|
ยูเออี เป็นสหพันธรัฐ
ประกอบด้วยรัฐอาหรับ 7 รัฐบนฝั่งตะวันตก ของอ่าวเปอร์เซีย
กล่าว คือ
- รัฐอาบูดาบี (Abu Dhabi) เป็นรัฐใหญ่ที่สุด (มีพื้นที่ประมาณ
80% ของพื้นที่ทั้งประเทศ) และมีประชากรมากที่สุด มีอิทธิพลทางการเมืองมากกว่ารัฐอื่น
ๆ เพราะเป็นผู้ผลิตน้ำมันที่สำคัญที่สุด
- รัฐดูไบ (Dubai) มีความสำคัญรองจากอาบูดาบี เป็นเมืองเศรษฐกิจ
และเมืองท่าที่สำคัญ
- รัฐอื่น ๆ อีก 5 รัฐ คือ Sharjah, Ras-Al-Khaimah, Umm
Al-Qaiwain, Ajman, Fujairah
|
ที่ตั้ง
ทิศเหนือ จรดประเทศกาตาร์และอ่าวเปอร์เซีย
ทิศตะวันออก จรดประเทศโอมาน อ่าวเปอร์เซียบริเวณใกล้ช่องแคบ
Hormuz และบริเวณอ่าวโอมาน
ทิศใต้ จรดประเทศโอมานและซาอุดีอาระเบีย
ทิศตะวันตก จรดประเทศซาอุดีอาระเบีย
และมีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 650 กิโลเมตร
พื้นที่ :
32,000 ตารางไมล์
ประชากร :
2.5 ล้านคน (ค.ศ. 2003)
เชื้อชาติ :
ยูเออี ร้อยละ 19 อาหรับอื่นและอิหร่าน ร้อยละ 23 เอเชียใต้
ร้อยละ 50 และอื่นๆ (ชาวตะวันตกและเอเชียตะวันออก) ร้อยละ
8
ศาสนา : ร้อยละ
80 นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ นิกายชีอะห์ ร้อยละ 16 และศาสนาฮินดูและคริสต์
ร้อยละ 4
เมืองหลวง : อาบูดาบี
ภาษา : ภาษาอาหรับ
(ภาษาราชการ) ภาษาอังกฤษมีการใช้และเข้าใจอย่างกว้างขวาง ภาษาฟาร์ซี
(Farsi) ซึ่งเป็นภาษาของชาวอิหร่าน มีพูดกันบ้างเล็กน้อย ภาษาฮินดี
และ Urdu
ภูมิอากาศ :
ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน อุณหภูมิในตอนกลางวันอาจจะสูงขึ้นราว
42 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวจะอยู่ระหว่างเดือนธันวาคมถึงมีนาคม
อุณหภูมิจะอยู่ในระหว่าง 17 20 องศาเซลเซียส
สกุลเงิน :
Emirian Dirham (dh) อัตราแลกเปลี่ยน US$ 1 = dh 3.67 (ค.ศ.
