กรมวิชาการมีหน้าที่รับผิดชอบงานพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับ
ก่อนประถมศึกษาและระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
มาอย่างต่อเนื่องในภาระงาน ดังนี้

             1. การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
             2. การปฏิรูปการเรียนรู้
             3. การพัฒนาระบบและรูปแบบการผลิตและใช้สื่อการเรียนการสอน
                 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
             4. การพัฒนาระบบการวัดผลและประเมินผลการศึกษา
             5. การแนะแนวและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
             6. การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ
             7. การประกันคุณภาพการศึกษา


การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

              การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการพัฒนาหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต
การประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ ตาม  พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 
พ.ศ.2542 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง สำหรับให้สถานศึกษานำไปจัดทำหลักสูตรต่อไป

           1. จัดทำ(ร่าง) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นเอกสารหลักสูตรแกน
กลางสำหรับการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 
ลักษณะของหลักสูตรแกนกลาง
                1) มีมาตรฐานเป็นตัวกำหนดคุณภาพผู้เรียน
                2) แบ่งเป็น 4 ช่วงชั้น ๆ ละ 3 ปี
                        3) กำหนดสาระของหลักสูตรเป็น 8 กลุ่ม
                        4) สถานศึกษาจัดทำสาระของหลักสูตรเอง
                       5) สามารถเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ได้ได้ดำเนินงานรับฟัง
                    ความคิดเห็นให้(ร่าง) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของผู้เกี่ยวข้อง
                            - จัดประชุมสัมมนาคณบดีคณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์
                     จากมหาวิทยาลัยและสถาบันราชภัฏทั่วประเทศ
                            - จัดประชุมผู้บริหารระดับสูงของของกระทรวงศึกษาธิการ และ
                  
     หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
                            - ร่วมมือกับเขตการศึกษาทั้ง 12 เขต และกรุงเทพมหานครจัด
                    ประชุมสัมมนา  รวม 13 ครั้ง
                            - จัดประชุมสัมมนาผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษากลุ่ม
                     เป้าหมายพิเศษ/เฉพาะทาง
                           - รับฟังความคิดเห็นผ่านทางหนังสือพิมพ์ เว็ปไซด์ของกรมวิชาการ
                    และตู้ปณ.39 ของกรม วิชาการ
                          - จัดประชุมสัมมนาโต๊ะกลม
                          - จัดประชุมเสวนา (Focus Group)

            2. จัดทำเอกสาร(ร่าง) คู่มือกลุ่มสาระการเรียนและเอกสารประกอบได้แก่

                2.1 คู่มือกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม ประกอบด้วย
                1. คู่มือกลุ่มภาษาไทย
                2. คู่มือกลุ่มคณิตศาสตร์
                3. คู่มือกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
                4. คู่มือสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
                5. คู่มือสุขศึกษาและพลศึกษา
                6. คู่มือศิลปศึกษา
                7. คู่มือการงานและอาชีพ
                8. คู่มือกลุ่มภาษาต่างประเทศ

               2.2 (ร่าง) เอกสารประกอบรวม 8 เล่ม ประกอบด้วย
                1. คู่มือบริหารการศึกษาหลักสูตร
                2. คู่มือครู
                3. คู่มือนักเรียน
                4. คู่มือผู้ปกครอง
                5. คู่มือแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียน
                6. คู่มือประชาชน : ผู้มีส่วนร่วมจัดการศึกษา
                7. คู่มือพัฒนาสื่อการเรียนรู้
                8. คู่มือบริหารจัดการแนะแนว

              3. การประชาสัมพันธ์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยการประชาสัมพันธ์
ในรูปแบบต่างๆ และผ่านสื่อต่างๆเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง

          4. จัดทำมาตรฐานการศึกษาของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเด็ก
กลุ่มเป้าหมายพิเศษและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทาง

          5. จัดเตรียมปัจจัยความพร้อมก่อนใช้หลักสูตรด้านเอกสาร ชุดฝึกอบรม
ระดับชาติ  ระดับจังหวัด
              5.1 ด้านเอกสาร จัดทำเอกสาร 11 รายการ
              1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
               2. คู่มือกลุ่มสาระ 8 กลุ่ม
               3. คู่มือบริหารจัดการหลักสูตร
               4. คู่มือพัฒนาสื่อการเรียนรู้
               5. คู่มือการวัดและประเมินผลการเรียน
                6. คู่มือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
               7. คู่มือบริหารจัดการแนะแนว
               8. ครู่มือครู
               9. คู่มือผู้ปกครอง
              10. คู่มือนักเรียน
              11. คู่มือประชาชน ผู้มีส่วนร่วมจัดการศึกษา

             5.2 ด้านการพัฒนาบุคลากร
              1. ประชุมปฏิบัติการกำหนดหลักสูตรสื่อการพัฒนาบุคลากรหลักสูตร
              2. พัฒนาวิทยากรหลักสูตร
              3. ประสานงานกับกรมต้นสังกัด
              4. พัฒนาบุคลากรหลักสูตรในระดับสถานศึกษา
              5. พัฒนาเครือข่ายวิทยากรหลักสูตร
              6. กำกับ ติดตาม ช่วยเหลือ และประเมินผลการพัฒนาบุคลากรหลักสูตร


