ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการปฏิรูปการศึกษา
ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษา

1. สิทธิของประชาชน
          พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่ถูกร่างขึ้นผ่านสภาผู้แทนราษฎรจนประกาศออกใช้นั้น
ให้อะไรกับประชาชนชาวไทยบ้างเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ และแม้ว่านักการศึกษา สมาชิก
สภาผู้แทนราษฎร จะให้คำตอบอย่างมากมาย อย่างไรก็ตามคงไม่สามารถตอบได้คลอบคลุม
ทุกประเด็นข้อสงสัย
          แต่คำตอบหนึ่งที่ทุกคนรับรู้และเข้าใจ คือ สิทธิและโอกาสของคนไทย ต่อการมีส่วนร่วมใน
การรักการศึกษาพื้นฐาน ซึ่งไม่เคยมีกฎหมายการศึกษาฉบับใดในอดีต เปิดโอกาสให้ประชาชน
ทั่วไปมีโอกาสมากเช่นนี้
          การปฏิรูปการศึกษาที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังการผ่านกฎหมายสำคัญมีชื่อว่า พระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติของรัฐสภาในครั้งนี้ เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะต้องถกจารึกไว้ในประวัติ
การศึกษาไทย ว่าช่วงหนึ่งของเวลา การศึกษาของไทยได้เดินมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญ
ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของพลเมืองไทย ในอนาคตคริสต์ศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะเป็นยุคสมัย
ของการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

          การปฏิรูปการศึกษาที่จะเกิดขึ้นยึดหลักอะไรบ้าง
          ประการแรก คือ การศึกษาตลอดชีวิตสำหรับทุกคน การเปิดโอกาสให้สังคมมีส่วนร่วมในการ
จัดการศึกษาของตนเอง ตลอดจนการพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
          ประการต่อมา คือการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แทนที่จะใช้
โรงเรียนหรือครูเป็นศูนย์กลางอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต
          และประการสุดท้าย คือ การปฏิรูปโครงสร้าง และการบริหารการจัดการศึกษาโดยยึดหลัก
เอกภาพด้านนโยบาย แต่มีความหลากหลายในการปฏิบัติ มีการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของ
ประชาชนและองค์กรต่างๆ และมีบทบัญญัติการปรับปรุง การบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งของ
รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน
          เมื่อกระบวนการต่างได้เริ่มเคลื่อนไหว สิ่งที่ประชาชนจะได้รับตามมาก็คือ การรับการศึกษาที่
ส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ เต็มตามศักยภาพ สมบูรณ์
ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรม สามารถอยู่ร่วมกับ
ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

          การแข่งขันกับต่างประเทศจะเป็นอย่างไร
          ต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่าในปัจจุบันศักยภาพของพลเมืองไทยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านยังไม่
สูงนัก  และคุณภาพของประชาชนที่ได้รับการศึกษายังต่ำกว่าหลายประเทศ แต่พระราชบัญญัติ
ฉบับนี้ได้สร้างโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี รวมทั้งจะปรับปรุงคุณภาพ
ทางการศึกษาให้สูงขึ้น  โดยการนำเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาตลอดจนสื่อสารมวลชนเข้ามาใช้ใน
กระบวนการจัดการศึกษา ฉะนั้น ในอนาคตศักยภาพของพลเมืองของบ้านเราน่าจะสูงขึ้น พร้อม
จะแข่งขันกับเพื่อนบ้านได้

