หน้าแรก
โรงเรียนในกำกับของรัฐ
โรงเรียนวิถีพุทธ
แผนและยุทศาสตร์
   สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
โรงเรียนสองภาษา (English Program)
โรงเรียนใช้ ICT เพื่อพัฒนาการเรียนรู้
รายชื่อโรงเรียนแต่ละรูปแบบ
ข่าวและกิจกรรมต่างๆ
รายชื่อคณะกรรมการฯ
ศึกษาข้อมูลด้วยระบบ GIS
จดหมายเปิดผนึกโรงเรียนวิถีพุทธ 

 

 

 

 

 

    คณะกรรมการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา

  

(ร่าง)
   แผนแม่บทเพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชน   
  ผู้มีความสามารถพิเศษ
มีความสามารถพิเศษ  


สรุปสาระสำคัญโดยสังเขป 

     - ความเป็นมา

         พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสี่ ระบุว่า การจัดการศึกษาสำหรับบุคคล  ซึ่งมีความสามารถพิเศษต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น

         สภาพปัญหาในการดำเนินงาน และความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาของชาติ

     - วัตถุประสงค์

      ๑. เพื่อเป็นกรอบในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ

         ๒. เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษที่เชื่อมโยงทุกระดับการศึกษา

         ๓. เพื่อเป็นนแนวทางในการสรรสร้างบุคคลที่มีความสามารถพิเศษอย่างต่อเนื่อง และจริงจังในประเทศไทย

         ๔. เป็นกลไกในการประสานการดำเนินงานร่วมกัน

         ๕. เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุน

         ๖. เพื่อเป็นเครื่องมือในการนิเทศ ติดตาม และประเมิณผลการดำเนินงาน

    - แผนการดำเนินงาน ประกอบด้วย ๑๐ แผนงาน

         ๑. แผนงานด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากร

         ๒. แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา

         ๓. แผนงานจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในโรงเรียนทั่วไป (Schools in School)

         ๔. แผนงานปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถ

         ๕. แผนงานการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษระดับอุดมศึกษา

         ๖.แผนงานการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

         ๗. แผนงานส่งเสริมบทบาทของสถาบันครอบครัวในการพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ

         ๘. แผนงานด้านการบริการและการจัดการ

         ๙. แผนงานพัฒนาระบบคลังข้อมูล

         ๑๐. แผนงานความร่วมมือระหว่างประเทศ

    - ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานที่ผ่านมา

      ๑. ด้านโครงสร้างและกลไกในการบริหารจัดการ

              - ขาดองค์กรกลางระดับชาติ

              - ขาดการประสานการดำเนินที่เชื่อมต่อ

              - ขาดการวางระบบและกลไกที่จะค้นหาและพัฒนาเด็กตั้งแต่เยาว์วัย

              - ขาดการเชื่อมโยงภายในระบบการศึกษา

              - ขาดการเชื่อมโยงกับองค์กรเครือข่ายสนันสนุน

         ๒. ด้านองค์ความรู้

              - ผู้เกี่ยวข้อง ขาดความรู้ ความเข้าใจ

              - ครู ผู้บริหาร ยังมีความเข้าใจผิดและไม่ทราบแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม

              - ขาดบุคลากรที่มีความรู้ มีประสบการณ์

      - ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน   กำหนดเป็น

          ๑.  ระดับนโยบาย

               - จัดทำแผนพัฒนาประเทศที่ระบุเป้าหมายสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย

               - วางระบบกลไกการดำเนินงานที่ชัดเจน

               - ส่งเสริมองค์กรเครือข่าย

               - จัดทำแผนการผลิต พัฒนาบุคลากร

               - การจัดตั้งรวมถึงการพัฒนาโรงเรียนเฉพาะทาง

          ๒. ระดับปฎิบัติ

               ๒.๑  สถานศึกษา

                       -  ปรับระบบการจัดการเรียนการสอน

                       -  จัดระบบการวัดผล

                       -  ปรับโครงสร้างการบริหารงาน

                       -  พัฒนาบุคลากร

                       -  ระดมทรัพยากร

                       -  ระดมความร่วมมือ

       (ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานจัดทำรายละเอียด ร่วมกับทบวงมหาวิทยาลัยและองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง)    
 


ความเป็นมา

         จากการที่ประเทศไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่มีความสามารถพิเศษว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีค่ายิ่งกลุ่มหนึ่ง  ซึ่งหากได้รับการพัฒนาในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม จะทำให้บุคคลเหล่านี้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นำพาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างก้าวกระโดด และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกับแผนพัฒนาการศึกษา สำหรับเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ เสนอเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ แต่เนื่องจากระยะที่ผ่านมาองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งการสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆยังมีไม่เพียงพอ เป็นเหตุการนำนโยบายสู่การปฏิบัติยังไม่เกิดผลเท่าที่ควรตามที่วางเป้าหมายไว้ในปี ๒๕๔๑-๒๕๔๔

         ปัจจุบันแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษได้เริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งบัญญัติสิทธิในการศึกษาของกลุ่มบุคล ดังกล่าวไว้ด้วยนั้นได้ประกาศใช้มาได้ระยะหนึ่งและที่สำคัญคือรัฐบาลสมัยปัจจุบัน ซึ่งมี พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำประกาศ ได้ให้ความสำคัญอย่างสูงที่จะส่งเสริมสนับสนุนของบุคคลกลุ่มนี้ จึงมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการจัดทำแผนแม่บทเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นกรอบในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องครบวงจรและให้เกิดการประสานเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่มุ่งให้การจัดการศึกษาช่วยพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษได้อย่างเต็มตามศักยภาพ และนำไปสู่การสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้า ให้แก่สังคมและประเทศชาติได้อย่างก้าวกระโดดต่อไป

วัตถุประสงค์

         ๑. เพื่อเป็นกรอบในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้แก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดทำและปรับปรุงแผนงาน / โครงการเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ ให้สามารถพัฒนาจนบรรลุศักยภาพสูงสุดของแต่ละบุคคล พร้อมทั้งมีคุณธรรมและเจตคติที่จะรับใช้สังคมตามนโยบายที่กำหนดไว้

         ๒. เพื่อกำหนดระบบการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษให้มีความยืดหยุ่นและต่อเนื่องเชื่อมโยงในทุกระดับ การศึกษาที่ตอบสนองต่อการพัฒนาความสามารถพิเศษของเด็กและเยาวชนไทยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

         ๓. เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์กลุ่มบุคคลที่มีความสามารถพิเศษให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจริงจังในประเทศไทย  เพื่อเป็นแกนนำของสังคมในการพัฒนา การประดิษฐ์การประยุกต์ศาสตร์ / องค์ความรู้ และทักษะในสาขาต่างๆ และเกิดการประสาน เชื่อมโยงระหว่างทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาประเทศกับการพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชน ผู้มีความสามารถพิเศษเพื่อให้สามารถพัฒนาประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดด

          ๔. เพื่อเป็นกลไกในการประสานการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีควาสามารถพิเศษเป็นไปในทิศทางที่ประสานสอดคล้องและเชื่อมโยงอย่างครบวงจร

          ๕. เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ใช้เป็นกรอบในการสนับสนุนทรัพยากรเพื่อ การพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ

           ๖. เพื่อเป็นเครื่องมือในการดูแล ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อเป็นการพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ บรรลุผลตามนโยบายและเป้าหมายของแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ

แผนการดำเนินงาน

           เพื่อให้การดำเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต  เห็นควรกำหนดให้มีแผนงานเพื่อให้เกิดโครงการและกิจกรรมอย่างเป็นระบบและครบวงจร จำนวน ๑๐ แผนงาน ดังนี้

           ๑.  แผนงานด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากร

           ๒.  แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา

           ๓.  แผนงานจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนทั่วไป (Schools in School)

           ๔. แผนงานพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ  ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนเฉพาะทาง

           ๕. แผนงานการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ ระดับอุดมศึกษา

            ๖.   แผนงานการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

           ๗. แผนงานส่งเสริมบทบาทของสถาบันครอบครัวในการพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ

           ๘. แผนงานด้านการบริหารและการจัดการ

           ๙. แผนงานการพัฒนาระบบคลังข้อมูล

           ๑๐. แผนงานความร่วมมือระหว่างประเทศ

๑. แผนงานด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากร

     เหตุผลและความจำเป็น

            เนื่องด้วยขณะนี้ประเทศยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีความสามารถพิเศษ อยู่เป็นอันมาก  สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนสาขาวิชาดังกล่าวมีอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย คือ มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ซึ่งเปิดสอนในระดับปริญญาโท ในขณะที่หลายๆ ประเทศ มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้เปิดสอนสาขาวิชาดังกล่าว   ทั้งในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งให้การอบรมและพัฒนาบุคลากร รวมถึงให้ควารู้แก่บุคตลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงเห็นสมควรที่ประเทศไทยจะต้องสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีคสวามสามารถพิเศษให้เกิดขึ้นอย่างเพียงพอ เพื่อรอรับการดำเนินงานในเรื่องนี้

          ๑) การจัดส่งบุคลากรศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

          ๒) การเปิดสอนสาขาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษในคณะครุศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ และคณะศิลปศาสตร์ ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ

          ๓) การเสริมความรู้ครูประจำการ เพื่อการจัดการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

๒. แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา

      เหตุผลและความจำเป็น

            การจัดการศึกษาและบริการสำหรับเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษในสังคมไทยปัจจุบันนั้น แม้ว่าจะมีโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการศึกษาให้กัยกลุ่มบุคคลดังกล่าวอยู่จำนวนหนึ่งแล้วก็ตาม แต่จากการวิเคราะห์ในรายละเอียดผนวกกับการประเมินผลสภาพการจัดการศึกษาและบริการ พบว่าโครงการส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินงาน โดยเฉพาะในเรื่องการคัดสรรเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ การขาดเครื่องมือในการทดสอบศักยภาพ การขาดแนวทางในการจัดทางศึกษาที่ถูกต้อง ชัดเจน และครอบคลุม รวมทั้งการที่มิได้มีการสร้างสมองค์ความรู้ ทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และมีงานวิจัยในบริบทของประเทศไทยยังไม่เพียงพอ จึงทำให้การจัดการศึกษาและบริการสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน ผู้มีความสามารถพิเศษตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังไม่ประสบผลสำเร็จเต็มที่

           ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และระบบการจัดการศึกษาและบริการที่ถูกต้อง สำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษเพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้รับการพัฒนาศักยภาพจนบรรลุถึงขั้นสูงสุดในศาสตร์สาขาที่สนใจ และได้รับการพัฒนาจิตใจให้เป็นคนที่สมบรูณ์ควบคู่กันไปอย่างสมดุล บนพื้นฐานของสังคมแห่งความเป็นไทย ทั้งนี้ก็เพื่อให้สังคมไทยมีกลุ่มผู้นำ ซึ่งจะเป็นฐานพลังอำนาจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางวิกฤตการณ์ต่างๆ และสานฝันไปสู่ความเป็นจริงในการก้าวล้ำหน้าโลกได้ในอนาคต แผนงานย่อยด้านการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วยการวิจัยดังนี้                 ๑).การวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับประถมวัย                              

           ๒).การววิจัยและการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับประถมศึกษา                

           ๓).การวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับมัธยมศึกษา

          ๔). การวิจัยการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับอุดมศึกษา

          ๕). การวิจัยและการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบและพัฒนาความสามารถพิเศษ

๓. แผนการจัดการเรียนการสอนสำหรับที่มีความสามารถพิเศษระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนทั่วไป (Schools in School)

      เหตุผลและความจำเป็น

            เด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษของประเทศไทย โดยเฉลี่ยแล้วมีอยู่ไม่น้อยกว่าสถิติในประเทศอื่นๆ คือประมาณร้อยละ ๓ ในแต่ละสาขา กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งโรงเรียนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษเฉพาะทางไม่อาจรองรับเด็กเหล่านี้ได้ และโดยหลักการที่ถูกต้องของการจัดการศึกษาให้แก่ผู้ที่มีความต้องการพิเศษ (Special Education Needs) ชึ่งรวมทั้งกลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษนั้นในระดับสากลเป็นที่ยอมรับว่า การเรียนร่วมอยู่ในโรงเรียนปกติเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ทั้งในมติทางด้านสังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

           ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษของไทย ได้พยายามพัฒนารูปแบบของการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ (Giffed Education) ให้ถูกต้องเหมาะสม เป็นไปตามปรัชญาและหลักการมากยิ่งขึ้น ในลักษะของการเรียนร่วมอยู่ในโรงเรียนปกติ โดยมีห้องเรียนพิเศษที่อาจเรียกได้ว่าเป็น Schools in School โดยเริ่มตั้งแต่การวางโครงสร้างพื้นฐานการทางศึกษา เพื่อให้มีการค้นหาและพัฒนาความสามารถพิเศษตั้งแต่เยาว์วัย และเชื่อมโยงต่อเนื่องไปจนถึงระดับการศึกษาที่สูงขึ้น โดยให้มีการคัดแยกด้วยวิธีการที่หลากหลายเหมาะสมกับเด็กแต่ละกลุ่ม การปรับเปี่ยนกระบวนการเรียนการสอน การปรับหลักสูตร การพัฒนาสื่อ การวัดผลประเมินผล การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและอื่นๆ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพสูงสุดของผู้เรียนแต่ละคนที่มีอยู่ อันเป็นหลักการสำคัญของแนวทางการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการนำร่อง ทั้งในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไปบ้างแล้ว และเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ที่ควรให้การขยายผลออกไปให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งการดำเนินงานประกอบไปด้วย

          ๑). การค้นหาแววความสามารถพิเศษและการจัดการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาอย่างถูกต้องในระดับก่อนประถมศึกษา และประถมศึกษา

         ๒). การจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในลักษณะการมีห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนทั่วไป

๔. แผนงานปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษระดับการศึกษาพื้นฐานในโรงเรียนเฉพาะทาง

      เหตุผลและความจำเป็น

           การจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษส่วนหนึ่งนั้น ต้องการให้เด็กและเยาวชนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ในระดับการศึกษาพื้นฐาน ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทย จึงได้จัดตั้งโรงเรียนเฉพาะทางขึ้นส่วนหนึ่งทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ ดนตรี กีฬา ซึ่งรัฐได้จัดสรรงบประมาณสูงกว่าโรงเรียนปกติทั่วไปให้แก่โรงเรียนเฉพาะทางเหล่านี้ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า โรงเรียนเหล่านี้ยังต้องได้รับการพัฒนาให้สามารถจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษได้อย่างจริงจังตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานศึกษา จึงเห็นสมควรให้มีการปรับปรุงโรงเรียนเฉพาะทางที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งในเรื่องของบุคลากร สื่อ / อุปกรณ์ การคัดสรรเด็กเข้าเรียน การจัดการเรียนการสอนที่ต้องการให้เกิดความเชี่ยวชาญตามสาขาที่ต้องการซึ่งรวมถึง