การปฏิรูปการเรียนรู้   
          การปฏิรูปการเรียนรู้เป็นหัวใจของการปฎิรูปการศึกษาที่มีขั้นตอนสำคัญอยู่ที่
การปฏิบัติและมีเป้าหมายถึงการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเรียนรู้ โดยพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้กำหนดแนวการจัดการเรียนรู้ในเชิงยุทธศาสตร์ว่า ผู้เรียน
ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ เน้นความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม
กระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสม การปฏิรูปการเรียนรู้เป็นเรื่องที่ไม่
สามารถพัฒนาโดยแยกส่วนได้   ต้องอาศัยปัจจัยที่เกี่ยวข้อง    สนับสนุน     เกื้อกูลกัน
โดยองค์รวม จึงจะเกิดผลตามเป้าหมายหลักคือคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้น
จึงกำหนดลักษณะที่ทำเป็น 3 ลักษณะ คือ

             1. งานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้

             2. การพัฒนาคุณภาพครู

             3. การพัฒนาศักยภาพโรงเรียนโดยใช้ปัจจัยองค์รวมและปัจจัยสนับสนุน


การดำเนินงาน

              1. งานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการวิจัยพัฒนาการเรียนรู้
มุ่งเน้นการจัดปัจจัยพื้นฐานด้านการวิจัย ส่งเสริม และสนับสนุนข้อมูลด้านการวิจัย
เพื่อนำไปสู่การพัฒนา ครู ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรด้านการศึกษา ให้มีศักยภาพ
ในการใช้การวิจัยเป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ดังนี้
                 1.1 อบรมให้ความรู้ด้านการทำวิจัยแก่ครู ผู้สอน ทุกระดับให้สามารถใช้
                       กระบวนการวิจัย และผลงานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ไปพัฒนาการเรียน
                       การสอน ผู้บริหารโรงเรียน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและเอื้ออำนวย
                       ความสะดวกให้ครูผู้สอนได้ทำการวิจัยในการพัฒนาการจัดกระบวน
                       การเรียนรู้ ศึกษานิเทศก์และหน่วยงานผลิตครู เพื่อให้มีความรู้
                       ความเข้าใจในการดำเนินงานวิจัยเชิงประเมินผลการเรียนการสอน
                       การนิเทศ ติดตาม ช่วยเหลือการดำเนินงานของโรงเรียนและครูผู้สอน
                      อย่างต่อเนื่อง
              1.2 ผลิตเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับแนวคิดแนวปฏิบัติและข้อมูลพื้นฐานสำหรับ
                       ครูผู้สอนและผู้เกี่ยวข้อง เอกสาร ที่จัดพิมพ์เผยแพร่ ได้แก่
                  1. รายงานสรุปสาระสำคัญ “การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับหลักสูตร”
                  2. รายงานการสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนระดับ
                        ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา 4 วิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ 
                        ภาษาไทย วิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ
                  3. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัย
                  4. เอกสารวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
                  5. เอกสารคู่มือครู : แนวทางจัดทำแผนการสอนพัฒนาศักยภาพ โครงการ
                ทดลองพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย
                  6. แนวการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมคุณลักษณะเก่ง ดี มีสุข

          2. งานพัฒนาคุณภาพครู

               ด้วยการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาครูแกนนำ ให้สามารถ
เป็นครูต้นแบบปฏิรูปการเรียนรู้ โดยการ

         2.1 อบรมเข้มให้กับวิทยากรแกนนำด้านการเรียนรู้ แก่บุคลากรที่เป็นตัวแทน
               จากทุกหน่วยงานจำนวนประมาณ 180 คน
             2.2 จัดทำเอกสารเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับครูแกนนำเพื่อเป็นครูต้นแบบ
                    ปฏิรูปการเรียนรู้ และเกณฑ์คุณลักษณะของครูแกนนำ เพื่อพัฒนา
                    เป็นครูต้นแบบ
             2.3 จัดทำเอกสารแนวทางการประเมินการปฏิบัติงานของครูแกนนำ
             2.4 จัดทำฐานข้อมูลครูแกนนำจากหน่วยงานต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้
                      มีจำนวนครูแกนนำทั่วประเทศ 43,632 คน

           3. การพัฒนาศักยภาพโรงเรียนโดยใช้ปัจจัยองค์รวมและปัจจัยสนับสนุน 
เพื่อมุ่งเน้นการผนึกกำลังจากทุกฝ่าย ได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน ศึกษานิเทศก์ 
บุคลากรบุคลากรทางการศึกษาและชุมชน  ร่วมกันพัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กร
แห่งการเรียนรู้เอื้ออำนวยการทำงานของครูด้วยการ
         3.1 สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้สู่ผ่านทางสื่อต่างๆ
            3.2 พัฒนาโรงเรียนแกนนำ รวม 77 โรงเรียน ซึ่งกระจายอยู่ทุกเขต
                   การศึกษาทั่วประเทศ
            3.3 ผลิตเอกสาร เผยแพร่ ได้แก่
                1. การบริหารโรงเรียนโดยใช้ปัจจัยองค์รวมและปัจจัยสนับสนุน
                2. การปฏิรูปการเรียนรู้ ผู้เรียนสำคัญที่สุด
                3. การนิเทศ ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
                4. การนำมาตรฐานหลักสูตรสู่การเรียนรู้และประเมินผลตามสภาพจริง
                5. การพัฒนาการเรียนรู้สู่ระบบการประกันคุณภาพ
                6. การใช้งานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
                7. การพัฒนาระบบสารสนเทศของสถานศึกษา

