า ประเทศต่างๆ ที่เลือกถือวันใด
วันหนึ่งที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องในชาติต่าง ๆ กัน โดยถือเอาวันประกาศเอกราช
วัน อิสรภาพ วันตั้งถิ่นฐาน วันสาธารณรัฐ วันสถาปนาพระราชวงศ์บ้าง
ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของชาติโดยทั่วไปนั้น
ได้ถือเอาวันพระราช สมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติเช่น
ประเทศอังกฤษ เนเธอแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน
ญี่ปุ่น ฯลฯเป็นต้น แม้ประเทศไทยเราเองก็ได้เอาวันพระราชสมภพ
เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยมานานแล้ว เพิ่งจะมากำหนดเอาวันที่
๒๔ มิถุนายน เป็นวันชาติเพิ่มขึ้นอีกวันหนึ่งในระยะหลังนี้เอง
คณะกรรมการฯ
จึงมีความเห็นว่า เพื่อให้เป็นไปตามขนบประเพณีของประเทศที่ ี่พระมหากษัตริย์เป็นประมุข
และเป็นการสมัครสมานสามัคคีรวมจิตใจของบุคคลในชาติ โดยทั่วกัน
จึงสมควรจะถือเอาวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลอง
ของชาติไทยต่อไปโดยยกเลิกวันชาติในวันที่ ๒๔ มิถุนายน เสีย
คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบด้วยจึงได้ลงมติยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๔๘๑ เรื่องวันชาตินั้นเสียและให้ถือเอาวันพระราชสมภพของ
พระมหากษัตริย์เป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทยด้วย ต่อไปตั้งแต่บัดนี้
เนื่องด้วยประกาศให้ถือวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เป็นวัน เฉลิมฉลองชาติ รัฐบาลจึงได้กำหนดมีงานสโมสรสันนิบาตที่ทำเนียบรัฐบาล
โดย นายกรัฐมนตรีได้ออกบัตรกราบทูลเชิญและเชิญพระบรมวงศานุวงศ์
องคมนตรี คณะ ทูตานุทูต ผู้มีเกียรติทั้งไทยและต่างประเทศ
ข้าราชการผู้ใหญ่ทุกกระทรวง ทบวง กรม ไปในงานนี้เพื่อถวายพระพรชัยมงคล
การแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ อนึ่ง
ก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษากองทัพไทย ได้จัดให้กรมกองทหารรักษา
พระองค์ทุกเหล่า ทำพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ
ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่ลานพระราชวังดุสิต
บริเวณพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง
(เปิดประทุน) มีนายทหารราชองครักษ์เชิญธงชัยราชกระบี่ยุทธ
ครุฑพ่าห์ขึ้นรถนำเสด็จฯ และนาย ทหารชั้นผู้ใหญ่ตามเสด็จ
เมื่อทรงตรวจพลเสร็จเสด็จฯ ประทับพลับพลากองทหารถวาย คำสัตย์ปฏิญาณ
ถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบ
แล้วทอดพระเนตรทหารเดินสวนสนามตามลำดับ แล้วเสด็จฯ กลับ
ความหมาย และอีกบทหนึ่งเทิดพระเกียรติว่า "ทุกบุปผามาลัยคือใจราษฎร์ ภักดีบาทองค์บพิตรเป็นนิจสิน พระคือบิดาข้าแผ่นดิน ร่วมร้อยรินมาลัยถวายพระพร ลุ ๕ ธันวามหาราช "วันพ่อแห่งชาติ" คือองค์อดิศร พระเปี่ยมล้นด้วยเมตตาเอื้ออาทร พสกนิกรเป็นสุขทุกคืนวัน" คณะกรรมการจัดงานวันพ่อแห่งชาติได้กำหนดให้ ดอกพุทธรักษา ดอกไม้ที่มีนามเป็นมงคลนี้เป็นสัญลักษณ์ |
Copyright
@2001 Ministry of Education, THAILAND
แหล่งข้อมูล : หนังสือวันสำคัญโครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยฯ ของสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
หน่วยงาน : กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644 โทรสาร 281-8218
ติดต่อผู้ดูแลระบบ : website@emisc.moe.go.th