2004)
GDPต่อหัว :
19,755 ดอลลาร์สหรัฐฯ (2003)
GDP : 85.8
พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ค.ศ. 2004)
ผลิตน้ำมันได้วันละ :
2.65 ล้านบาร์เรล
มีปริมาณน้ำมันดิบสำรอง
: 97.8 พันล้านบาร์เรล
ก๊าซธรรมชาติสำรอง:
212 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
ประวัติศาสตร์
--> ก่อนได้รับเอกราช ดินแดนที่เป็นยูเออีในปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
ซึ่งดูแลด้านกลาโหมและการต่างประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1892 เป็นต้นมา
ส่วนด้านอื่น ๆ นั้น อังกฤษปล่อยให้มีอิสระในการปกครองตนเองในระดับหนึ่ง
ซึ่งหมายถึงการให้อำนาจแก่เจ้าผู้ครองรัฐ (ruler) แต่ละรัฐ (sheikhdoms)
ปกครองประชากรในรัฐของตนแบบเบ็ดเสร็จ
--> ในปี ค.ศ. 1952 เจ้าผู้ครองรัฐ ซึ่งมีอยู่จำนวนทั้งสิ้น
7 รัฐ ได้รวมตัวกันจัดตั้ง The Trucial Council มีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุนให้รัฐต่าง
ๆ ใช้นโยบายด้านการบริหารเดียวกัน เพื่อนำไปสู่การปกครองระบบสหพันธรัฐ
(Federation)
--> ในปี ค.ศ. 1958 มีการขุดพบน้ำมันดิบในทะเลชายฝั่งของรัฐอาบูดาบี
และในปี ค.ศ. 1966 ขุดพบน้ำมันดิบในรัฐดูไบ ซึ่งเป็นรัฐใหญ่ที่สุด
กระบวนการนำน้ำมันดิบมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1962 เป็นต้นมา รายได้จำนวนมหาศาลจากการขายน้ำมันถูกนำมาใช้พัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่าง
ๆ ของรัฐทั้งสอง จนทำให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างรวดเร็ว
--> ในปี ค.ศ. 1968 อังกฤษประกาศถอนกำลังทหารออกจากดินแดนตะวันออกกลางให้หมดสิ้นภายในเวลา
3 ปี ทำให้ The Trucial Council มีแผนที่จะจัดตั้งเป็นสหพันธรัฐร่วมกับกาตาร์และบาห์เรน
ซึ่งอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษเช่นกัน อย่างไรก็ดี ความไม่ลงรอยระหว่างกาตาร์
บาห์เรน กับรัฐเล็ก ๆ อื่น ๆ ทำให้กาตาร์และบาห์เรนตัดสินใจแยกตัวเป็นประเทศอิสระออกจากระบบสหพันธ์ในเดือนสิงหาคม
ค.ศ. 1971 รัฐ 6 รัฐ (อาบูดาบี ดูไบ ชาร์จาห์ อัชมาน Umm al-Qaiwain
และ Fujairah) รวมตัวกันเป็นประเทศยูเออีในวันที่ 2 ธันวาคม
ค.ศ. 1971 โดยมีรัฐธรรมนูญของสหพันธ์ ส่วนรัฐสุดท้ายคือ Rasal-Khaimah
เข้าร่วมกับยูเออีในเวลาต่อมา (กุมภาพันธ์ 1972) Sheikh Zayed
Bin Sulatan Al Nahyan เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบี ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของยูเออี
โดยมี Sheikh Rashid bin Said al-Maktoum เจ้าผู้ครองรัฐดูไบ
เป็นรองประธานาธิบดี และโอรสองค์ใหญ่ของ Sheikh Rashid คือ Sheikh
Maktoum bin Rashid al-Maktoum (มกุฎราชกุมารของรัฐดูไบ) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุดแรก
และมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติ (Federal National Council) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน
40 คน
ทำหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษา (Consultative Assembly) ขึ้นด้วย
-->เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2547 Sheikh Zayed Bin Sulatan Al
Nahyan ประธานาธิบดียูเออีและเจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบีสวรรคต และในวันที่
3 พ.ย. 2547 หลังพระราชพิธีฝังพระราชศพ ได้มีการประชุมสภาสูงสุดยูเออี
(the UAE Supreme Council) โดยมี H.H. Sheikh Maktoum bin Rashid
Al Maktoum รองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และเจ้าผู้ครองรัฐ
ดูไบ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้
H.H. Shiekh Khalifa bin Zayed Al-Nahyan
เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบีเป็นประธานาธิบดีองค์ใหม่สืบแทนพระราชบิดา
โดยมีผล
ทันที