         4. จัดประชุมสัมมนาการเรียนรู้สัญจรใน 4 ภูมิภาค   เพื่อผนึกกำลังให้
หน่วยงานในทุกพื้นที่การศึกษาร่วมกันสร้างเครือข่ายการเรียนรู้
             1. ภาคเหนือที่จังหวัดเชียงใหม่
             2. ภาคใต้ที่จังหวัดสงขลา
             3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จังหวัดขอนแก่น
             4. ภาคกลางที่จังหวัดเพชรบุรี
             5. นิเทศ เยี่ยมเยียน ให้กำลังใจแก่โรงเรียนนำร่องด้านการเรียนรู้


ผลการดำเนินงาน

            1. การสร้างเครือข่ายการปฏิรูปการเรียนรู้ในรูปของประชาสังคม
จังหวัดเริ่มด้วยการจัดประชุมการเรียนรู้สัญจรใน 4 ภูมิภาค ผนึกกำลังของ
แผ่นดินเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้โดยบูรณาการความรู้ตามหลักสูตร ศาสนา
 และวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น

            2. พัฒนาครูดี – ครูเก่ง ในสังกัดต่าง ๆ    เพื่อเป็นครูแกนนำ
เป็นต้นแบบปฏิรูปการเรียนรู้    โดยมีเป้าหมายที่ครูทั้งระบบจำนวน 700,000 คน
 ขณะนี้มีครูแกนนำแล้วจำนวน 43,000 คน

            3. พัฒนาศักยภาพโรงเรียนนำร่องด้านการเรียนรู้ในกรุงเทพมหานครและ
ในทุกเขตการศึกษา  จำนวน 36 โรงเรียน    เพื่อเป็นโรงเรียนตัวอย่างในการปฏิรูป
การเรียนรู้โดยปัจจัยองค์รวม   (Whole school approach)    
สร้างเป็นเครือข่ายจาก   36    โรงเรียน เป็น 300 โรงเรียนทั่วประเทศ

            4. ส่งเสริมให้เขตการศึกษา 3 (สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี) 
ขยายผลการพัฒนาตามรูปแบบการพัฒนาศักยภาพโดยปัจจัยองค์รวมและดำเนินการวิจัย
ร่วมกับโรงเรียน

             5. ส่งเสริมให้ครูในโรงเรียนนำร่องด้านการเรียนรู้ ใช้กระบวนการวิจัยเพื่อ
พัฒนาการเรียนรู้สร้างรูปแบบการเรียนรู้ สร้างโครงงาน สร้างหน่วยการเรียนรู้โดยใช้ 
Project – based learning

                การพัฒนาระบบและรูปแบบการผลิตและใช้สื่อการเรียน
การสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
    
             การพัฒนาระบบและรูปแบบการผลิตและใช้สื่อการเรียนการสอน
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมียุทธศาสตร์ในการดำเนินการงานที่
สำคัญ 3 ขั้นตอน คือ

            1. ขั้นเตรียมการ

               กรมวิชาการได้เตรียมการเพื่อพัฒนาระบบและรูปแบบการผลิตและ
พัฒนาการเรียนการสอนให้สอดรับกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
โดยไดประชุมหารือผู้ทรงคุณวุฒิ   และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจ้างคณะ
วิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษารูปแบบการผลิตและการใช้หนังสือเรียน
ของประเทศต่างๆและประชุมสัมมนารับฟังความเห็นจากสาธารณชนทั้งใน
ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

            2. ขั้นกำหนดนโยบาย

                กรมวิชาการได้นำผลการศึกษาวิจัยและการประชุมสัมมนารับฟัง
ความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดมาวิเคราะห์ และสรุปผลเพื่อยกร่างเป็นนโยบาย
ในการเปิดเสรีหนังสือเรียนและสื่อการเรียนการสอน ซึ่งมีสาระสำคัญว่ารัฐส่งเสริม
สนับสนุนให้มีการผลิตและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนทุกประเภททุกสาขาวิชา 
และทุกระดับชั้น โดยเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันผลิตอย่างเสรีและเป็นธรรม

