หมวด 3
ระบบการศึกษา

          ระบบการศึกษา หมายถึง โครงสร้างของการศึกษาที่มีองค์ประกอบ เช่น ระดับชั้น และขั้นตอน
ของการศึกษา ประเภทของการศึกษา และกระบวนการเรียนการสอน
          ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันมักจะเรียกย่อๆ ว่า ระบบ 6-3-3  หมายความว่ามีการจัดระบบ
การศึกษาขั้นประถมศึกษา 6 ปี (6 ระดับ ชั้น)  การศึกษาขั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี (3 ระดับชั้น)
และการศึกษาขั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี
          นอกจากนั้นระบบการศึกษาไทยยังจัดเป็นระบบการศึกษาในระบบโรงเรียน  การศึกษานอกระบบ
โรงเรียน  ส่วนการศึกษาตามอัธยาศัย (การเรียนรู้ตามธรรมชาติหรือตามอัธยาศัย)  ยังไม่ได้นำมา
พิจารณาอย่างจริงจัง
          ในการจัดระบบการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะไม่พิจารณาแบ่งแยกการศึกษาใน
ระบบโรงเรียนออกจากการศึกษานอกระบบโรงเรียน  แต่จะถือว่าการศึกษาในระบบ  การศึกษา
นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเป็นเพียงวิธีการเรียนการสอน หรือรูปแบบของการเรียน
การสอนที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า "Modes of learning"  ฉะนั้น แนวทางใหม่คือสถานศึกษา
สามารถจัดได้ทั้ง 3 รูปแบบ  และให้มีระบบเทียบโอนการเรียนรู้ทั้ง 3 รูปแบบ
          ประการที่สอง ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ จะแบ่งการศึกษาเป็น 2 ระดับ คือ
          1. ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งต้องจัดอย่าง 12 ปี  ซึ่งรวมถึงการศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา
และมัธยมศึกษา
          2. ระดับการศึกษาอุดมศึกษา หรือหลังการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งจะแบ่งออกเป็นระดับต่ำกว่า
ปริญญา และปริญญา
          ส่วนประเภทการศึกษานั้นยังคงเปิดกว้างไว้ เช่น อาชีวศึกษา เป็นต้น
          สำหรับการศึกษาผู้ใหญ่ และการศึกษาต่อเนื่อง (Continuing Education)  ให้ถือว่าเป็น
ส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาตลอดชีวิต

          มาตรา 15  การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ  การศึกษ
านอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย

          (1) การศึกษาในระบบ  เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย  วิธีการศึกษา หลักสูตร  ระยะเวลา
ของการศึกษา  การวัดและการประเมินผล  ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน
          (2) การศึกษานอกระบบ  เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ
วิธีการจัดการศึกษา  ระยะเวลาของการศึกษา  การวัดและประเมินผล  ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของ
การสำเร็จการศึกษา  โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา
และความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
          (3) การศึกษาตามอัธยาศัย  เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ
ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส  โดยศึกษาจากบุคคล  ประสบการณ์  สังคม  สภาพแวดล้อม  สื่อ
หรือแหล่งความรู้อื่นๆ 
          สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได้
          ให้มีการเทียบโอนผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้
ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถานศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม  รวมทั้งจากการเรียนรู้นอกระบบ
ตามอัธยาศัย  การฝึกอาชีพ  หรือจากประสบการณ์การทำงาน
          ในมาตรานี้ใช้คำว่า การศึกษามี 3 รูปแบบ  แต่ในต้นตอของแนวคิดนี้ใช้คำว่า "System"
คือ "ระบบ"  ได้แก่  "Formal Education System" หรือบางครั้งใช้คำว่า "Formal 
School System"  ซึ่งคำหลังนี้น่าจะถูกต้องมากกว่า  และตามมาด้วยคำว่า "Nonformal
Schooling System"  และคำ "Informal Education System"
          อย่างไรก็ตามแนวคิดของ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะถือว่าทั้ง 3 ระบบนี้คือ รูปแบบของการจัดการเรียน
การสอน  และจะส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดได้ทั้ง 3 รูปแบบ  แต่จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ไม่บังคับและ
จะให้มีระบบการเทียบโอนซึ่งคงไม่ง่ายอย่างที่คิด  คงต้องมีหลักเกณฑ์การพิจารณา  เพื่อไม่ให้
เกิดความลักลั่นระหว่างสถานศึกษาต่างๆ หน่วยงานที่รับผิดชอบกำหนดมาตรฐานการศึกษา
อาจจะต้องคิดหลักเกณฑ์การเทียบโอนนี้ให้สถานศึกษานำไปเป็นแบบของการเทียบโอน
          มาตรา 16 การศึกษาในระบบมีสองระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐานแล
ะการศึกษาระดับอุดมศึกษา