          ๑). โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย

          ๒). โรงเรียนสังคีตววิทยาคม กรุงเทพมหานคร

          ๓). โรงเรียนกีฬา

ฯลฯ

๕. แผนงานการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษระดับอุดมศึกษา

     เหตุผลและความจำเป็น

           เพื่อให้เกิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษให้เต็มตามศักยภาพอย่างครบวงจรทุกระดับการศึกษา นอกจากการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาพื้นฐานแล้ว จะต้องต่อเนื่องจนถึงระดับอุดมศึกษาที่วางเป้าหมายให้การศึกษาของเยาวชนกลุ่มนี้เชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศ  ฉะนั้น การศึกษาได้ในระดับอุมดศึกษาจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ ที่ต่อเนื่องจากการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมตามหลักการของการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ และสอดรับกับเป้าหมายหรือทิศทาง จึงจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวกระโดด จึงเห็นควรมีการดำเนินการดังนี้

         ๑). จัดการทำระบบเรียนล่วงหน้า (Advance Placement Program) ในระดับอุดมศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ที่เรียนอยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

         ๒). การจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษระดับอุดมศึกษา

         ๓). การวางเป้าหมายการพัฒนาประเทศกับการผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถพิเศษ ในระดับอุดมศึกษา

๖. แผนงานการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

     เหตุผลและความจำเป็น

           การพัฒนาผู้ที่ความสามารถพิเศษเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศในสาขาต่างๆ ต้องการความช่วยเหลือส่งเสริมจกาหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันมูลนิธิ ฯลฯ เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การส่งเสริมซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ในปัจจุบันได้มีโครงการที่เป็นกิจกรรมเสริมพิเศษให้แก่เด็กเก่งเกิดขึ้นหลายโครงการจเกหลายๆหน่วยงาน ซึ่งส่วนหนึ่งมีเป้าหมาย เพื่อให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันความสามารถในระดับโลก รวมถึงการจัดค่าย การทำโครงงาน การทุนศึกษาต่อ ที่จะนำมาซึ่งชื่อเสียงของประเทศและการตื่นตัวของเด็กและเยาวชนไทย ที่จะพัฒนาความสามารถของตนเองให้เต็มตามศักยภาพการดำเนินงานเหล่านี้ ควรสนับสนุนส่งเสริมเพื่อเปิดให้เด็กและเยาวชนไทยได้รับโอกาสเหล่านี้อย่างทั่วถึง ตัวอย่างของกิจกรรมพิเศษเหล่านี้ได้แก่

              ๑) ชื่อ ............................................................

                   ผู้สนับสนุน .....................................................

              ๒) ชื่อ ............................................................

                   ผู้สนับสนุน .....................................................

๗. แผนงานส่งเสริมบทบาทของสถาบันครอบครัวในการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

     เหตุผลและความจำเป็น

            ในปัจจุบันหลายประเทศได้พยายามคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อเสาะแสวงหาผู้ที่มีความสามารถพิเศษ หรือเป็นเลิศในด้านต่างๆ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการดำเนินงานดังกล่าว ได้มีองค์กรที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นหลายองค์กรในระดับโลก ได้แก่ World Council for the Gifted and Talented Children ดำเนินงานในรูปแบบการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือทางด้านวิชาการ จากประเทศสมาชิกทั่วโลก ในระดับภูมิภาคมีองค์กรซึ่งทำงานประสานกับองค์แรกเช่น The Asia - Pacific Federation for the Gifted and Telented

            ในระดับประเทศจะมีองค์กรดำเนินงานในระดับชาติ (National Center for the Gifted) และมีโครงสร้างของการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ทั้งในเรื่องขององค์ เงินทุน นโยบายและกฎหมาย มีองค์กรมากมายทั้งที่เป็นภาครัฐและเอกชน ที่อยู่ในระดับประเทศและท้องถิ่น ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริม สนับสนุนกลุ่มบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้ปกครอง ครู นักวิจัย และตัวเด็ก องค์กรต่างๆ เหล่านั้น ตั้งขึ้นในรูปของสมาคมที่ไม่แสวงหากำไร โดยมีองค์กรที่เป็นแม่ข่ายทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสานงานกับองค์ย่อยในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีภาระกิจหลักในการสืบเสาะหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ การให้ความรู้เผยแพร่ข้อมูลตัวสื่อต่างๆ และการให้สถาบันอุดมศึกษาทำหน้าที่สร้างงานวิจัยเพื่อสภาองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างกว้างขวาง

           ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีคว่ามสามารถพิเศษของประเทศไทยเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน สามารถแพร่ขยายออกไปได้ทั่วประเทศ จึงเห็นควรให้มีการจัดตั้งองค์กรต่างๆ รวมทั้งพัฒนาองค์กรที่มีอยู่ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น

           แผนงานย่อยกลไกการบริหารและการจัดการ ประกอบด้วยการดำเนินงานดังนี้

          ๑). การจัดตั้งศูนย์แห่งชาติ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

         ๒). การจัดตั้งคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

          ๓). การจัดตั้งกองทุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

          ๔). การส่งเสริมสนับสนุนการประสานการจัดตั้งเครือข่ายองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

      บทบาทหน้าที่

           ๑). กำหนดนโยบายและแนวทางเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

           ๒). เชื่อมโยงการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ กับการให้การศึกษาผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

           ๓). จัดทำทะเบียนผู้ที่มีความสามารถพิเศษ และสนับสนุนและประสานการดำเนินงานในการช่วยเหลือส่งเสริม ให้เด็กที่มีความสามารถพืเศษได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ

           ๔). ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

          ๕). ให้ข้อเสนอแนะ รวมถึงสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรม และการดำเนินงานต่างๆ เพื่อให้การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษเป็นไปอย่างกว้างขวาง

          ๖). เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

          ๗). ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานและการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด

          ลักษณะองค์กร เป็นองค์กรกลางที่ประสานเชื่อมโยงหน่วงงานต่างๆ ที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อให้เป็นไปอย่างครบวงจรและก้าวขึ้นสู่อาชีพตามความต้องการในการีพัฒนาประเทศ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

          บทบาทหน้าที่

           ๑). วิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ต่างๆ รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ในการพิสูจน์และจำแนกเด็กที่มีความสามารถพิเศษ วิจัย และพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ทั้งในเรื่องของหลักสูตร เนื้อหาสาระ แบบเรียน สื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอน การวัดผลประเมิน ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

            ๒). เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งเอกสาร ตำรา วิดีทัศน์ ฯลฯื เพื่อการศึกษาค้นคว้าแก่ผู้สนใจ

            ๓). งานพัฒนาและการขยายผลต้นแบบ เสาะหาฟู่มฟักเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษและขึ้นทะเบียน เสาะหาผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความสามารถพิเศษที่จะช่วยเป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยง (Mentors) ให้เยาวชนที่มีความสามารถพิเศษขึ้น

            ๔). ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดการนำผลการวิจัยไปใช้ในการขยายผลการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

            ๕). จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการส่งเสริม สนับสนุนให้แก่เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนาเด็กตามศักยภาพแต่ละบุคคล

            ๖). แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสานการดำเนินงานทางวิชาการร่วมกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

           ลักษณะองค์กร   เป็นองค์คณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นที่สถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการสร้างความเป็นเลิศในเรื่องนี้ และมีคณะกรรมการที่มาจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ

ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานที่ผ่านมา

           แม้ว่าประเทศไทยมีความพยายามที่จะดำเนนินการในเรื่องนี้ มาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี จนเกิดเป็นนโยบายที่ปรากฎอยู่ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ หรือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ ไว้แล้วก็ตาม จาการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของปัจจัยต่างๆ ที่มีต่อระบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ทั้งที่เป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในพบว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาการที่ล่าช้าในเรื่องนี้ เนื่องด้วยมีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องการ การแก้ไขหลายประการ ทั้งในด้านโครงสร้าง ระบบการจัดการ และองค์ความรู้ดังนี้

          ๑. ด้านโครงสร้างและกลไกในการบริหารจัดการ

              ขณะนี้ประเทศไทย ยังขาดองค์กรกลางระดับชาติ (Nation Center) ที่มั่งคงถางรที่จะรองรับการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ดังเช่นที่มีการจัดตั้งขึ้นในทุกประเทศ ที่มีความสำคัญและเห็นความจำเป็นในเรื่องนี้ จึงเป็นผลให้

              ๑). ขาดการประสานการดำเนินงานที่เชื่อมต่อ ส่งเสริม สนับสนุนซึ่งกันและกันนับแต่การวางเป้าหมายในการพัฒนาประเทศที่ต้องการเชื่อมโยงกับการพัฒนาการศึกษา สำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อสร้างสรรค์ผู้นำให้กับประเทศได้อย่างตรงเป้าหมาย

              ๒). ขาดการวางระบบและกลไกที่จะค้นหาและพัฒนาเด็กตั้งแต่เยาว์ การได้มาซึ่งเด็กที่มีความสามารถพิเศษจึงยังทำได้ไม่กว้างขวาง ไม่สามารถสร้างความเสมอภาคในโอกาสที่จะทำให้เด็กไทยที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพอย่างทั่วถึง

              ๓). ขาดการประสานการดำเนินงานเชื่อมโยงภายในระบบการศึกษาด้วยกัน จึงทำให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษไม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเต็มศักยภาพ

              ๔). ขาดการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรทางการศึกษากับองค์กรเครือข่ายสนับสนุนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เช่น องค์กรด้านจิตวิทยา การแพทย์ การบำบัด ที่จะต้องร่วมมือกันในการพัฒนาเด็กอย่างเป็นสหวิทยาการ

          ๒. ด้านองค์ความรู้

               ผลของการขาดโครงสร้างและกลไกในการบริหารจัดตั้งดังกล่าวข้างต้น ได้ส่งผลให้ประเทศไทย ขาดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาตามมาดังนี้

               ๑). ประชาชนทั่วไปและผู้ที่เกี่ยวข้องขาดความรู้ ความเข้าใจ และมองไม่เห็นถึงความสำคัญ ความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันสร้างสรรค์ผู้นำให้กับประเทศ จึงมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณและการระดมทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

               ๒). บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะครูผู้สอนรวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองยังมีความเข้าใจผิด และไม่ทราบถึงแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ในการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

               ๓). การที่ประเทศไทยยังมีองค์ความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนี้ไม่เพียงพอเนื่องจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษมีจำกัด สถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตบุคลากรในเรื่องนี้โดยตรงมีเพียงสถาบันเดียว คือ มหาวิทยาลัยศรีนทรวิโรฒ ซึ่งผลิตบุคลากรระดับปริญญาโทได้ปีไม่มากนัก และผู้ที่จบไปมักมิได้มอบหมายให้ปฏิบัติงานตามความรู้ที่ได้รับไป ๙ึ่งการขาดบุคลากรนี้ถือเป็นปัญหาที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