            3. ขั้นปฏิบัติการให้เป็นไปตามนโยบาย จะมีการดำเนินการ ดังนี้

                3.1 การผลิตและสิ่งเสริม เนื่องจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ยึดมาตรฐานการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นหลัก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ รัฐจึงมีความจำเป็น
ต้องดำเนินการผลิตหนังสือเรียนและสื่อการเรียนการสอนอื่นๆ เพื่อเป็นต้นแบบให้
เขตพื้นที่/สถานศึกษานำไปพัฒนาให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้กรมวิชาการได้
เตรียมการในเรื่องการผลิตสื่อการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียน
ได้ทำกิจกรรม หรือเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งอาจมีรูปแบบแตกต่างกันตามชนิดของสื่อ
 เช่นหนังสือเรียน (textbook)เป็นหนังสือสำหรับผู้เรียน เนื้อหาจะครอบคลุม
สาระการเรียนรู้ตามหลักสูตร แนวการนำเสนอสาระของหนังสือเรียนควรเน้นความ
สำคัญทั้งด้านความรู้ คุณธรรมและกระบวนการเรียนรู้ โดยคำนึงถึงความเหมาะสม
กับวัย  และระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนชุดการเรียนการสอน (learning – 
teaching unit)  เป็นสื่อสำหรับผู้สอนและผู้เรียนในชุดเดียวกัน 
อาจเป็นสิ่งพิมพ์ทั้งหมด หรือเป็นสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ประกอบกันได้
เช่น หนังสือสำหรับเด็กอ่าน  แถบบันทึกเสียง  วีดิทัศน์  ซีดีรอม  แบบฝึก
กิจกรรม ใบงานใบความรู้  แผ่นภาพ   คู่มือการสอน   คู่มือการจัดกิจกรรม
แบบประเมินผล ฯลฯ ทั้งนี้ตามจำนวน และรูปแบบที่เหมาะสมกับสาระที่ผู้เรียน
ต้องเรียน เป็นสื่อที่สามารถจัดการเรียนการสอนได้เบ็ดเสร็จในตัวก็ได้บทเรียน
สำเร็จรูป นำเสนอรูปแบบสาระเป็นบทเรียนที่มีกระบวนการเรียนการสอนและ
มีการประเมินผล เนื้อหาของบทเรียนสำเร็จรูปจัดทำได้ในลักษณะต่างๆ เช่น 
ชุดการเรียนการสอน   บทเรียน    แบบสอบถามสมุดปฏิบัติงาน   บทเรียน
ประกอบสไลด์ บทเรียนวีดิทัศน์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนหนังสืออุเทศ
 (reference book) เป็นหนังสือสำหรับใช้ค้นคว้าอ้างอิงเกี่ยวกับ
การเรียนการสอน การเรียบเรียงหนังสือประเภทนี้เป็นเชิงวิชาการคู่มือการเรียน
การสอน( teaching manual) เป็นสื่อสำหรับครูที่ใช้เป็นแนวทาง
กำกับการเรียน การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้ในแต่ละเรื่อง สื่อในลักษณะนี้ควรกำหนดสาระที่สำคัญฯซึ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็ก เช่น
               1) ผลการเรียนรู้/จุดประสงค์การเรียนรู้/ประสบการณ์การเรียนรู้
อันได้แกความรู้ ทักษะ ค่านิยมและเจตคติ ว่าควรเป็นเช่นไรเมื่อจบบทเรียน
ไปในแต่ละเรื่อง
               2) กิจกรรมตามลำดับขั้นตอนเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ และการ
ฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาทักษะโดยเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และให้เรียนรู้ด้วยตนเอง
ทั้งรายบุคคลและเป็นกลุ่ม
                3) การประเมินผลเพื่อวัดความสำเร็จของผู้เรียนว่าบรรลุ
จุดประสงค์ที่กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด
                4) อุปกรณ์และเครื่องมือที่สนับสนุนการเรียนรู้ให้ผู้เรียน
ประจักษ์ชัดขึ้นในแต่ละเรื่องที่เรียน
                5) แหล่งการเรียนรู้หรือค้นคว้าเพิ่มเติม

            หนังสือเสริม (supplementary readers)เป็น
หนังสือทั่วไปไม่จำเป็นต้องครอบคลุมเนื้อหาสาระของหลักสูตรในแต่ละชั้นเรียน
หรือช่วงชั้น มีลักษณะเป็นเรื่องเดียวหรือรวมเรื่องที่มีเนื้อหาในแนวเดียวกันในเชิง
ให้ความรู้ ความคิด และค่านิยม เป็นหนังสือสารคดีหรือบันเทิงคดีก็ได้เป็นหนังสือ
สำหรับหนังสือห้องสมุดที่ใช้ได้ทั้งผู้เรียนและผู้สอน เช่นเดียวกับหนังสืออ้างอิง

           3.1.1 สื่อสิ่งพิมพ์ ได้เตรียมการในการจัดทำต้นฉบับหนังสือเรียน
                              และหนังสือสำหรับค้นคว้า ใน 8 สาขาตามหลักสูตร
                              การศึกษาขั้นพื้นฐาน
                 3.1.2 สื่อเทคโนโลยี ได้เตรียมการจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 
                             (e – book) โดยระยะแรกจะนำหนังสือของกรมวิชาการ
                             ที่เป็นหนังสือสำหรับศึกษาค้นคว้า มาจัดทำโดย ใช้โปรแกรม 
                   Adobe Arobat โดยในปี 2544 มีแผนที่จะจัดทำ
                            ประมาณ 100 เล่ม ส่วนระยะต่อไปจะนำหนังสือทั้งของ
                            กรมวิชาการ ส่วนราชการอื่นๆ และสำนักพิมพ์เอกชนมาจัดทำ
                            โดยหนังสือที่นำมาจัดทำจะเป็นหนังสือสำหรับค้นหว้า หนังสือ
                            ที่มีคุณค่าทางวรรณกรรม ฯลฯ จัดทำโดยใช้โปรแกรม 
                   Adobe arobat และโปรแกรมอื่นๆสำหรับฐานข้อมูล
                            หนังสืออิเล็กทรอนิกส์นี้ต่อไปจะพัฒนาเป็นห้องสมุดดิจิตอล
                   (Digital Library) และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ได้
                            จัดทำแล้วจะสำเนาลงแผ่น CD-ROM แจกโรงเรียนทั่ว
                             ประเทศ สำหรับโรงเรียนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตก็สามารถใช้ได

