Bahrain
   Belgium
   Bhutan
   Brunei Darussalam
   Cambodia
   Denmark
   Japan
   Kuwait
   Lesotho
   Liechtenstein
   Luxembourg
   Malaysia
   Morocco
   Netherlands
   Norway
   Oman
   Qatar
   Samoa
   Spain
   Swaziland
   Sweden
   Thailand
   Tonga
   United Arab Emirates
   United Kingdom
 Thailand 


อาณาเขต


ทิศเหนือ จด ประเทศ พม่า และ อินโด จีน
ทิศตะวันออก จด ประเทศ อินโด จีน
ทิศใต้ จด ประเทศ มลายู และ อ่าวไทย
ทิศตะวันตก จด ประเทศ พม่า /มหา สมุทร อินเดีย
ขนาด
มี เนื้อที่ ประมาณ 514,000 ตาราง กิโลเมตร
ฝั่งทะเล ยาว ประมาณ 2,500 กิโลเมตร


อ่าว
อ่าวสำคัญคือ อ่าวชุมพร อ่าวบ้านดอน อ่าวสงขลา อ่าวปัตตานี

เกาะ

- ทาง ด้าน ตะวันออก ของ อ่าวไทย มีเกาะ สำคัญ คือ เกาะสีชัง เกาะช้าง เกาะกูด เกาะเสม็ด เกาะ แสมสาร
- ทางด้าน ตะวันตก ของ อ่าวไทย มีเกาะ สำคัญ คือ เกาะสมุน เกาะพะงัน เกาะเต่า เกาะ หลัก
- ทาง ด้าน มหา สมุทร อินเดีย มีเกาะ สำคัญ คือ เกาะ ภูเก็ต เกาะ ยาว ใหญ่ เกาะ ยาว น้อย เกาะ ตะรุเตา เกาะ ลันตา


ภูมิอากาศ ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบมรสุมเขตร้อน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตก เฉียงใต้ มี 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั่งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ฤดูฝนเริ่ม ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม และฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่เดินพฤศจิกายนถึง เดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิต่ำสุดโยเฉลี่ย 20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุดโดย เฉลี่ย 37 องศาเซลเซียส เดือนที่ร้อนที่สุดคือเดือนเมษายน ด้วยลักษณะภูมิ อากาศแบบมรสุม ฝนตกชุก มีความชื้นสูงจึงเหมาะสำหรับการเกษตรกรรม

ประชากร
ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 60,116,182 คน (เก็บข้อมูลครั้งล่า สุดเมื่อเดือนธันวาคม 2539 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ) ในจำนวนนี้อาศัยอยู่ใน กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยประมาณ 7 ล้านคน

เมืองหลวง
กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวง ของ ประเทศไทย มีเนื้อที่ กว้าง 1,549 ตาราง กิโลเมตร เป็นศูนย์ แห่ง ความเจริญ ต่างๆ ของชาติ มีจำนวน ประชากร 5,604,772 คน (ปี 2540) ตาม ข้อมูล สถิติ กรมการ ปกครอง กระทรวง มหาดไทย

ศาสนา ศาสนาประจำชาติคือ ศาสนาพุทธ มีผู้นับถือประมาณ 95% แต่เนื่องจาก ประเทศไทยไม่มีข้อจำกัดในการนับถือศาสนา จึงมีชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนาคริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกข์ ฯลฯ อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

ภาษา ประเทศไทยมีภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ มีตัวอักษรไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นผู้ทรงค้นคิดประดิษฐ์ อักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ.1826 และได้มีการแก้ไขดัดแปลงมาจนเป็นอักษรไทยที่ใช้กันในปัจจุบัน สำหรับภาษาต่างประเทศที่ใช้กันบ้างคือ ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นที่เข้า ใจกันในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต เป็นต้น

การเมืองการปกครอง
การปกครอง ประเทศไทยมีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขของประเทศ มีนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล

ประเทศไทย มีการจัดระเบียบการปกครอง ภายในประเทศอย่างเป็นระบบ มาช้านานแล้ว ซึ่งยังผลให้ประเทศไทยมีความเป็นปึกแผ่น และสามารถรักษาเอกราช มาได้จนถึงทุกวันนี้

การปกครองของไทย ได้ปรับและเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม กับกาลสมัย และ เป็นไปตามความต้องการ ของประเทศชาติเสมอมา ทำให้วิธีดำเนินการปกครอง แต่ละสมัยแตกต่างกันไป

สมัยสุโขทัย (พ.ศ.1781-1981) การปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก ผู้ปกครองคือพระมหากษัตริย์ คำนำหน้าของพระมหากษัตริย์ไทยในสมัยนั้นจึงใช้ว่า "พ่อขุน"

สมัยอยุธยา (พ.ศ.1893-2310) เริ่มต้นเมื่อพระเจ้าอู่ทองทรงตั้งกรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีเมื่อราวปี พ.ศ.1893 คำที่ใช้เรียกพระเจ้าอู่ทองมิได้เรียก "พ่อขุน" อย่างที่เรียกกันมาครั้งสุโขทัย แต่เรียกว่า"สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว" พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะเทวราช หรือสมมติเทพ เป็นองค์รัฐาธิปัตย์ปกครองแผ่นดิน