-->นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2547 ก็ได้มีการปรับโครงสร้างยุบรวมกระทรวง
และแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ โดยรัฐอาบูดาบีเริ่มคุมอำนาจในการบริหารประเทศมากขึ้น
และเป็นการปรับตามกระแสการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการปกครอง
และมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีหญิงคนแรก คือ Shiekha Lubna Al Qasimi
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการวางแผน ทั้งนี้ กระทรวงด้านการต่างประเทศไม่มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี
การปกครอง
ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนธันวาคม 2514
สหรัฐ-อาหรับฯ เป็นสหพันธรัฐ (Federation) ประกอบด้วย 7 รัฐ
อำนาจปกครองสูงสุดอยู่ที่สภา
สูงสุด (Federal Supreme Council) มีสมาชิกประกอบด้วยเจ้าผู้ครองรัฐทั้ง
7 รัฐ การตัดสินใจ ใช้คะแนนเสียงอย่างน้อย 5 คะแนน (โดยต้องรวมรัฐอาบูดาบี
และรัฐดูไบ) สภานี้จะเป็นผู้เลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจากสมาชิกสภาสูงสุด
และประธานาธิบดีจะแต่งตั้งนายก-รัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (Federal
Council of Ministers) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร ขึ้นตรงต่อสภาสูงสุด
ในปี 2539 ยูเออี ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2514 ให้เป็นฉบับถาวรในปี
2539 และกำหนดให้กรุงอาบูดาบีเป็นเมืองหลวงถาวร ซึ่งได้มีการลงนามใน
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2539
ซึ่งเป็นวันชาติของ ยูเออี การที่ยูเออี ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
(ฉบับถาวร) และให้กรุง
อาบูดาบีเป็นเมืองหลวงถาวร เช่นนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้ประเทศเป็นปึกแผ่นมั่นคง
ภายหลังจากการรวมตัวของรัฐต่าง ๆ อย่างหลวม ๆ ตั้งแต่วันที่
2 ธันวาคม 2514 เป็นต้นมา
นิติบัญญัติ
สภาแห่งชาติของสหพันธรัฐ (Federation National Council) มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น
40 คน ประกอบด้วยสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้งโดยอิสระจากรัฐต่าง
ๆ สภาฯ มีอายุ 2 ปี
อย่างไรก็ดี สภาฯ ดังกล่าวยังไม่มีอำนาจในการบัญญัติกฎหมายเช่นเดียวกับ
รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย สภาฯ จะทำหน้าที่คล้ายสภาที่ปรึกษาและกลั่นกรองกฎหมายเพื่อเสนอให้สภาสูงสุดแห่งยูเออี
(Federal Supreme Council) พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งจะพิจารณาข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีในเรื่องต่าง
ๆ
บุคคลสำคัญ
==> ประธานาธิบดี : H.H. Sheikh Khalifa Bin Zayed Al-Nahyan
(เจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบี)
President of the UAE and Ruler of Abu Dhabi
==> รองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี : H.H. Sheikh Maktoum
Bin Rashid Al Maktoum (เจ้าผู้ครองรัฐดูไบ)
Vice President, Prime Minister of the UAE and Ruler of Dubai
==> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ : H.E. Mr. Rashid
Abdullah Al-Nuaimi
Minister of Foreign Affairs
==> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม : H.H. Gen. Sheikh Muhammad
Bin Rashid Al-Maktoum
Minister of Defence
==> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย : H.E. Major - General
Sheikh Saif bin Zayed Al Nahyan
Minister of Interior
==> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอุตสาหกรรม : H.E.
Dr. Mohammed Khalfan Bin Kharbash
Minister of State for Financial and Industrial Affairs
==> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการวางแผน : H.H.