                             ในส่วนของการส่งเสริมการผลิต รัฐจะส่งเสริมให้มีการผลิตสื่อ
                             การเรียนการสอน ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นโดยเปิด
                             ให้มีการผลิตได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งที่   เป็นบริษัท/
                            สำนักพิมพ์ และบุคคลทั่วไป ซึ่งสามารถผลิตได้ทุกสาขาวิชา
                            และทุกระดับชั้นทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือกเพื่อให้มีการเผยแพร่
                            หรือกระจายสื่อไปยังผู้ใช้อย่างหลากหลายและกว้างขวาง

         3.2 การประกันคุณภาพและราคาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ผลิตและ
ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องมีการประกันคุณภาพและราคา โดยแยกการประกันคุณภาพและ
ราคาออกเป็น 2 ส่วน

             ส่วนแรก เป็นการประกันคุณภาพภายใน ซึ่งดำเนินการโดยผู้ผลิตเอง 
                                 ที่จะต้องมีการตรวจสอบหรือประเมินคุณภาพของสื่อการเรียน
                                 การสอนที่ผลิตก่อนจัดจำหน่าย
            ส่วนที่สอง เป็นการประกันคุณภาพภายนอก โดยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ
                                 ตรวจสอบหรือประเมินคุณภาพ
  แยกเป็น 3 ระดับ คือ

              1. คณะกรรมการจากหน่วยงานกลาง รับผิดชอบในการตรวจสอบ
                          หรือประเมินคุณภาพของสื่อ
                     2. การเรียนการสอนที่ผลิตสำหรับใช้ในระดับชาติ
                     3. คณะกรรมการเขตพื้นที่/เขตการศึกษา รับผิดชอบในการตรวจสอบ
                           หรือประเมินคุณภาพของสื่อการเรียนการสอนที่ผลิตสำหรับใช้ใน
                           ระดับเขตพื้นที่
                     4. คณะกรรมการสถานศึกษา รับผิดชอบในการตรวจสอบหรือประเมิน
                           คุณภาพของสื่อการเรียนการสอนที่ผลิตสำหรับใช้ในระดับสถานศึกษา

            3.3 การส่งเสริมการใช้สื่อการเรียนการสอน สามารถดำเนินการได้หลาย
กิจกรรม ซึ่งกรมวิชาการได้ดำเนินการไปแล้วและจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้สื่อ
การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมดังกล่าวได้แก่ การจัดอบรมใน
การเลือกการใช้สื่อการเรียนการสอนการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในรูปแบบของเอกสาร 
ข่าววิชาการและใน Website ของกระทรวงศึกษาธิการรวมถึงการพัฒนา
ห้องสมุดโรงเรียนให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ การพัฒนากิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน
การประกวดผลงานการใช้สื่อ และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และการติดตาม
ประเมินผล


การพัฒนาระบบการวัดและประเมินผลการศึกษา

            แม้ว่าการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาทั้งประเทศจะใช้หลักสูตร
การศึกษาเดียวกันของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ความหลากหลายในรูปแบบการเรียน
การสอน การวัดประเมินผลในระดับปฏิบัติจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การส่งเสริม
การประเมินระหว่างการเรียนการสอนจึงเป็นเรื่องจำเป็น ถึงแม้ว่าการประเมินแบบการ
ประเมินคุณภาพระดับชาติ (National Test)จะเป็นการประเมินเพื่อการพัฒนา
และสามารถนำผลไปใช้ให้เกิดในทุกระดับ แต่ก็จะเป็นการประเมินหลังจากที่ได้
ดำเนินการในระยะหนึ่งจนผลได้เกิดขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว การวัดและประเมินผล
ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และนโยบายด้าน
การศึกษาของรัฐบาล จำเป็นต้องอาศัยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการวัดและ
ประเมินผลผู้เรียนระหว่างการเรียนการสอน ควบคู่ไปกับการทำการประเมินผล
ระดับชาติ (National Test) จากการวิเคราะห์วรรณกรรมวิจัยด้านการวัด
และประเมินผล     ได้พบว่านวัตกรรมการวัดและประเมินผลทางเลือกใหม่
(Alternative Assessment ) อันได้แก่ Authentic , 
Performance , และ Portfolio Assessment เป็นนวัตกรรม
การวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับ  มาตรา   26   แห่งพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ


การแนะแนวและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

              การแนะแนวเป็นกลไกที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กและเยาวชน
เป็นกระบวนการที่เน้นการพัฒนาผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 
มุ่งเน้นการที่ช่วยให้บุคคลได้รู้จักและเข้าใจตนเองอย่างถูกต้อง มีทักษะและ
วิจารณญาณในการตัดสินใจ แก้ปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างฉลาด สามารถปรับตัว
เข้ากับบุคคลและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี มีสุขภาพจิตที่ดีการจัดการเรียนรู้
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน มุ่งพัฒนา
ความสามารถของผู้เรียนอย่างเต็มตามศักยภาพ และเป็นไปตามธรรมชาติ 
การแนะแนวและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้เรียน
จะต้องทราบถึงความสามารถความถนัด ความสนใจของตนเอง กรมวิชาการ
จึงได้เน้นการดำเนินงานได้ดังนี้