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2325-2475) ได้นำเอาแบบอย่าง การปกครองในสมัยสุโขทัย และอยุธยามาผสมกัน ฐานะของพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้อยู่ในฐานะเทวราช หรือสมมติเทพดังแต่ก่อน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์ กับราษฎร มีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ถึงแม้จะปกครอง ตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่มีลักษณะประชาธิปไตยแฝงอยู่ ในหลายรูปแบบ เช่น แทรกอยู่ในการปกครอง พระมหากษัตริย์ทรงให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในการดำรงชีวิต

การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สิ้นสุดลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยคณะราษฎร์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้น ของการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย็เป็นประมุข มีศูนย์อำนาจการปกครองอยู่ที่ 3 สถาบันสำคัญคือ สถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งมีรัฐสภาเป็นผู้ใช้อำนาจในการออกกฎหมาย สถาบันบริหารซึ่งมี คณะรัฐมนตรี เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร และสถาบันตุลาการ ซึ่งมีศาลสถิตยุติธรรม เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่พิพากษาอรรถคดีในพระปรมาภิไธย


เศรษฐกิจการค้า
จากวิกฤติการณ์ค่าเงินบาท และปัญหา ระบบสถาบันการเงิน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี 2540 ได้ส่งผลให้ ผลิตภัณฑ์มวลรวม ในประเทศหดตัว ถึงร้อยละ 8 ในปี 2541 เกิดผลกระทบ ต่อภาวะเศรษฐกิจ ของประเทศ และประชาชนทั่วไป อย่างกว้างขวาง จนถึนขณะนี้ปี 2542 สภาวะเศรษฐกิจ ของประเทศ เริ่มมีสัญญาณของการปรับตัวที่ดีขึ้น

ผลิตภัณฑ์ในประเทศเบื้องต้น : เริ่มปรากฎสัญญาณบวก

โดย GDP รวมไตรมาสที่ 1 ของปี 2542 เริ่มมีการขยายตัวร้อยละ 0.9 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกัน ของปีที่แล้ว โดยเป็นผลมาจาก การผลิตทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร

การผลิต : อุตสาหกรรมเป็นปัจจัยชี้นำในการขยายตัว

ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2542 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2542 มีอัตราการขยายตัวของ GDP ร้อยละ 0.9 มีสาเหตุสำคัญ มาจากการขยายตัว ของการผลิต ภาคอุตสาหกรรม ที่มีอัตราการขยายตัว ถึงร้อยละ 5.7 ในไตรมาสนี้ โดยอุตสาหกรรม ที่มีการขยายตัวสูง เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมหลัก ของภาคเศรษฐกิจ สำหรับปัจจัยเสริม ของการขยายตัวของ GDP ในไตรมาสแรก เกิดจากการผลิต ในภาคเกษตร ที่มีการขยายตัวร้อยละ 1.2

รายจ่ายเพื่ออุปโภคของครัวเรือนลดลงเล็กน้อย

การใช้จ่ายเพื่ออุปโภคสินค้า และบริการของครัวเรือนในไตรมาสที่ 1 ของปี 2542 ลดลงร้อยละ 0.2 จากไตรมาส เดียวกัน ของปีที่แล้ว และลดลงร้อยละ 5.4 ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว เนื่องจากผู้บริโภคยังคงระมัดระวังด้านการใช้จ่าย

รายจ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคภาครัฐบาล : เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

มูลค่าการใช้จ่ายของภาครัฐบาลที่แท้จริงในไตรมาสแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.6 โดยเพิ่มขึ้น ในหมวดเงินเดือน ค่าจ้างตอบแทน ร้อยละ 15.6 และหมวดค่าซื้อสินค้า และบริการร้อยละ 15.3 โดยมีผล จากการใช้ นโยบายขาดดุล และการกำหนดแนวทาง เพิ่มการใช้จ่าย ในส่วนของโครงการ พื้นฐาน

การสะสมทุนถาวรเบื้องต้น : การลงทุนภาครัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้น

การสะสมทุนถาวรเบื้องต้นชะลอความรุนแรงในการหดตัวลง กล่าวคือในไตรมาสนี้ลดลงร้อยละ 7.1 จากไตรมาสแรกปีที่แล้ว โดยการลงทุน ภาครัฐบาล เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน ลดลงร้อยละ10.7

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับต่างประเทศ
ในปัจจุบันประเทศไทยได้มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับนานาชาติกว่า 100 ประเทศ และได้เข้าไปมีบทบาท ในกิจการของโลก มากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การศึกษา และการทหาร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ รักษาผลประโยชน์ของชาติ ในด้านการรักษาเอกราชของชาติ ความสุขสมบูรณ์ของประชาชน และเพื่อรักษาเกียรติภูมิของชาติ ในขณะเดียวกัน ก็เพื่อมุ่งรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของนานาชาติ อันได้แก่การรักษาสันติภาพและความมั่นคงร่วมกันระหว่างชาติ

นอกจากความสัมพันธ์ทางการทูตและทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ แล้ว ประเทศไทยยังร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อกระทำกิจการอันเป็นประโยชน์ร่วมกันอีกด้วย โดยได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศ ทั้งองค์การระดับโลกที่สำคัญ ๆ ที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ อันเป็นองค์การที่มีหน้าที่สำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังเข้าร่วมเป็นสมาชิก ขององค์การระหว่างประเทศ ภายใต้อุปถัมภ์ของสหประชาชาติ อาทิ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ องค์การอนามัยโลก องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ องค์การอาหารและ การเกษตรแห่งสหประชาชาติ เป็นต้น