          การศึกษาขั้นพื้นฐานประกอบด้วย การศึกษาซึ่งจัดไม่น้อยกว่าสิบสองปีก่อนระดับอุดมศึกษา
การแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
          การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็นสองระดับ คือ ระดับต่ำกว่าปริญญาและระดับปริญญา
          การแบ่งระดับหรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาตามอัธยาศัยให้เป็นไป
ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
          การใช้คำว่า "อุดมศึกษา" แทนคำว่า "การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย"  ก็เพื่อจะให้ครอบคลุม
การศึกษาในระดับประกาศนียบัตรหรืออนุปริญญา  ที่เรียนภายหลังที่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว
เป็นการให้ความสำคัญแก่การศึกษาระดับนี้ที่ถือกันว่าเป็นกำลังคนระดับกลางและพื้นฐานของ
การพัฒนาเศรษฐกิจ
          ส่วนในระดับมหาวิทยาลัยนั้น  ตามแนวโน้มใหม่จะแบ่งเป็นระดับปริญญาตรี  และหลัง
ปริญญาตรี  เพื่อยกระดับความสำคัญของการวิจัยค้นคว้า การสร้างองค์ความรู้ในระดับ
ปริญญาโท-เอก  จะได้จำแนกภารกิจของสถาบันอุดมศึกษาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  แต่เพื่อความเข้าใจ
ของคนส่วนใหญ่ก็ยังคิดตามแนวเดิมว่าระดับปริญญามีเพียงระดับเดียว คือ ปริญญาโทร-เอก
รวมกัน

          มาตรา 17 ให้มีการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี โดยให้เด็กซึ่งมีอายุ
ย่างเข้าปีที่เจ็ดเข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหก 
เว้นแต่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับ หลักเกณฑ์และวิธีการนับ
อายุให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

          การศึกษาภาคบังคับนั้นต่างจากการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่บังคับให้
ประชาชนต้องเข้าเรียน แต่เป็นสิทธิ ส่วนการศึกษาภาคบังคับเป็นการบังคับให้เข้าเรียน
ถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองตามมาตรา 69 ของรัฐธรรมนูญ
          ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือจะกำหนด 9 ปีตั้งแต่เมื่อไหร่ก็คงจะหนีไม่พ้นตั้งแต่
ประถมศึกษาปีที่ 1  หรือจะเรียกชื่ออย่างอื่นก็ได้  และคงบังคับเรียนจนถึงมัธยมศึกษา
ตอนต้นตามระบบเดิม

          มาตรา 18 การจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานให้จัดใน
สถานศึกษา ดังต่อไปนี้

          (1)  สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้แก่ ศูนย์เด็กเล็ก  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก  ศูนย์พัฒนา
เด็กก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา  ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการ
และเด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ  หรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น
          (2) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนที่สังกัดสถาบัน
พุทธศาสนาหรือศาสนาอื่น
          (3) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน  บุคคล
ครอบครัว  ชุมชน  องค์กรชุมชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  องค์กรเอกชน  องค์กรวิชาชีพ
สถาบันศาสนา  สถานประกอบการ  โรงพยาบาล  สถาบันทางการแพทย์  สถานสงเคราะห์
และสถาบันสังคมอื่น เป็นผู้จัด
          มาตรา 18 ขยายความคำว่า สถานศึกษาให้ครอบคลุมทั่วถึง รวมถึงโรงเรียน
พระปริยัติธรรมที่สังกัดสถาบันพุทธศาสนาด้วย  และศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน

          มาตรา 19 การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้จัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน
วิทยาลัย  หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับ
สถานศึกษาระดับอุดมศึกษา  กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้นๆ และ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

          มาตรา 20 การจัดการอาชีวศึกษา การฝึกอบรมวิชาชีพ ให้จัดในสถานศึกษา
ของรัฐ  สถานศึกษาของเอกชน  สถานประกอบการ หรือโดยความร่วมมือระหว่าง
สถานศึกษากับสถานประกอบการ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการ
อาชีวศึกษาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

          มาตรา 21 กระทรวง  ทบวง  กรม  รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ
อาจจัดการศึกษาเฉพาะทางตามความต้องการและมาตรฐานการศึกษาของชาติ
ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์  วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง




Copyright & Copy : 1999 MOENet Thailand Service
ที่มาของข้อมูล : หนังสือ คำอธิบาย พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (รมช.วิชัย  ตันศิริ)
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ : น.ส.นิภา แย้มวจี / (28 ธ.ค. 2542)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป.ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร 281-8218
website@emisc.moe.go.th