     1. ด้านส่งเสริมการจัดบริการแนะแนวของสถานศึกษาตามหลักสูตรการ
ศึกษาขั้นพื้นฐาน
             - จัดอบรมครูผู้สอนอาจารย์ที่ปรึกษาทุกคนให้ทำหน้าที่แนะแนวเบื้องต้น
                แก่ผู้เรียน จัดให้มีแนะแนวทำหน้าที่ให้คำแนะนำปรึกษาแก่ผู้เรียนเป็น
                กรณีพิเศษ การจัดระบบบริการแนะแนวในสถานศึกษามีระบบข้อมูล
                ที่จำเป็น
             - จัดทำสื่อ เครื่องมือและเอกสารทางการแนะแนว ทั้งด้านการศึกษา 
                อาชีพและบุคลิกภาพเครื่องมือ มาตรฐานการแนะแนว ต้นแบบ
                ระเบียนสะสม เครื่องมือเพื่อคัดแยกเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ 
                แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน แบบทดสอบเพื่อการแนะแนว
               ในสถานศึกษาพร้อมทั้งคู่มือการใช้

     2. ด้านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่ได้กำหนดไว้ใน
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคน เข้าร่วม
กิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยวุฒิภาวะและความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน
โดยจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตามกลุ่มวิชาสนองตอบ
ความสนใจ ความถนัด และความสามารถผู้เรียนปลูกฝังอบรมให้ผู้เรียนมี
บุคลิกภาพและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ รวมทั้งเป็นการฝึกการทำงานด้วย
ทั้งนี้ กิจกรรมที่จัดให้มีการประเมินการผ่านช่วงชั้นด้วย


การประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ

1. การประเมินผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนตามหลักสูตร

      กรมวิชาการได้จัดให้มีการประเมินคุณภาพการศึกษาในหลาย
รูปแบบเพื่อเป็นการควบคุมและรักษาคุณภาพการศึกษา โดยได้ดำเนินการ
ประเมินคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 เป็นระยะๆ 
ตั้งแต่ ปีการศึกษา 2526 ผลการประเมินจะเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพการศึกษา
ของประเทศ และเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการกำหนดนโยบาย
ระดับชาติ   โดยได้ดำเนินการประเมินในลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง
ร้อยละ  10   ในระดับประถมศึกษาและร้อยละ 25 ในระดับมัธยมศึกษา 
โดยประเมินระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาสลับกันในแต่ละปี 
ในปีการศึกษา 2543 ได้ประเมินผลระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ
ได้ประเมินผลความถนัดของการเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (SAT) 
ของนักเรียนทุกคน และเตรียมการดำเนินงานในปีการศึกษา 2544

       เมื่อกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะดำเนินการการปฏิรูปการศึกษา
 ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
โดยมุ่งที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ภารกิจด้านการวัดและ
ประเมินผลจึงต้องปรับเปลี่ยนไปจากที่เคยดำเนินการ ทั้งทางด้านขอบเขต สาระ
และวิธีการ เพื่อรองรับและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ
ด้านการวัดและประเมินผลในมิติใหม่ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือ เป็นการประเมิน
มาตรฐานการศึกษา เพื่อควบคุมคุณภาพการศึกษา รักษาความมีเอกภาพด้าน
นโยบายเป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนให้เกิดการพัฒนาระดับปัจเจกบุคคลใน
องค์รวมอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสภาพจริงและเป็นการประเมินเพื่อ
สนับสนุนหลักการการจัดการศึกษาเพื่อสร้างชาติตามนโยบายของรัฐบาล
การดำเนินงาน กรมวิชาการในฐานะที่เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากกระทรวง
ศึกษาธิการ ได้พิจารณาวางรูปแบบและวิธีการประเมินที่เหมาะสม เพื่อให้ได้
ผลการประเมินที่น่าเชื่อถือและสามารถบ่งชี้ คุณภาพการศึกษาระดับชาติ 
ระดับภูมิภาค ระดับสถานศึกษา และระดับผู้เรียน เป็นรายบุคคลได้อย่าง
เหมาะสม โดยได้ดำเนินการปรับการประเมินคุณภาพการศึกษาที่ดำเนินการอยู่
ให้สอดคล้องกัน โดยมีแนวทาง ดังนี้

      1) กรอบแนวคิดการประเมินระดับชาติ
               - ประเมินตามระดับช่วงชั้นที่หลักสูตรกำหนด คือประถมศึกษาปีที่ 3  
            ประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3และมัธยมศึกษาปีที่ 6
                - ประเมินผู้เรียนทุกคนตามช่วงชั้นที่กำหนด
               - ประเมินเฉพาะวิชาหรือสมรรถภาพหลัก ที่มีความจำเป็นและ
                  มีความสำคัญ
               - ใช้เครื่องมือทั้งแบบHigh–Quality Multiple Choice 
            แบบเขียนตอบและแบบ Performance
                - ไม่ใช้ผลเพื่อการการตัดสินได้ – ตก แต่ใช้เพื่อการพัฒนาอาจนำไปใช้
            ในการเรียนต่อหรือประกอบอาชีพ
              - มีรายงานผลการประเมินเป็นเครื่องบ่งชี้คุณภาพการศึกษาระดับชาติ 
                 ระดับภูมิภาค  ระดับสถานศึกษา - และระดับผู้เรียนรายบุคคล