          ผลกระทบอันอาจจะเกิดขึ้นและตามมา
          ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการปรับปรุงตัวแม่บทกฎหมาย ข้อบังคับระเบียบคำสั่งที่เป็นอุปสรรค
ในการบริหารและการจักการศึกษาของชาติ เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่าง
เร่งด่วน  เพื่อประโยชน์ของผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนจะมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาอย่างเต็มที่ และ
เมื่อโอกาสเปิดให้เช่นนี้ บุคลากรทางการศึกษาย่อมได้รับการพัฒนา ส่งเสริมสนับสนุนให้มี
คุณภาพในการจัดการเรียนการสอน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ หมายความว่า
ประเทศไทยจะมีการบริหารจัดการเรื่องทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษาให้มี
ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
          ทุกคนในครอบครัวจะมีบทบาทใหม่เพิ่มขึ้น บทบาทใหม่ของพ่อแม่ประการสำคัญคือ 
การมีสิทธิในการจัดการศึกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานได้เองในลักษณะศูนย์การเรียน 
ในกรณีการศึกษาขั้นพื้นฐานจะได้รัยสิทธิประโยชน์ในด้านความรู้ เงินอุดหนุนและการลดหย่อน
ภาษี นอกจากสิทธิดังกล่าว ยังได้รับหน้าที่ตามมา คือ การมีหน้าที่จัดให้บุคคลในความดูแล
ได้รับการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปี
          ในส่วนของชุมชน ผู้ปกครองจะมีบทบาทร่วมกับสถานศึกษาในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนา
ผู้เรียนตามศักยภาพสามารถสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษาตามความเหมาะสมและความจำเป็น
รวมทั้งหน้าที่ด้านภาษีเพื่อระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นกระทำได้
โดยการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในคณะกรรมการการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 
โดยเข้าร่วมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรและประเมินผล
          สำหรับผู้เรียน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างให้ความสำคัญมาก จะมีโอกาสศึกษาหาความรู้
ตลอดชีวิต มีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี สามารถเลือกการศึกษา
ได้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย การศึกษาตามระบบนี้ทำให้ผู้เรียนมีสิทธิในการเรียน
และโอนผลการเรียนได้ การศึกษาสำหรับผู้เรียนจะมาจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย ทำให้ผู้เรียน
สามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพ ความรู้ที่จัดขึ้นนี้จะควบคู่ไปกับการอบรมด้านคุณธรรมเพื่อความ
เป็นพลเมืองที่มีศักยภาพ การประเมินผลการเรียนเองก็จะแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งพิจารณาจาก
พฤติกรรม ความประพฤติ และพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบ โอกาสทาง
การศึกษาต่อจะเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยนำผลการเรียนมาประกอบการพิจารณา นอกจากผู้เรียนที่มี
ร่างกายปกติแล้ว ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส จะมีสิทธิและโอกาสเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ส่วนผู้ที่มี
ความสามารถพิเศษจะมรสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามรูปแบบที่เหมาะสม
          ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง ปัญหาต่างๆ ในอดีต 
เช่น งบประมาณ ค่าตอบแทน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นๆ รางวัลเชิดชูเกียรติผลงานดีเด่น 
ที่เคยเป็นปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว และมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์การพิจารณา
อย่างเป็นธรรม มีองค์กรวิชาชีพครู ช่วยดูแลกำกับพัฒนาคุณภาพมาตรฐานวิชาชีพครู ผู้สอน
สามารถทำการวิจัย มีส่วนร่วมจัดทำสาระของหลัดสูตรในส่วนของท้องถิ่น และมีส่วนร่วมกับ
สถาบันต่างๆ ในชุมชนจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของ
ชุมชนอีกด้วย