               ๔). การไม่มีองค์ความรู้ในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การศึกษาในโรงเรียนเฉพาะทางหรือโรงเรียนทั่วไป ที่มุ่งความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ยังเป็นไปอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชา เป็นผลให้ไม่สามารถดำเนินการได้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามที่กำหนดไว้เท่าที่ควรจะเป็น

ยุทธศาสตร์การดำเนินงานสำหรับประเทศไทย

          ๑. ระดับนโยบาย

             ๑). จัดทำแผนพัฒนาประเทศที่เชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายการพัฒนาประเทศในทุกสาขากับการให้การศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ที่สอดคล้องกับบริบท สภาพแวดล้อมและทรัพยากรของประเทศไทย เช่น การสร้างผู้นำด้านการบริหารจัดการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การสร้างนักวืทยาศาสตร์ดีเด่น ด้านการใช้พลังงานแสงแดด ด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและอื่นๆ ที่เหมาะสมกับทรัพยากรและจุดเด่นอื่นๆ ของประเทศ

            ๒). วางระบบกลไกรวมถึงจัดตั้งองค์กรระดับชาติที่ถาวร เพื่อรองรับและวางระบบการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยในระยะแรกอาจกำหนดให้อยู่ในหน่วยงานของรัฐและพัฒนาให้เป็นองค์กรในกำกับของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีกฎหมายรองรับ เพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างคล่องตัว

            ๓). ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดองค์กรเครื่อข่ายต่างๆ ทั้งที่ป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงและกลุ่มผู้สนใจ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้การดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ดังที่ประเทศต่างๆ ได้ดำเนินการ เช่น การจัดตั้งกองทุน มูลนิธิ สมาคม ฯลฯ

            ๔). จัดทำแผนการผลิตและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความชำนาญในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ เพื่อรองรับการดำเนินงานพร้อมๆ กัน ไปกับการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยส่งบุคลากรเข้าศึกษาต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเอื้อต่อคณะศึกษาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ให้สามารถเปิดสอนสาขาวิชาดังกล่าว รวมถึงการพัฒนาบุคลากรครู ในสถานศึกษาต่างๆ ได้กว้างขวางมากขึ้น

            ๕). ส่งเสริม สนับสนุนทั้งในด้านทรัพยากรและวิชาการเพื่อให้สถานศึกษา สามารถจัดการเรียนการสอน ให้แก่เด็กที่มีความสามารถพิเศษได้อย่างเหมาะสมถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนทั่วไป เพราะผลการดำเนินการดังกล่าวได้ส่งผลให้เด็กทั่วไปได้รับการพัฒนาด้วย

            ๖). ให้มีการปรับปรุงโรงเรียนเฉพาะทางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อความเป็นเลิศในสาขาต่างๆ ให้มีการดำเนินงานที่ถูกต้อง ตามหลักวิชาการในการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

            ๗). ประชาสัมพันธ์ด้วยรูปแบบ และวิธีการต่างๆ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้เห็นความสำคัญและความจำเป็นของการค้นหาและพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อสร้างสรรค์ผู้นำในการพัฒนาประเทศ

            ๘). สร้างกลไกความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรต่างๆ ที่เป็นสหวิทยาการจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านจิตวิทยา การแพทย์ การบำบัด เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษอย่างเป็นระบบ

            ๙). จัดตั้งและเชื่อมโยงกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและระดมทรัพยากรจากทุกส่วนของสังคม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้การดำเนินงานในเรื่องนี้เป็นไปอย่างถูกต้องกว้างขวางและรวดเร็ว ทันกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ

           ๒. ระดับปฎิบัติ

               ๑) สถานศึกษา

                   (๑) ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริหารและบุคลากรของโรงเรียน รวมถึงนักเรียทุกคนให้มีความรู้ความเข้าใจ ถึงลักษญะของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงาน

                   (๒) ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงาน เพื่อรองรับการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งร่วมถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเวลาเรียน และการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนของครู ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากผู้บริหารที่ต้องชี้แนะและลงมือร่วมกับครูอย่างใก้ลชิดจนประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฎิบัติ

                   (๓) ปรับระบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่เน้นความแตกต่าง เป็นรายบุคคลและการเรีนยรู้โดยผ่านสื่อประเภทต่างๆ ซึ่งครูจะต้องเป็นผู้ชี้แนะ ฉะนั้น การนิเศทเพื่อให้ครูปรับบทบาทใหม่ จึงมีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง รวมทั้งการมีสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่ท้าท้ายเด็กกลุ่มนี้อย่างเพียงพอตลอดเวลา

                   (๔) ปรับการวัดผลประเมินผลที่เน้นการประเมินตามสภาพจริง

                   (๕) บุคลากรที่จัดการเรียนการสอนให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ควรคัดเลือกเป็นอย่างดี และควรให้การอบรมและฝึกฝนปฎิบัติการวิจัยร่วมสอน ในลักษณะการศึกษาพิเศษ เพราะการได้รับการอบรมช่วยเหลือ แนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องทำให้ครูมีความมั่นใจ และสามารถดำเนินการให้ประสบผลสำเร็จได้