      2) รูปแบบ และแนวทางดำเนินงาน
              - ร่วมมือกับกรมเจ้าสังกัด และเขตพื้นที่ โดยมีคณะกรรมการประเมิน
                 คุณภาพการศึกษาเป็นกลไกการดำเนินงาน
              - ดำเนินการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทุกคนในเดือน
                  กุมภาพันธ์ 2545  โดยในปีการศึกษา 2544 – 2546
                  ใช้เครื่องมือประเมินตามจุดหมายของหลักสูตร (เดิม)เป็นการทดสอบ
                  ความพร้อมของระบบการประเมินคุณภาพการศึกษาระดับชาติ
            ส่วนการประเมินจริงของ National Test จะเริ่มใน
                  ปีการศึกษา 2547

        2. การพัฒนาแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน

          1) กระบวนการพัฒนา
              สำนักงานทดสอบทางการศึกษา กรมวิชาการ ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ
การวัดและประเมินผลจากหน่วยงานและสถานบันทางการศึกษาทั้งภายในและภายนอก
กระทรวงศึกษาดำเนินการสร้างแบบทดสอบความถนัดทางการเรียน ภายใต้การกำกับ
ดูของคณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างและพัฒนาแบบวัดมาตรฐานระดับมัธยมศึกษา
ตอนปลาย ที่กระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้ง ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบนี้เป็นไปตาม
กระบวนการพัฒนาแบบทดสอบมาตรฐาน อันได้แก่ การกำหนดวัตถุประสงค์
ของแบบทดสอบ การออกแบบโครงสร้างและกำหนดนิยามองค์ประกอบสมรรถภาพ
ในแบบทดสอบการกำหนดกรอบและแนวทางสร้างข้อสอบรายข้อ การสร้าง
และตรวจสอบทบทวนพร้อมแก้ไขปรับปรุงข้อสอบ การทดลองใช้ข้อสอบและ
การวิเคราะห์คุณภาพข้อสอบ และการจัดฉบับสำหรับผู้ใช้ในสถานการณ์จริง

          2) ลักษณะทั่วไป
           แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude Tests 
หรือ SAT) เป็นเครื่องมือวัดความสามารถที่ได้รับการพัฒนาแล้ว (Developed 
Ability ) ของผู้เรียน ความสามารถดังกล่าวนี้อาจอยู่ในรูปของกรอบความคิด
หรือกรอบวิเคราะห์ที่ผู้เรียนได้สร้างมา หรืออาจอยู่ในรูปความสามารถที่ผู้เรียน
จะประกอบกรอบความคิดหรือกรอบการวิเคราะห์ขึ้นมาใหม่อย่างฉับพลันทันที 
เพื่อใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ความสามารถรูปแบบแรกแสดงถึงเชาว์ปัญญาที่ตกผลึก
 ( Crystalized intelligence )ส่วนรูปแบบหลังแสดงถึงเชาว์ปัญญา
ที่เลื่อนไหล ( Fluid intelligence ) ความสามารถทั้งสองประการ
ที่รวมกันเป็นความถนัดทางการเรียนนี้ เป็นผลสะสมระยะยาวของประสบการณ์การเรียน
รู้ที่ผู้เรียนได้รับทั้งในและนอกห้องเรียน ผลการสอบวัด ความถนัดทางการเรียน นอกจากจะบ่งชี้ถึงปริมาณและคุณภาพของความสามารถที่ผู้เรียนได้พัฒนาแล้ว
ยังสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสและความพยายามของผู้เรียนในการพัฒนาความสามารถ 
ดังกล่าวด้วย

     3. องค์ประกอบของแบบทดสอบ
           3.1 ความสามารถทางภาษา ( Verbal Ability ) ข้อสอบด้านนี้
วัดความรู้ ความเข้าใจและเหตุผลเชิงภาษาของผู้เรียน โดยครอบคลุมพื้นฐาน
ความรู้ความเข้าใจทางภาษาความสามารถในการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ และประเมิน
ความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ ระหว่างศัพท์ สำนวน ข้อมูลและแนวความคิดที่สื่อในรูป
ข้อความหรือบทความ เหตุผลเชิงภาษา ( Verbal Reasoning )และ
การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ( Critical Reading ) ลักษณะของโจทย์
หรือคำถามมี 3 แบบ คือ
                ก. การเติมข้อความให้ได้ใจความสมบูรณ์ ( Sentence 
               Completion )
                 ข. อุปมาอุปมัยทางภาษา( Word Analogy )
                 ค. การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ( Critical Reading )
              3.2 ความสามารถทางการคิดคำนวณ (Numerical Ability) 
ข้อสอบด้านนี้วัดความเข้าใจในความคิดรวบยอด และหลักการทางคณิตศาสตร์ระดับ
เบื้องต้น ทักษะการคำนวณระดับพื้นฐานความสามารถด้านเหตุผลเชิงปริมาณ
 ( Quantitative Reasoning) การวิเคราะห์การเปรียบเทียบ
และประเมินข้อมูลเชิงปริมาณในรูปแบบต่างๆ เช่น ตาราง แผนภูมิ และประโยค
สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์และความสามารถในการแก่ปัญหาในรูปของจำนวนหรือ
ปริมาณ การวัดความสามารถทางการคิดคำนวณจะกระทำใน 4 องค์ประกอบย่อย คือ
              ก. ความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์( Basic 
                Mathematics Ability )
                   ข. ความสามารถด้านการเปรียบเทียบเชิงปริมาณ (Quantitative 
               Comparison)
                   ค. ความสามารถในการตีความข้อมูล ( Data Interpretation )
                   ง. การประเมินความเพียงพอของข้อมูล ( Evaluation of Data 
                Sufficiency)
              3.3 ความสามารถเชิงวิเคราะห์ ข้อสอบนี้วัดความสามารถของผู้เรียน
                       ในด้านต่างๆ
                 1) การสังเกตเห็นและการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล
                     สารสนเทศต่างๆ
เช่น ระหว่างหลักฐานและข้อสมมติฐาน ระหว่าง
                     สาเหตุและผลสรุป และ
ระหว่างข้อเท็จจริง คำอธิบาย เป็นต้น
                2) การพิจารณาและประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อความที่มี
                     ความสัมพันธ์
  เกี่ยวข้องกัน
                3) การสรุปความจากข้อมูลหรือสาระที่ซับซ้อน
                4) การใช้วิธีหรือขั้นตอนในการขจัดประเด็นหรือทางเลือกที่ผิด 
                     เพื่อนำไปสู่การสรุปผลอย่างถูกต้อง
                5) การสรุปและสร้างหลักเกณฑ์จากความสัมพันธ์ที่วิเคราะห์ได้
                      จากข้อมูลที่เป็นนามธรรม สัญลักษณ์ หรือแผนภาพต่างๆ
                6) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มหรือการจัดประเภท
                      ที่มีความเหลื่อมล้ำในลักษณะต่าง ๆ   หรือที่เป็นอิสระ
                      ไม่คาบเกี่ยวกัน