2. มิติใหม่ของการปฏิรูปการศึกษาที่จะเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติฉบับใหม่
          การปฏิรูปการศึกษาที่จะตามมาหลังจากพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้มีผลบังคับ
ใช้แล้ว
          สาระสำคัญจากร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้ได้บ่งบอกถึงเป้าหมายของการ
ปฏิรูปการศึกษาไทยที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอาจสรุปได้ว่ามีอย่างน้อย 7 ประการสำคัญ
          ประการแรก  รัฐจะต้องขยายการศึกษาภาคบังคับจาก 6 ปี เป็น 9 ปี และจัดการศึกษา
ขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนอย่างน้อย 12 ปี โดยรัฐไม่เก็บค่าใช้จ่าย พูดโดยสรุปก็คือ หากกำหนด
ว่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นปีแรกของการศึกษาภาคบังคับ เยาวชนของเราต้องศึกษาจบชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 และยังมีสิทธิจะเรียนต่อไปถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ถือว่าเป็นการศึกษา
ขั้นพื้นฐานที่ไม่บังคับ
          ประชาชนจะได้ประโยชน์โดยตรงในเรื่องนี้ เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถส่งลูกหลาน
เข้าเรียนได้จนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมถึงสายอาชีวศึกษาด้วย โดยไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน
          ประการที่สอง  รัฐบาลจะจัดระบบประกันคุณภาพมาตรฐานสถานศึกษาต่างๆ เพื่อให้
เกิดความเท่าเทียมกัน เยาวชนของเราไม่ว่าจะเข้าเรียนที่ไหนคุณภาพของการเรียนการสอน
จะไม่แตกต่างกันมากนัก โดยวิธีประกันคุณภาพซึ่งเป็นเรื่องของรายละเอียดอาจจะใช้เวลา
จัดระบบอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป
          ประการที่สาม ได้มีการรวมกระทรวงศึกษาธิการและทบวงมหาวิทยาลัย ตลอดจน
สำนักคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เข้าไว้เป็นกระทรวงเดียวกัน เรียกว่ากระทรวง
การศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
          ประโยชน์จะเกิดจากการรวมพลังของการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาและสำนักงาน
อุดมศึกษา ซึ่งขณะนี้ต่างคนต่างจัด แต่ในอนาคตคณะกรรมการการอุดมศึกษาและสำนักงาน
อุดมศึกษา ซึ่งสังกัดกระทรวงใหม่ จะดูแลทั้งสถาบันราชภัฏ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล 
วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยพลศึกษา และมหาวิทยาลัยทั้งหมด ซึ่งจะมีโอกาสวางแผน
การขยายการรับนักเรียนระดับอุดมศึกษาอย่างมีระบบเพื่อรองรับจำนวนนักเรียนหลายแสนคน
ที่จะจบมัธยมศึกษาตอนปลาย
          ประการที่สี่  จะมีการจัดระบบการบริหารการจัดการแบบใหม่ โดยกำหนดให้
กระทรวงทำหน้าที่หลักด้านการกำหนดนโยบาย กำหนดมาตรฐานการศึกษา แต่กระจาย
อำนาจหน้าที่บริหารสถานศึกษาไปให้สถานศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนสถาบันระดับ
อุดมศึกษาจะเป็นนิติบุคคล สามารถจัดระบบการบริหาร การจัดการภายในของตนเองภายใต้
การกำกับของสภาแต่ละสถาบัน
          ในการปรับระบบการบริหารเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานนั้น จะต้องทำ
ควบคู่ไปกับระบบการพัฒนามาตรฐานวิชาชีพครู ระบบจัดสรรงบประมาณแบบใหม่ และ
ระบบประกันคุณภาพ จึงบรรลุผลสำเร็จ
          ประการที่ห้า ในระยะยาว ผลของการปฏิรูปโครงสร้างตามข้อ 3 และข้อ 4 จะนำ
ไปสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน จะทำให้คุณภาพของเยาวชนไทยในอนาคต
มีความเป็นเลิศไม่แพ้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก คุณภาพที่ดีของประชากรนี้ก็จะส่งผลดีต่อ
การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองในที่สุด
          ประการที่หก  เกิดระบบใหม่ที่จะเปิดโอกาสให้ครอบครัว ชุมชน เอกชน สถาบัน
ทางสังคม สถาบันทางศาสนา ได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น โดยรัฐจะจัดระบบ
แรงจูงใจให้เหมาะสม และยังเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับผิดชอบงาน
การศึกษามากขึ้นตามลำดับ
          ประการสุดท้าย ปรับระบบการศึกษาให้เห็นคุณค่าของการศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยซึ่งจะทำให้การศึกษาผู้ใหญ่ขยายตัว
มากยิ่งขึ้น ประกอบกับนโยบายด้านการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านการศึกษาจะทำให้ระบบ
การศึกษาตลอดชีวิตเป็นความจริงมากยิ่งขึ้น ตลอดจนจะส่งผลให้เกิดสังคมการเรียนรู้
          การปรับให้เกิดระบบสังคมเรียนรู้ สังคมสารนิเทศได้ จะเป็นกุญแจดอกสำคัญในการ
ปรับวัฒนธรรมทางความคิด วัฒนธรรมในการทำงานของสังคมไทยให้สอดคล้องกับ
จุดมุ่งหมายของการพัฒนาการเมือง และการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป
          จึงกล่าวได้ว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับนี้เป็นการปฏิวัติระบบการศึกษาไทย
โดยสิ้นเชิง




Copyright & Copy : 1999 MOENet Thailand Service
ที่มาของข้อมูล : หนังสือ คำอธิบาย พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (รมช.วิชัย  ตันศิริ)
รวบรวม เรียบเรียง พัฒนา และนำเสนอ : น.ส.นิภา แย้มวจี / (17 ธ.ค. 2542)
กลุ่มงานจัดการฐานข้อมูล  กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ
ศูนย์สารสนเทศ สป.ศธ.
โทร. 281-9809 , 628-5643 , 628-5644  โทรสาร 281-8218
website@emisc.moe.go.th