                   (๖) ควรมีการระดมทรัพยากรไว้อย่างเพียงพอ เนื่องจากการจัดการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มดังกล่าว จำเป็นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงปัจจัยต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้น จึงควรประสานความช่ายเหลือร่วมมือทั้งทางด้านความรู้ วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ สื่อ - อุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งจากองค์กรต่าง ๆ รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองอย่งเพียงพอ

             ๒) ครอบครัว

                  (๑) ส่งเสริม สนับสนุนให้บิดามารดา ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาบุตรหลานให้มีการพัฒนาที่สมบูรณ์รอบด้าน สามารถสังเกตแววศักยภาพและส่งเสริมสนับสนุนได้อย่างถูกแนวทาง โดยเฉพาะในด้านที่มีความสามารถพิเศษ โดยจัดให้มีองค์กรที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือ

                  (๒) ให้มีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสถานศึกษา

                  (๓) ส่งเสริม สนับสนุน บุตรหลานด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ตามควรแก่ฐานะ


   สรุปแนวทางการดำเนินงาน        

    โรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ   

        นิยาม   เด็กที่มีความสามารถพิเศษ หมายถึง " เด็กที่แสดงออกซึ่งความสามารถอันโด่ดเด่นด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน ในด้านสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ การใช้ภาษา การเป็นผู้นำ การสร้างงานทางด้านทัศนศิลป์และศิลปะการแสดง ความสามารถทางดนตรี ความสามารถทางกีฬา และความสามารถทางวิชาการในสาขาใดสาขาหนึ่ง หรือ หลายสาขาอย่างเป็นที่ประจักษ์เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่มีอายุระดับเดียวกัน สภาพแวดล้อมเดียวกัน"

          จากผลการวิจัยเบื้องต้นสำหรับประเทศไทย เด็กและเยาวชนไทยที่มีความสามรถพิเศษมีอยู่ประมาณร้อยละ ๓ ในแต่ละสาขา แต่อดีตที่ผ่านมาการจัดการศึกษาของประเทศไทยยังไม่เอื้อต่อการค้นหา และพัฒนาเด็กกลุ่มนี้อย่างเต็มตามศักยภาพ

         กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เล็งเห็นความสำคัญและเป็นความจำเป็นในการกำหนดนโยบายเร่งด่วน ในการดำเนินการเรื่องนี้ โดยกำหนดให้เป็น ๑ ในโรงเรียนรูปแบบใหม่

        ในระยะที่ผ่านมาประเทศไทยขาดองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ ทั้งในเรื่องความรู้ ความเข้าใจ ลักษณะของเด็ก นิยาม ความหมาย การตรวจสอบ / คัดแยกเด็ก รวมถึงวิธีการจัดการศึกษาที่เหมาะสมให้กับเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้

         แต่ในปัจจุบันตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๒ และที่แก้ไข พ.ศ.๒๕๔๕ มาตรา๑๐ วรรคสี่ ระบุว่า การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความสามารถพิเศษต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น

         ดังนั้น   ในการกำหนดแนวทางการดำเนินงานในการค้นหาและพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ   กระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนแม่บทในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ ซ่งจะเป็นแผนระยะยาวและให้มีการจัดทำระยะสั้นในการการเตรียมความพร้อมที่จะดำเนินการในช่วง ๓ ปี ( พ.ศ.๒๕๔๖ - พ.ศ.๒๕๔๘ )

         แผนระยะสั้น (๓ ปี ) จะมุ่งเน้นในการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ในปีแรกและจะเริ่มดำเนินการในโรงเรียนนำร่อง ในปีถัดไป

         ดังนั้นในปีการศึกษา ๒๕๔๖ จะเป็นการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ดังนี้

         ๑. การเตรียมความพร้อมด้านพัฒนาบุคลากร
             เป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการเรียนการสอน การเลี้ยงดูเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ตั้งแต่ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา

             การดำเนินการ

             (๑) จัดประชุมสัมนาภายในประเทศ โดยเชิญผู้บริหาร ครู อาจารย์ ผู้ปครอง นักศึกษา เข้าร่วมประชุมรับฟังองค์ความรู้ หลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ วิทยากรจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

             (๒) การจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาในการจัดระบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

             (๓) จัดอบรม ผู้บริหาร ครู อาจารย์ ให้เข้าใจแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ทั้งระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา

             (๔) จัดส่งบุคลากรไปศึกษาต่อทั้งระยะสั้น และระยะยาว (ปริญญาตรี โท เอก) ในต่างประเทศ

             (๕) จัดเวทีสร้างสรรค์การเสริมประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้ที่เป็นการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม ของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ โดยเฉพาะด้านดนตรี กีฬา การแสดง

         ๒. การเตรียมความพร้อมด้านศูนย์ข้อมูล

              กำหนดให้มีศูนย์ข้อมูลกลาง ศูนย์ข้อมูลประจำเขตพื้นที่การศึกษา และศูนย์ข้อมูลประจำโรงเรียน / สถาบัน      

           จะเป็นศูนย์ข้อมูล      -   ด้านวิชาการ

                                          -   บุคลากร (ผู้เชชี่ยวชาญ)