การประกันคุณภาพการศึกษา

              พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มุ่งกระจายอำนาจการจัดการศึกษา
ให้แก่สถานศึกษาจึงกำหนดให้สถานศึกษาประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา
และมีองค์การมหาชนประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกทั้งนี้ได้ระบุให้กระทรวง
ศึกษาธิการประกาศกฎกระทรวงว่าด้วย ระบบหลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพ
การศึกษาภายในสถานศึกษา กรมวิชาการในฐานะผู้รับผิดชอบงานพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการพัฒนาระบบ
ประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และเสนอกฎกระทรวงดังกล่าว

              ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา    
เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพการ
ศึกษาอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาต้องจัดให้มีระบบ
การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่
ผู้เกี่ยวข้องว่า ผู้เรียนทุกคนจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพจากสถานศึกษา
เพื่อการพัฒนาความรู้ความสามารถและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามมาตรฐาน
การศึกษาที่กำหนดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเต็มศักยภาพ 
ประกอบด้วย

              1. การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ

              2. การพัฒนามาตรฐานการศึกษา

              3. การจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

              4. การดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา

              5. การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษา

              6. การประเมินคุณภาพการศึกษา

             7. การรายงานคุณภาพการศึกษาประจำปี

             8. การผดุงระบบการประกันคุณภาพการศึกษา

             การดำเนินการให้สถานศึกษายึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชนและ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยการส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลของหน่วยงาน
ต้นสังกัด และกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามสภาพสิ่งแวดล้อม และศักยภาพ
ของสถานศึกษา

ผลการดำเนินงาน

          1. ดำเนินการศึกษาและพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายใน
สถานศึกษาโดยจัดทำโครงการศึกษาและพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภาย
ในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานขึ้นกลุ่มตัวอย่างเป็นสถานศึกษาใน
เขตการศึกษา 3, 5, 7, 9 และ 11ที่ครอบคลุมสถานศึกษาในสังกัด
กรมสามัญศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสำนักบริหารท้องถิ่น (เทศบาล)
รวม 21 โรง นำร่องระบบดังกล่าวไปทดลองดำเนินการระหว่างปีการศึกษา 
2543 โดยมีเครือข่ายการดำเนินงาน ได้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิของทบวงมหาวิทยาลัย  
สถาบันราชภัฏ  ศึกษานิเทศก์กรมสามัญศึกษา และนักวิชาการศึกษาเขตการศึกษา 
3, 5, 7, 9 และ 11 รวมทั้งศึกษานิเทศก์ของจังหวัดที่ดูแลสถานศึกษา
ในโครงการผลการศึกษาและพัฒนาระบบดังกล่าว พบว่าสถานศึกษาทุกแห่ง
สามารถนำระบบการประกันคุณภาพดังกล่าวไปปฏิบัติได้โดยมีการจัดระบบ
และวิธีการให้เหมาะสมกับสภาพสถานศึกษาของตนเองทั้งนี้ผลการดำเนินโครงการ
นำไปสู่การยกร่างกฎกระทรวงว่าด้วย ระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพ
ภายใน จำนวน 7 เล่มซึ่งจะใช้เป็นแนวทางแก่สถานศึกษาอื่นๆ เพื่อให้สถานศึกษา
ทุกแห่งสามารถจัดระบบการประกันคุณภาพ การศึกษาภายในสถานศึกษาตนเอง
ได้อย่างช้าภายในปีการศึกษา 2545 ทั้งนี้กรมวิชาการกับหน่วยงานต้นสังกัด
จะร่วมกันวางแผนพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

      2. นำเสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกัน
คุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้คณะรัฐมนตรี
พิจารณาเมื่อ พฤษภาคม 2544กรอบความคิดการดำเนินงานการประกันคุณภาพ
การศึกษาภายในสถานศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของกรมวิชาการสรุป
เป็นแผนภูมิ ดังนี้