Sheikha Lubna Al Qasimi
Minister of Economy and Planning
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
-> ยูเออี มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและมีนโยบายนิยมตะวันตก
สำหรับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ยูเออี เคยมีข้อพิพาทกับซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับเขตแดนซึ่ง
ปักปันกันไม่แน่นอน แต่ก็สามารถทำความตกลงกันได้ในปี 2517
(ค.ศ. 1974) มีผลให้ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
นอกจากนั้น ยูเออี ยังมีข้อขัดแย้งกับอิหร่านเกี่ยวกับการที่อิหร่านได้ยึดเกาะ
3 เกาะ (Abu Musa) และ (The Greater and Lesser Tunbs) ตั้งอยู่ใกล้บริเวณช่องแคบ
Hormuz ไป ซึ่งยูเออี อ้างว่าเป็นของตน ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอื่น
ๆ นั้น ก็มีความสัมพันธ์อันดี
-> ยูเออี ได้ประกาศสนับสนุนฝ่ายอาหรับในสงครามอาหรับ -
อิสราเอล ในปี 2516 (ค.ศ. 1973) และร่วมในการตัดการส่งน้ำมันและการคว่ำบาตรต่อประเทศที่สนับสนุนอิสราเอลในครั้งนี้ด้วย
นอกจากนั้น ยูเออี ยังได้แสดงบทบาทเป็นตัวกลางเพื่อประสานการแบ่งแยกของโลกอาหรับ
อันมีผลมาจากการที่ประธานาธิบดีซาดัต แห่ง
อียิปต์หันไปทำความตกลงกับอิสราเอล สหรัฐอาหรับฯ ติดต่อทางการทูตกับสหภาพโซเวียตเมื่อเดือนพฤศจิกายน
2529 และได้มีการลงนามในความตกลงด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนในปีเดียวกัน
-> ยูเออีเป็นประเทศหนึ่งที่ประกาศรับรองการจัดตั้งรัฐอิสระปาเลสไตน์
-> สภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ระหว่างเอเชีย
ยุโรป และแอฟริกา ประกอบกับรัฐทั้ง 7 และเมืองสำคัญต่าง ๆ ของยูเออี
ล้วนตั้งอยู่ริมทะเล เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้
ยูเออี โดยเฉพาะรัฐดูไบเป็นศูนย์กลางการค้าในตะวันออกกลางและเป็นแหล่งขนถ่ายและส่งต่อสินค้าไปยังประเทศอื่น
ๆ ในภูมิภาค เช่น อิหร่าน ซึ่งเป็นตลาดรับต่อและนอกภูมิภาคได้แก่
แอฟริกา CIS และยุโรป โดยในปี 2538 รัฐดูไบนำเข้าร้อยละ 73.37
ส่งออกร้อยละ 82.85 ส่งออกต่อ (re-export) ร้อยละ 80.48 นอกจากนี้
ยังเป็นแหล่งที่มีการเคลื่อนไหวด้านการขนส่งสินค้าทั้งทางอากาศและทางทะเลสำคัญแห่งหนึ่งรองจากสิงคโปร์และซีแอทเทิล
ปัจจุบันสหรัฐอาหรับฯ มีท่าเรืออยู่ 9 แห่ง โดยมีรัฐละ 1 แห่ง
ยกเว้นรัฐดูไบและอาบูดาบีมีรัฐละ 2 แห่ง ท่าเรือทั้งหมดรองรับสินค้าประมาณ
30 ล้านตันต่อปี (ไม่รวมน้ำมันดิบ) รัฐดูไบพยายามส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในด้านการขนส่ง
คมนาคม การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว
-> รายได้หลักของยูเออี ขึ้นอยู่กับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก
อย่างไรก็ดี จากการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมายูเออี สามารถเพิ่มรายได้ที่มาจากภาคที่ไม่ใช้น้ำมันอย่างรวดเร็ว
เช่น การท่องเที่ยว การอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การเงิน และการธนาคาร
นอกจากนี้ การส่งเสริมเขตการค้าและอุตสาหกรรมเสรีในรัฐต่าง ๆ
ทำให้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในด้านการท่าเรือ คลังสินค้า
การกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
-> ยูเออี ยังมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ การผันผวนของราคาน้ำมันการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของรัฐ
การให้เงินอุดหนุนของรัฐ การขาดระบบการเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ
และปัญหาการเมืองในภูมิภาค
-> ยูเออี ได้กำหนดแผนพัฒนาประเทศ (Dubai Strategy Plan)
ไปจนถึง
ค.ศ. 2030 โดยแผนพัฒนาประเทศระยะที่ 1 เริ่มดำเนินการในปี ค.ศ.
1997 เป็นระยะเวลา 5 ปี แผนพัฒนาประเทศระยะที่ 2 ระหว่าง ค.ศ.