                                          -   เด็กที่มีความสามารถพิเศษ  

                                          -    สื่อ

                                          -    เครือข่ายโรงเรียน และเครือข่ายผู้ปกครอง

         ๓. การเตรียมความพร้อมด้านเครื่องมือค้นหาเด็ก                                

             กระบวนการในการค้นหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เป็นกระบวนการที่ต้องใช้หลายวิธี ซึ่งในปัจจุบันก็มีเครื่องมืออยู่บ้าง แต่ความสามารถพิเศษมีหลายด้าน และแต่ละด้านก็จะใช้เครื่องมือหรือกระบวนการค้นหาแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในด้านนี้ให้ชัดเจน หากตัดสินใจผิดพลาดเด็กก็จะพลาดโอกาสในการพัฒนา

         ๔. การเตรียมความพร้อมด้านหลักสูตร

              โดยทฤษฎีการจัดหลักสูตรสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษจะมี ๔ วิธีคือ

              (๑) วิธีลดระยะเวลาเรียน หรือข้ามชั้นเรียน(Acceleration) อาจข้ามเป็นชั้น หรือข้ามบางวิชา

              (๒) วิธีเพิ่มพูนประสบการณ์ (Enrichment)

                    เป็นการขยายกิจกรรมในหลักสูตรให้กว้างและลึกซึ้งกว่าที่มีอยู่ในหลักสูตรปกติ ซึ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหา เช่น การจัดชุดการเรียนการสอนรายบุคคล การทำโครงงาน การจัดทัศนศึกษา

               (๓) วิธีขยายหลักสูตร (Extension)

                     เป็นการจัดโปรแกรมการศึกษานอกหลักสูตรที่ตอบสนองความสนใจและความสามารถเป็นรายบุคล เด็กสามารถเรียนเกินกว่าหลักสูตรการเรียนแบบA P Program (Advance Placement Program)

              (๔) การใช้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษา (Mentoring)

                    แต่โดยหลักการแล้ว การจัดการศึกษาไม่ใช้วิธีการเดียว เพราะทำให้เกิดสภาพการศึกษาที่ไม่ยืดหยุ่น ตามสภาพ ความสามารถของเด็ก และการเลือกใช้วิธีใดก็สามารถปรับเปลี่ยน ได้ตลอดเวลาและใช้หลายวิธีในโครงการเดียวกัน

                   ดังนั้น ในการเตรียมความพร้อมด้านหลักสูตร ก็จะมีการนำเสนอแนวทางการจัดหลักสูตรของวิชาต่างๆ ตามวิธีต่างๆ ดังกล่าว เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นในการดำเนินการจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษต่อไป

         ๕ การเตรียมความพร้อมด้านงานวิจัย

             จะมีการจัดสรรทุนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษในทุกเรื่อง

         ๖ การเตรียมความพร้อมด้านการประชาสัมพันธ์

            จะจัดให้มีการประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางในทุกรูปแบบ ทั้งการประชาสัมพันธ์ด้วยยเอกสารวิชาการ การจัดรายการโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์

           การดำเนินการปี ๒๕๔๗ - ๒๕๔๘

           เมื่อเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ แลัวจะมีการคัดเลือกโรงเรียนเข้าโครงการนำร่องเพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลต่อไป

           นอกจากนี้   กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดแผนการในการดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในการสร้างองค์ความรู้ การจัดโปรแกรมวิชาในศึกษาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้วย โดยจะเสนอให้มีรายวิชาบังคับหรือวิชาเลือกและนำเสนอให้มีสาขาวิชานี้ในระดับปริญญาตรี โท และเอกด้วย

          การดำเนินการเรื่องนี้เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการลงทุนที่สร้างนักวิชาการให้บ้านเมือง สร้างผู้นำสาขาต่างๆ แม้แต่สาขาการเมืองการปกครองก็จะเป็นสาขาหนึ่งซึ่งสำคัญมาก ก็นับเป็นหนึ่งในความสามารถพิเศษที่จะต้องส่งเสริมให้เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่เฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา กีฬา ดนตรี ศิลป การแสดงเท่านั้น

           ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำร่างแผนแม่บท เพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถ ร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง

           ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ คณะทำงานและผู้ประสานงาน (น.ส.พจนีย์  เจนพนัส  กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โทร. ๐ ๒๒๘๒ ๘๔๖๖, ๐ ๒๒๘๑ ๑๓๙๒)

 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
นวัตกรรมการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ ๕ รูปแบบ  ทดลองนำร่องภาคเรียนแรก ปีการศึกษา ๒๕๔๖  
 

    กลับหน้าแรกกระทรวงฯ
    Copyright : ๒๐๐๓ MOENet Thailand
    แหล่งข้อมูล/รวบรวม เรียบเรียง : คณะกรรมการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา
    ปรับปรุงข้อมูล : ๑๑ สิงหาคม  ๒๕๔๖
    พัฒนา และนำเสนอ : น.ส.นิภา  แย้มวจี
    กลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ  ศูนย์สารสนเทศ สป. ศธ.
    โทร. ๐๒-๒๘๑๙๘๐๙, ๐๒-๖๒๘๕๖๔๓-๔๔  โทรสาร  ๐๒-๒๘๒๙๒๔๑
    ติดต่อผู้ดูแลระบบ :
    website@emisc.moe.go.th