2000 2010 ระยะที่ 3 ระหว่าง ค.ศ. 2010 2020 และระยะสุดท้ายระหว่าง
ค.ศ. 2020 2030 โดยแผนพัฒนา ฯ ดังกล่าวจะรวมถึงการปรับ-เปลี่ยนกฎหมายและนโยบายต่าง
ๆ ให้มีความมั่นคงน่าเชื่อถือ ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนมีความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนใน
ยูเออี มากขึ้น รวมทั้งการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับตลาดแรงงาน สิ่งแวดล้อมของด้านธุรกิจ
การส่งเสริมการลงทุนและการกระจายแหล่งรายได้
-> การก่อตั้งเขตการค้าและอุตสาหกรรมเสรีในยูเออี ได้มีการดำเนินการแล้วในทุกรัฐ
การให้สิทธิผลประโยชน์ของผู้เข้าไปประกอบการในเขตการค้าเสรีของแต่ละรัฐจะคล้ายคลึงกัน
เช่น การถือกรรมสิทธิในบริษัทได้ 100 เปอร์เซ็นต์ การไม่เสียภาษีผลกำไรหรือการดำเนินการ
และนักธุรกิจสามารถนำเงินและกำไรออกนอกประเทศได้
-> ปัจจุบันยูเออี เก็บภาษีสินค้านำเข้าระหว่างร้อยละ 0
4
นโยบายด้านแรงงานของยูเออี
นโยบายผลักดันให้คนพื้นเมืองเข้าทำงานในภาคเอกชนเป็นนโยบายเร่งด่วนของ
ยูเออี เท่าที่ผ่านมารัฐบาลยังมีนโยบายเสรีในการจ้างแรงงานในยูเออี
ซึ่งไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการช่วยให้คนพื้นเมืองเข้าทำงานในภาคเอกชนมากขึ้น
ทั้ง ๆ ที่ในปัจจุบันจำนวนคนพื้นเมืองในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานมีคุณสมบัติในการเข้าทำงานมากกว่าแต่ก่อน
และเริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่พร้อมจะทำงานในภาคเอกชนมากขึ้น แต่กลับไม่ได้รับการบรรจุเข้าทำงานในภาคเอกชนเท่าที่ควร
ปัจจุบันรัฐบาลจึงได้เร่งส่งเสริมการสร้างงานให้กับคนพื้นเมืองโดยใช้นโยบายต่าง
ๆ เช่น การส่งเสริมหลักสูตรมหาวิทยาลัยให้ตรงกับความต้องการของแรงงาน
การกระตุ้นให้คนพื้นเมืองเข้าศึกษาในระดับอาชีวศึกษา การขอความร่วมมือกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ
(ILO) ในการฝึกอบรมวิชาชีพให้กับคนพื้นเมืองให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีนโยบายที่จะจัดตั้งกองทุนเพื่อให้การอบรมแก่คนพื้นเมืองในการที่จะเข้าทำงานในภาคเอกชน
และให้การช่วยเหลือแก่คนพื้นเมืองที่ทำงานในภาคเอกชนและได้รับเงินเดือนน้อยกว่าที่ทำงานในรัฐ
และโดยที่ยูเออีได้ชื่อว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีปริมาณแรงงานต่างชาติมากกว่าคนพื้นเมือง
และทำให้เกิดปัญหาแรงงานต่างชาติผิดกฏหมาย โดยเฉพาะแรงงานจากเอเชียใต้
(อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ) การเอารัดเอาเปรียบแรงงานต่างชาติ
โดยบริษัทจัดหางานต่าง ๆ ทำให้ทางการยูเออีเพิ่มความกวดขันต่อระเบียบการเข้าเมืองมากขึ้น
รวมทั้งใช้นโยบายกระจายสัญชาติแรงงานต่างชาติ (ซึ่งช่วยสร้างข้อได้เปรียบให้แก่แรงงานไทย)
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ |
ด้านการเมือง
=> สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 12
ธันวาคม 2518
=> ไทยเปิดสกญ. ณ เมืองดูไบ เมื่อเดือนมกราคม 2535 และเปิดสถานเอกอัคร-ราชทูต
ณ กรุงอาบูดาบี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2537
=> ยูเออี เปิดสถานเอกอัครราชทูตฯ ณ กรุงเทพ เมื่อเดือนเมษายน
2541
ด้านเศรษฐกิจ
การค้า
=> ยูเออี เป็นคู่ค้าลำดับหนึ่งของไทยในตะวันออกกลาง ในปี
2546 การค้า ระหว่างไทยกับยูเออี มีมูลค่า 2,763.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยการส่งออกของไทยมีมูลค่า 757 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ
ได้แก่ ผ้าผืน ข้าว เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้าและชิ้นส่วน
เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ฯลฯ
สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ สินแร่โลหะอื่น ๆ และเศษโลหะ
น้ำมันหล่อลื่นและน้ำมันเบรก น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เงินแท่งและทองคำฯลฯ
=> ไทยนำเข้าน้ำมันจากยูเออีเป็นอันดับหนึ่งจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
ในปี 2546 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากยูเออีปริมาณ 200,000 บาร์เรลต่อวัน
หรือเท่ากับร้อยละ 25 ของการนำเข้าน้ำมันดิบของไทย (ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณร้อยละ
72 ของการนำเข้าทั้งหมด)
การลงทุน
=> ขณะนี้มีบริษัทไทย 2 บริษัทเข้าไปลงทุนในยูเออี คือ
บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ด้าน Trading Company และบริษัท Cristal
Garment
=> ในปี 2541 ผู้อำนวยการบริหารเครือโรงแรมดุสิตธานีได้เดินทางไปลงนามสัญญารับบริหารโรงแรมระดับ
5 ดาวที่ดูไบ เป็นระยะเวลา 15 ปีโรงแรมดังกล่าวจะใช้ชื่อว่า
ดุสิตดูไบ ซึ่งจะเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลางที่บริหารงานโดยเครือโรงแรมเอเชีย
และได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่เดือน มกราคม 2544
=> ขณะเดียวกัน มีบริษัทชั้นนำของดูไบจำนวนหนึ่งได้แสดงความสนใจที่จะร่วมลงทุนกับบริษัทของไทย
อาทิ
===> บริษัท GEAP International (UAE) L.L.C. และบริษัท
Regal Group of Cos ได้ดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
(Credit line) แก่บริษัทของไทยที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง โดยหลักการของการให้ความช่วยเหลือดังกล่าว
คือ การเข้ามาร่วมทุนชั่วคราว จัดหาวัตถุดิบป้อนโรงงาน และหาตลาดให้โดยมีการแบ่งผลกำไรตามที่จะตกลงกัน
แต่ไม่ใช่การให้เงินกู้เพื่อคิดดอกเบี้ย
===> ธนาคาร National Bank of Abu Dhabi ได้เสนอโครงการที่จะให้สินเชื่อแก่ผู้ส่งออกของไทยที่จะส่งสินค้าไปขายในยูเออี
โดยเป็นการให้สินเชื่อในรูปธนาคารต่อธนาคาร (ทางฝ่ายไทย ได้แก่
ธนาคารกรุงเทพฯ ไทยทนุ กรุงศรีอยุธยา และ กสิกรไทย)
ด้านแรงงาน
=> ปัจจุบันมีคนไทยอยู่ในยูเออีทั้งหมดประมาณ 2,000 คน
(ปี 2547) ส่วนใหญ่เป็นแรงงานฝีมือ ทำงานในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ธุรกิจบริการ และธุรกิจก่อสร้างในรัฐดูไบรัฐตอนเหนือ และรัฐอาบูดาบี
=> แรงงานไทยในยูเออี ไม่ค่อยมีปัญหาใด ๆ และขณะนี้ไม่ปรากฏแรงงานไทยที่อยู่อย่างผิดกฎหมายในยูเออี
ความตกลง
=> ความตกลงว่าด้วยการบริการเดินอากาศระหว่างกัน ลงนามเมื่อวันที่
20 มีนาคม 2533
=> ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ลงนามระหว่างกันแล้วเมื่อ
วันที่ 1 มีนาคม 2543 (ระหว่างการเยือนยูเออีของ ฯพณฯ ดร.สุรินทร์
พิศสุวรรณ รมว.กต.)และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม
2543
=> ความตกลงเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ฝ่ายยูเออีส่งร่างฯ
ให้ฝ่ายไทยพิจารณาเมื่อปี 2541 แต่ยังไม่มีการเจรจาระหว่างกันจนถึงปัจจุบัน
=> ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า ฝ่ายยูเออีเสนอร่างฯ
ให้ฝ่ายไทยพิจาณาเมื่อปี 2544 ไทยส่งร่างฯ กลับไปให้ฝ่ายยูเออีพิจารณาช่วงปลายปี
2546
การแลกเปลี่ยนการเยือน
=> รมว.กต. (อุปดิศ ปาจรียางกูร) ได้เชิญ Sheikh Ahmed
Khalifa Al-Suweidi รมว.กต. นาย Hamdan Bin Rashed Al Maktoum
รมว.คลังและอุตสาหกรรม นาย Moma Saeed Al-Oteiba รมว.การปิโตรเลียมและทรัพยากรของสหรัฐอาหรับฯ
เยือนไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2520
=> นรม.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ได้เคยเชิญ Sheikh Rashid
Bin Sahid Al-Maktoum นรม.แห่งอาบูดาบี มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม
2522 แต่แขกเชิญดังกล่าวข้างต้นไม่ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย
=> รมช.พาณิชย์ (วิศิษฐ์ ตันสัจจา) เดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบีย
อียิปต์ คูเวต โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อเดือนธันวาคม
2523
=> รมช.มหาดไทย (เฉลียว วัชรพุกก์) ได้เดินทางไปเยือนสหรัฐอาหรับฯ
เมื่อ
วันที่ 5 กรกฎาคม 2530 เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐอาหรับฯ
รวมทั้งเยี่ยมเยือนคนงานไทย
=> รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ม.ร.ว. เกษมสโมสร เกษมศรี)
เดินทางไปเยือนดูไบ เมื่อวันที่ 7 8 พฤษภาคม 2534 เพื่อศึกษาแนวทางในการสร้างความสัมพันธ์
=> คณะทำงาน นำโดยรองอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา
ไปเยือนตะวันออกกลาง รวมทั้งดูไบและอาบูดาบี เมื่อเดือนกันยายน
ตุลาคม 2535
=> รมช.กต. (ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ) นำคณะผู้แทน และนักธุรกิจ
ไปเยือนดูไบเมื่อวันที่ 15 19 ตุลาคม 2536 เพื่อขยายลู่ทางความร่วมมือด้านการค้า
การลงทุน และการท่องเที่ยว
=> รมว.กต. (น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ) มีหนังสือเมื่อวันที่
24 มิถุนายน 2536 เชิญ Sheikh Hamdan Bin Rashid Al Maktoum
รมว.คลังและอุตสาหกรรมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาเยือนไทย
=> รมช. มท. (นายเกียรติชัย ชัยเชาวรัตน์) และคณะเดินทางเยือนยูเออี
เพื่อดูงานด้านกิจการไฟฟ้า ระหว่างวันที่ 6 8 มีนาคม 2540
=> รมว. ยุติธรรม (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) และคณะเดินทางเยือนยูเออี
เพื่อศึกษา
ดูงานระบบงานศาลระหว่างวันที่ 8 9 พฤษภาคม 2540
=> สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราช
-นครินทร์ เสด็จเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นการส่วนพระองค์
ระหว่างวันที่ 11 15 มีนาคม 2541
=> รมว.กต. (สุรินทร์ พิศสุวรรณ) เยือนยูเออีอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน
2541
=> H.H. Sheikh Fahim Bin Sultan Al-Qassimi รมว.เศรษฐกิจและการค้ายูเออีเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนยูเออีร่วมการประชุมอังค์ถัด
ครั้งที่ 10 ที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 และได้หารือทวิภาคีกับ
รมว.กต สุรินทร์ฯ
=> รมว.กต. (ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย) เดินทางเยือนยูเออีอย่างเป็นทางการ
ระหว่างวันที่ 15 - 16 กุมภาพันธ์ 2547
=> รมว. แรงงาน (นางอุไรวรรณ เทียนทอง) และคณะเดินทางเยือนยูเออีอย่างเป็นทางการ
ระหว่างวันที่ 9 - 10 เมษายน 2547